ย้อนรอย "เงินแถบ" และจุดเปลี่ยนเหรียญกษาปณ์ในล้านนา จาก "เงินหัวหมด" สู่เงินบาทไทยรู้หรือไม่? เมื่อ 100 ปีก่อน คนล้านนา เชียงใหม่ ไม่ได้ใช้เงินบาทเป็นหลักในการซื้อขายของในตลาด แต่ใช้ "เงินรูปีอินเดีย" หรือที่เรียกกันติดปากว่า "เงินแถบ" เป็นสกุลเงินหลัก!
- ทำไมต้อง "เงินแถบ"?
ย้อนไปในยุคที่อังกฤษเข้ามายึดครองพม่าเป็นอาณานิคม อังกฤษได้นำเงินรูปีจากโรงกษาปณ์ในอินเดียเข้ามาใช้ในพม่า ด้วยความที่เหรียญมีมาตรฐาน น้ำหนักแม่นยำ และมีจำนวนมาก พ่อค้าพม่าและกลุ่มคนในบังคับอังกฤษที่เข้ามาทำไม้สักในล้านนา จึงนำเงินรูปีเข้ามาใช้จ่ายจนแพร่หลาย ชาวล้านนาจึงเรียกเหรียญเหล่านี้ว่า "เงินแถบ"
- รู้จัก "เงินกระจ๊ม" และ "เงินหัวหมด" เหรียญรูปีที่เข้ามามีหลายรุ่นตามพระพักตร์ของกษัตริย์อังกฤษ
- เงินแถบหัวหนาม: เหรียญรูปพระนางเจ้าวิคตอเรียสวมมงกุฎ
- เงินกระจ๊ม: เหรียญรูปพระนางเจ้าวิคตอเรีย (ด้วยพระสิริโฉมงดงาม)
- เงินหัวหมด (หรือเงินหัวล้าน): เหรียญรูปพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ซึ่งเป็นเหรียญที่นิยมมากเพราะเนื้อเงินบริสุทธิ์ แต่เนื่องจากพระองค์มีพระชนม์มากและพระเกศาบาง ชาวบ้านจึงเรียกว่า "เงินหัวหมด"
- ภารกิจเปลี่ยนผ่าน: สู่เงินบาทไทย
ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ คุณหลวงสงวนราชทรัพย์ (สงวน สุภาภา) ย้ายมาดำรงตำแหน่งคลังจังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2479 ท่านเห็นว่า "เมืองเชียงใหม่ไม่ใช่เมืองพม่า" จึงจัดโครงการเปลี่ยนระบบเงินตรา โดยไปเบิกเหรียญกษาปณ์ไทยมาเต็มตู้รถไฟ!
ท่านสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปตั้งโต๊ะแลกเหรียญที่ตลาดวโรรส จนพ่อค้าแม่ค้าเริ่มหันมาใช้ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ไทยแทนเงินรูปี และในเวลาไม่ถึงเดือน "เงินแถบ" ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากตลาดเชียงใหม่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
- เกร็ดประวัติศาสตร์ล้านนา
หากเปรียบเงินตราเป็นเครื่องบ่งชี้อำนาจ ในอดีตล้านนาใช้เงินมาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่หอยเบี้ย, เงินเจียง, เงินธ็อกดอกไม้, จนมาถึงยุคเงินแถบ สะท้อนถึงการปะทะสังสรรค์ทางการค้าและวัฒนธรรมที่เข้มข้นตลอดหลายศตวรรษ
ร่วมสืบสานประวัติศาสตร์ล้านนาผ่านเรื่องราวเงินตรา เพื่อความเข้าใจในรากเหง้าของเศรษฐกิจท้องถิ่นของเรา
ขอบคุณข้อมูลจาก: ธนาคารแห่งประเทศไทย, หนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ หลวงสงวนราชทรัพย์(สงวน ศุภาภา), นวรัตน์ เลขะกุล (หนังสือเงินตราล้านนา), และ Jirakarn Supanarat