แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Topics - นันทปัญญา

หน้า: [1]
1
พระปรกโพธิ์ราวเทียน กรุเมืองน่าน
พระปรกโพธิ์เมืองน่าน พระพิมพ์นี้เป็นปางพิชิตมารประทับใต้ร่มโพธิ์ จำลองครั้งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับใต้ควงพระศรีมหาโพธิ์ พระหัตถ์ขวาชี้ลงธรณีเรียกนางพระธรณีมาเป็นสักขีพยาน ทรงชนะพญามารพร้อมเสนามารทั้งปวง พระแผงพิมพ์ปรกโพธิ์ เมืองน่าน สร้างขึ้นแล้วได้ลงรักปิดทอง ทำเป็นพระติดแผงตอกตะปูหรือใช้ยางรักเป็นตัวยึดติดกับแผงกระดานไม้สลักลายวิจิตรบรรจง ลงรักปิดทอง แผงหนึ่งๆมีพระ จำนวน 28 องค์ เท่ากับจำนวนพระพุทธเจ้าในอดีต หรือมากกว่าน้อยนั้นแล้วแต่ความเชื่อของผู้สร้างมีศรัทธาร่วมสร้างถวาย แล้วได้นำไปติดตั้งไว้ข้างพระประธานในพระวิหารหลวง จึงเป็นที่มาของชื่อว่า "พระปรกโพธิ์ราวเทียน" พระปรกโพธิ์นี้จึงเป็นพระที่พบตามวัดหลวงโบราณในเมืองน่าน ที่สร้างขึ้นหรือบูรณะในยุคล้านนาหลายวัดด้วยกันเช่น วัดพระธาตุแช่แห้ง วัดสวนตาล (พระเจ้าทองทิพย์) เป็นต้น แต่เพราะวัดวาอารามเหล่านี้ยังคงอยู่ในสภาพดี จึงมีสนิทแดงขึ้นไม่จัด แม้จะมีอายุกว่า 500 ปีแล้วก็ตาม และไม่ค่อยพบเจอพระชนิดนี้แพร่หลายเหมือนพระกรุที่แตกกรุจากวัดร้าง อย่างเช่นพระปรกโพธิ์เมืองเชียงแสน เชื่อกันว่าพระพุทธคุณพระปรกโพธิ์เมืองน่าน ดีเด่นด้านมหาอำนาจ ชนะศัตรู แคล้วคลาดปลอดภัย และยังอำนวยความร่มเย็นเป็นสุข ปกปักรักษาคุ้มครองสถานที่ กันฟ้า กันไฟ และคุ้มครองบริวารในปริมณฑลได้อีกด้วย เฉกเช่น เจ้าหลวงท้าวขาก่าน อดีตเจ้าเมืองน่านที่รบเก่งมีชื่อเสียงเป็นที่ครั่นคร้ามและยังมีความคงกระพันชาตรี สมเป็นยอดขุนพลแดนล้านนาที่ทั้งเก่งและศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระปรกโพธิ์ สร้างขึ้นในยุคล้านนาปกครอง เพราะมีบันทึกว่า เมื่อปี พ.ศ. 2019 พระเจ้าติโลกราช ได้แต่งตั้ง เจ้าหลวงท้าวขาก่าน อดีตเจ้าเมืองฝาง ไปปกครองเมืองน่าน เจ้าหลวงปกครองนครน่านได้ระยะหนึ่ง จึงได้ใช้ให้หมื่นคำ ไปถวายเครื่องบรรณาการแด่พระเจ้าติโลกราช ยังนครเชียงใหม่ และไปได้ตำนานพระธาตุแช่แห้ง มาจากพระคุณเจ้ามหาเถระวชิรโพธิ์ ที่ได้มาจากเมืองลังกา “เมื่อนั้นเจ้าหลวงท้าวขาก่านพร้อมด้วยสังฆเจ้า และชาวเมืองทั้งหลายได้พากันแผ้วถางบริเวณดอยภูเพียงแช่แห้งซึ่งขณะนั้นถูกปกคลุมด้วยป่าไผ่เครือเถาวัลย์ จนเจอจอมปลวกใหญ่ลูกหนึ่งก็พากันทำการสักการบูชา ครั้นถึงเวลากลางคืนบริเวณจอมปลวกก็ปรากฏดวงพระธาตุเจ้าแสดงปาฏิหาริย์เปล่งรัศมีรุ่งเรืองนัก  จึงได้พากันขุดบริเวณจอมปลวกดู ขุดได้ลึก ๑ วาก็เจอก้อนศิลากลมเกลี้ยงลูกหนึ่ง เจ้าหลวงท้าวขาก่านจึงให้ชีปะขาวเชียงโดมวัดใต้ ทุบให้แตกก็พบผอบทองคำมีฝาปิดสนิท เมื่อเปิดออกดูก็พบ พระธาตุเจ้า ๗ องค์พระพิมพ์คำ ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ที่พญากรานเมือง ได้มาจากเมืองสุโขทัยและนำมาประดิษฐานไว้”  เจ้าหลวงท้าวขาก่านได้นำพระธาตุรวมทั้งพระพิมพ์เงิน พระพิมพ์คำที่ขุดได้ทั้งหมดมาเก็บไว้ที่หอคำ และได้กราบบังคมทูลให้พระเจ้าติโลกราชทราบ พระเจ้าติโลกราชทรงมีรับสั่งว่า เมื่อขุดได้ที่ใดก็ให้เก็บไว้ ณ ที่นั้น “เมื่อนั้นเจ้าหลวงท้าวขาก่านพร้อมด้วยสังฆเจ้า ท้าวพระยาทั้งหลายก็พร้อมใจกันนำ พระบรมสาริกธาตุเจ้า พระพิมพ์เงิน พระพิมพ์คำมาประดิษฐานไว้ ณ บนดอยภูเพียงแช่แห้งตามเดิม และก่อเจดีย์ สูง ๖ วาคร่อมไว้”  ต่อมาจุลศักราช๘๔๒ ( ปีพ.ศ.๒๐๒๓) พวกแกว (เวียดนามหรือญวน) ขณะนั้นเมืองแกวปกครองโดย จักรพรรดิเลทันต์ตอง ยกรี้พลมาตีเมืองหลวงพระบางแตก และยกมาประชิดเมืองน่าน 
ท้าวขาก่าน เมื่อทราบมีศึกประชิดเมืองจึงนำทัพเมืองน่าน 4 หมื่นคน ตีกองทัพแกว (เวียดนาม) ที่มีกำลังพล 3 ล้านคน ระหว่างนั้นได้ให้ม้าเร็วส่งข่าวไปทูลพระเจ้าติโลกราช ที่ยกทัพไปตีเมืองเงี้ยวได้ชัยชนะแล้วเพื่อขอกำลังมาสมทบ เจ้าหลวงท้าวขาก่านผู้นี้ พงศาวดารได้บรรยายรูปร่างลักษณะไว้ว่า มีผิวกายสีดำแดง สักยันต์เป็นรูปพญานาคราชและเถาวัลย์ตั้งแต่ขาจนถึงน่อง ยามเดินคล่องแคล่ว ว่องไวนัก เป็นผู้มีคาถาอาคมแก่กล้า เป็นที่เคารพนับถือของชาวน่านมาก  ได้สร้างพระเครื่อง โดยใช้ดิน พระธาตุแช่แห้ง แจกแก่ทหารคราวออกรบกับทัพแกว กล่าวกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก ทหารที่นำพระพกติดตัวออกศึกต่างคงกระพันชาตรีแทงฟันไม่เข้า เป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารเมืองน่านยิ่งนัก กล่าวกันว่า พวกแกวฟันแทงทหารเมืองน่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้า กองทัพเมืองน่าน ตีทัพแกวแตกไปทุกทิศทุกทาง กำลังพลของท้าวขาก่านบุกตีล่วงเข้าถึงกลางทัพ ฟันแทงพวกแกวล้มตายลงมาก ที่เป็นทหารเลวก็จับมัดไว้รวมกันนับหมื่นกว่าคน ส่วนพวกที่เป็นแม่ทัพนายกองที่มีหมวกเป็นสัญลักษณ์ ท้าวขาก่านนำมาตัดหัวจนหมดสิ้น โดยสำคัญว่าเป็นทัพหน้าของแกว หารู้ไม่ว่าคนที่พวกเขาตัดหัวนั้น หนึ่งในนั้นก็คือ เจ้าบัวสาม แม่ทัพใหญ่ของพวกแกวนั่นเอง ทัพแกวแตกพ่ายถอยไปตั้งหลักที่หลวงพระบาง เมื่อสิ้นแม่ทัพใหญ่ ทัพแกวได้รับข่าวว่ากองทัพพระเจ้าติโลกราชกำลังยกมาสมทบ ซ้ำได้รู้ว่าเจ้าหลวงท้าวขาก่านก็ได้กลับมาร่วมในกองทัพนี้ด้วย พวกแกวจึงเกรงกลัวยิ่งนักและรีบยกทัพกลับเมืองแกวไป ภายหลังเสร็จศึกสงคราม พระเจ้าติโลกราชได้ให้ท้าวขาก่านได้ไปครองเมืองเชียงราย จากชัยชนะครั้งนั้นพระเจ้าติโลกราช ทราบว่าจีนรบกับแกวมากว่า 20ปี ก็ยังไม่ชนะพวกแกว พระองค์จึงไปเจริญสัมพันธไมตรีกับจีน(คู่ปรปักษ์กับแกว) จักรพรรดิเฉิงฮว่า แห่งราชวงศ์หมิง ของจีน ได้ส่งคนมาวาดรูปเจ้าหลวงท้าวขาก่าน 4 อริยาบทเก็บไว้ในหอตำราหลวงเก็บบันทึกไว้ในราชสำนัก และส่งเครื่องราชบรรณาการตอบรับไมตรี มายังราชสำนักนครเชียงใหม่


2
ศิลปะการต่อสู้ของล้านนา
ล้านนาสืบทอดวัฒนธรรมมาจากหลายชนชาติที่มีวัฒนธรรมเจริญมาเก่าก่อน ได้แก่ มอญ (ทวาราวดีและหริภุญชัย) ขอม (พระนคร,เขมร) ละโว้ (กัมโพช,อโยธยา) ไทใหญ่ (ไต,เงี้ยว) พุกาม (พม่า,ม่าน) ไดเวียด (แถนหรือญวน) ฮ่อ (จีน) ละว้า (ละเวือะ)รวมถึงชนเผ่าต่างๆอีกมากมาย ซึ่งมีอาณาเขตใกล้เคียงและติดต่อกับพื้นที่ตั้งของล้านนา วิทยาการของชนชาติทั้งหลายที่ได้กล่าวไป ต่างเคยได้รับวัฒนธรรมที่เผยแพร่มาจากชมพูทวีปและลังกามาก่อนเช่นกัน มีหลักฐานกล่าวอ้างในตำนานยุคต้นอาณาจักรว่าเมื่อปี พ.ศ.1181 พระยากาฬวรรณดิศราช หรือ พญาอนิรุทธ กษัตริย์แห่ง ทวารวดี (ละโว้) ได้เสด็จขึ้นมาสนับสนุน พญาลวจักรราช ผู้มีเชื้อสายของปู่เจ้าลาวจก  ขึ้นเป็นกษัตริย์ของเวียงปรึกษา ภายหลังได้สร้างเมืองหิรัญนครเงินยาง และเมืองเชียงแสน เป็นเมืองหลวง ตามลำดับ
สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2  กษัตริย์ขอม เมืองพระนคร (ราวพ.ศ. 1656) พระองค์ชนะชนชาติมอญ และตั้งศูนย์กลางของอาณาจักรขอม ที่เมืองละโว้ (กัมโพช) พญาเจืองฟ้าธรรมิกราช  กษัตริย์เมืองพะเยา มีความสัมพันธ์กับชาวขอม ทรงส่งกองทัพเข้าร่วมรบในกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในการรบกับอาณาจักรจามปาและอาณาจักรไดเวียด (แถนหรือเวียดนามเหนือ) และได้ชัยชนะแถบเหนือซึ่งเคยเป็นพื้นที่ครอบครองของไดเวียด ภายหลังทรงได้สิทธิในพื้นที่นี้และตั้งเมืองขึ้นชื่อว่า เชียงลาบ
ในรัชสมัยพญามังราย ครั้งรวบรวมบ้านเมือง รวมชนเผ่าต่างๆในภูมิภาคแถบนี้ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา มีพลเมืองส่วนใหญ่เชื้อสาย “ไทยวน” หรือ “ลาวพวน” สมัยนี้ล้านนาก็มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรละโว้ (กัมโพช) กล่าวกันว่า พระองค์ได้เคยศึกษาวิชาการมาจากสำนักอิสิฤาษี ดอยด้วน เมืองพะเยา ก่อนที่จะได้เดินทางลงไปศึกษาวิชาการกับสุกกะทันตฤาษี สำนักเขาสมอคอน เมืองละโว้ และเชื้อสายทางฝั่งพระราชมารดาของพระองค์ยังสืบเชื้อสายมาจากพญาเจืองฟ้า เจ้าเมืองเชียงรุ่ง ที่สืบเชื้อสายมาจากพญาเจืองฟ้าธรรมมิกราช กษัตริย์เมืองพะเยา เชื้อสายราชวงศ์โยนกเชียงแสนโบราณ (ไทยวน) เห็นได้ชัดว่า หลายยุคสมัยบรรพชนล้านนาได้มีความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ขอมกัมโพชมาแต่โบราณ วิทยาการด้านวิชาการต่อสู้ของชาวขอมกัมโพชในตำรา พรรณาว่าได้รับมาจากเทพเจ้า มีพราหมณ์ โยคี ฤาษี เป็นผู้ติดต่อทางจิตกับเทพเจ้าและได้รวบรวมขึ้นเป็นตำราเผยแพร่ กล่าวกันว่าวิชานี้เดิมเป็นท่าร่ายรำของพระอิศวร มี 108 ท่า และหนึ่งใน 108 ท่าที่ปรากฏในวิชาการต่อสู้คือท่า “ตรีวิกรม” หรือที่รู้จักกันในวงการมวยก็คือ ท่าย่างสามขุม
ในสมัยพญาสามฝั่งแกน พระยาฮ่อลุ่มฟ้า เมืองแสนหลวง(จีนเมืองน่านเจ้า) ส่งกองทัพมารบกับล้านนา หลังรัชสมัยนี้ลงมาล้านนามีสัมพันธ์กับฮ่อ และปรากฏว่าล้านนามีศักยาภาพทางทหารเพิ่มขึ้น ในยุคสมัยของพญาติโลกราช ครองเมืองเชียงใหม่ ปรากฏว่าล้านนามีแสนยานุภาพทางการทหารมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ล้านนาสามารถขยายดินแดนออกไปกว้างไกลมากกว่าทุกรัชสมัย ล้านนารวบรวมแพร่ น่าน สิบสองปันนา ล้านช้างเข้าผนวกไว้ในอำนาจ รบชนะไดเวียด อาจเป็นไปได้ว่ามาจากสาเหตุที่ล้านนาได้รับวิทยาการมาจากฮ่อเพิ่มเติมผนวกเข้ากับวิทยาการดั้งเดิมที่ล้านนาได้สั่งสมมายาวนาน ทำให้ล้านนามีอัตลักษณ์ของวิชาที่เป็นของตนเอง คือ มีการเดินขุมที่หลากหลาย โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเดินแบบย่างสามขุมของขอม แล้วได้แตกฉานแยกย่อยให้มีความหลากหลายในเหลี่ยมเชิงมากขึ้น ในส่วนท่วงท่าการออกอาวุธ ได้ผสานความเคลื่อนที่แบบฉับพลันในเส้นตรง วงโค้ง เหลี่ยมองศาฉาก แหลม ป้าน และวาดวงหมุนรอบดุจจักรผันของศาสตร์ขอม กับการส่งพละกำลังจากฐานรากไปส่งจุดปลายของสรีระทุกส่วนอย่างต่อเนื่องลื่นไหลและยอกย้อน แบบน้ำไหลทะลวงและกระฉอกยอกย้อนของศาสตร์ฮ่อ (จีน) จนทำให้การออกอาวุธดูพลิ้วไหวสอดประสานไม่ขาดช่วง แต่มีพลังทำลายที่รุนแรง สามารถหลบหลีกได้หลากหลายช่องทางและรุกตีจู่โจมได้ทุกทิศทาง มีทั้งรุกและรับในจังหวะเดียวกัน การใช้อาวุธที่ขึ้นชื่อของล้านนาคือ “เพลงดาบสองมือ” เน้นปัดป้องตีปะทะดาบ พร้อมหลบหลีกหาจังหวะ ฟันแทง เฉือนตัดส่วนอ่อนของคู่ต่อสู้ที่เปิดช่วงว่าง ในส่วนการต่อสู้ด้วยมือเปล่า เรียก “ตีลูกกุย” หรือ “ตีมวย” มีลักษณะคล้ายคลึงกับการฟันดาบ การตีกลอง หรือการใช้ขวานฝ่า (มุยโบะหลัว) จะตีตัดจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ด้วยสันมือ หรือใช้ท่อนแขนจรดข้อศอก หรือฟาดด้วยปุ่มกระดูกสันหมัดหรือชกด้วยศอก เน้นการปัดป้อง สอดย้อนบวกคืนในจังหวะรับ เตะกวาดข้อเท้าให้เสียสมดุล สอดขัดแข้งให้ล้ม ถีบกระทืบยันจุดอ่อนต่างๆในร่างกาย เตะวาดฟาดส้นสกัดในจังหวะเหลียวหลังกลับ เตะขึ้นตรงๆหงายส้น หรืองอแข้งดีดส่งปลายเท้าส่งเข้าคาง ลิ้นปี่ ท้องน้อย หรือชายโครง โอบมือประสานที่ท้ายทอยคู่ต่อสู้ เหวี่ยงไกวให้มึนงง หนีบคอด้วยท่อนแขนกดด้วยศอกที่ซอกไหล่แล้วแทงเข่าขึ้นตรงๆที่ท้องน้อย ลิ้นปี่ โบราณจารย์ชาวล้านนา เริ่มบันทึกวิทยาการสำคัญๆต่างๆมากมายในยุคพระเจ้าติโลกราชจนถึงรัชสมัยพญาเมืองแก้ว รวบรวมจดจารลงในตำราสืบทอดและสั่งสอนกันมาหลายรุ่น จนภายหลังสมเด็จพระนเรศวร ได้ค้นพบตำราเหล่านี้บ้างว่ามีผู้นำทูลถวายและได้ทรงศึกษาถ่ายทอดให้กับนักรบอยุธยา
ก่อนล้านนาเสียเอกราชตกเป็นประเทศราชให้กับอาณาจักรหงสาวดี คนล้านนาประสบปัญหาภายใน เป็นเหตุให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันจนแบ่งแยกเป็นกลุ่มใหญ่สองกลุ่ม คนล้านนาโบราณกลุ่มหนึ่งโยกย้ายเข้าสู่อาณาจักรล้านช้าง อีกกลุ่มได้เชิญเชื้อวงศ์มังรายจากเมืองนาย มาปกครองนครเชียงใหม่และเมื่อนครเชียงใหม่แตก พลเมืองเหล่านี้ถูกกวาดต้อนไปพม่า ที่หลงเหลือก็หลบซ่อนซอกซอนไปอยู่ตามป่าเขาหรือย้ายไปอยู่เมืองอื่นรอบข้าง สมัยต่อมาชาวพม่า ชาวเงี้ยวไทใหญ่ ได้เข้ามามีบทบาทในการปกครองนครเชียงใหม่ เมืองหลวงของล้านนาในอดีต แทนที่ชนชั้นปกครองเดิมที่เป็นคนล้านนาเชื้อสาย “ไทยวน” ยาวนานกว่าสองร้อยปี


3
พระยอดขุนพลพิมพ์ฉัตรทวน ขุดพบจากบริเวณกรุศาลเจ้า (ตลาดลำไย) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และ บริเวณวัดร้างบ่อแก้ว หรือบ้านปิน  จังหวัดแพร่ พระที่พบส่วนใหญ่จะเป็นพระเนื้อดินเผา โดยจะพบทั้งที่มีการลงรักปิดทองและส่วนที่ไม่ได้ลงรักปิดทองก็มี นอกจากนี้ยังพบที่เป็นเนื้อว่านอีกด้วย ศิลปะที่เห็นเป็นศิลปะแบบเดียวกับพระปรกโพธิ์เชียงแสน ซึ่งเป็นสกุลช่างล้านนา สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช มหาราชกษัตริย์ล้านนาเชียงใหม่ ราชวงศ์มังรายพระองค์ที่เก้า เนื่องจากในรัชสมัยนี้รุ่งเรืองทั้งด้านพระพุทธศาสนา สังคยานาพระไตรปิฎก ครั้งที่ 8 ณ เมืองเชียงใหม่ และมีแสนยานุภาพทางการทหารจนเลื่องลือไปเหนือจรดใต้ ถึงแผ่นดินจีนในพงศาวดารและจารึกวัดจุฬามณีในรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุศรีอยุธยา เรียกกษัตริย์เมืองเอกราช สามเมืองที่ส่งอัฐบริขารไปร่วมงานผนวชของพระองค์ที่วัดจุฬามณี เมืองพิษณุโลกไว้ต่างกัน คือ เรียกกษัตริย์เมืองหงสาวดี ว่า พญาหงสาวดี เรียกกษัตริย์ลาว ว่าพญาล้านช้าง แต่เรียกกษัตริย์เมืองเชียงใหม่ (พระเจ้าติโลกราช) ว่า มหาราชเมืองเชียงใหม่ อีกประการหนึ่งก็ด้วยเพราะในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราชนั้น ฮ่องเต้ จักรพรรดิจีน แห่งราชวงศ์หมิง และทรงให้ราชสมญานามพระเจ้าติโลกราชว่า"ราชาผู้พิชิต", "ราชาแห่งทิศตะวันตก" ทรงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตราพระราชลัญจกร พระสุพรรณบัตร เครื่องประกอบเกียรติยศ (ซึ่งก็หมายถึงเครื่องสูงสำหรับพระมหากษัตริย์ ที่ปรากฏในพระพิมพ์นี้นี่เอง จริงๆแล้วน่าจะเรียกว่าพระพิมพ์นี้ว่า “พระพิมพ์มหาราช” เสียด้วยซ้ำ) อีกทั้งในรัชสมัยนี้ได้ผนวกเอาเมืองแพร่ เมืองน่าน เข้าไว้ในอำนาจของอาณาจักรล้านนาได้สำเร็จ เป็นที่มาของการพบพระเครื่องพิมพ์นี้ในวัดร้างบ่อแก้ว บ้านปิน จังหวัดแพร่ อีกแห่งหนึ่ง
พุทธลักษณะของพระยอดขุนพลฉัตรทวนนั้นจะเป็นพระนั่งปางมารวิชัย ปรากฏรายละเอียดของพระพักตร์ชัดเจน การวางพระกรแบบแขนอ่อนวางพระหัตถ์อยู่นอกเข่า ซึ่งมักจะเรียกว่าเข่าใน นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดของเครื่องประกอบเป็นฉัตร และบังสูรย์ ประกอบด้านซ้ายและด้านขวา ล้วนเป็นเครื่องสูง ซึ่งจะใช้เฉพาะกับองค์กษัตริย์เท่านั้น
พระเครื่องชนิดนี้มีขนาดค่อนข้างเขื่องคือมีความกว้างประมาณ 4-4.3 ซ.ม. สูงประมาณ 5.5-6.2 ซ.ม. พุทธคุณนั้นว่ากันว่าเด่นทางด้านอยู่คงและแคล้วคลาดศัสตราวุธ ซึ่งเคยปรากฏว่า มีผู้ใช้พระเครื่องชนิดนี้ได้ถูกทหารลาดตระเวนฝั่งพม่า กราดยิงด้วยอาวุธสงคราม ซึ่งผู้ที่ถูกยิงนั้นได้เข้าไปตัดไม้ในฝั่งพม่า เขาได้เล่าเหตุการณ์ว่าได้ยินเสียงลูกปืนวิ่งฝ่าอากาศเฉียดหัวหูและแข้งขา จนหน้าแข้งรู้สึกร้อนไปหมดแต่ไม่มีกระสุนนัดใดยิงโดนเลย แสดงถึงคุณวิเศษด้านแคล้วคลาดอย่างยิ่งของพระเครื่องพิมพ์นี้ บางรายได้ประสบอุบัติเหตุจนกางเกงยีนฉีกขาด แต่ไม่ปรากฏว่าจะได้เลือดเลยสักหยด และยังปรากฏว่ามีผู้ได้รับพระเครื่องพิมพ์นี้ไปจากเจ้าอาวาส ซึ่งมีวัดอยู่บริเวณใกล้เคียงกับสถานที่แตกกรุ ท่านได้มอบให้คน 2 คนที่เดินทางมาจากภาคกลางเมื่อคราวที่ได้ทราบข่าวการแตกกรุพระกรุนี้ไปบูชาติดตัว ปรากฏว่าภายหลังบุคคลทั้งสองท่านนี้ได้เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพถึงระดับจอมพลทั้งสองคน ทำให้ได้พระเครื่องชนิดนี้ชื่อว่า พระยอดขุนพล ตั้งแต่บัดนั้น  และทำให้ไม่ค่อยพบเจอพระพิมพ์นี้ง่ายๆ เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต่างนิยมเก็บไว้บูชาติดตัวไม่ต่างจากพระร่วงรางปืน พระยอดขุนพลพิมพ์ฉัตรทวน นับเป็นพระเครื่องศิลปะล้านนาที่สวยงามมากและมีคุณวิเศษที่ครอบจักรวาลทีเดียว ควรค่าแก่การเก็บรักษาเพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแก่ลูกหลานสืบต่อไป


หน้า: [1]