แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Topics - ฮักล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 40
1
ผีหลวงอารักษ์​ เมืองเชียงราย 9 ต๋น

1.พญาคงคำฮ้อย (เจ้าแห่งผีเม็ง)

2.พญาส้อยคอคำ (เจ้าแห่งผีนาค)

3.พญานิลดำสวาด (เจ้าแห่งผีแมน)

4.พญาหมวกขาวขอยคำ

5.พญาแถนคำสักสวาก

6.พญาพรหม​ฮาดห้าวหาญ​ (พระเจ้าพรหม)

7.พญามังฮายขานข่ามกล้า (พระเจ้ามังราย)

8.พญาเจืองฟ้าธัมราช (น่าจะพญาเจืองธรรมมิกราชพะเยา)

9.พญาครามอาดโอภา

2
ผีเทวดาอารักษ์เชนเมืองทั้ง 44 ตน ของเมืองเชียงใหม่

เทวดาอารักษ์ทังหลาย

หมายมี เจ้าหลวงคำแดง เป็นเค้า
เป็นใหญ่กว่าอารักษ์เจ้าทังหลายแล
อารักษ์เมืองแคน ตน1
เจ้าหลวงมังราย ตน1
มังคราม ตน1
แสนภู ตน1
คำฟู ตน1
ผายู ตน1
กือนา ตน1
แสนเมืองมา ตน1
สามประหยาฝั่งแกน ตน1
ท้าวโลก ตน1
ท้าวยอดเชียงราย ตน1
ท้าวอ้าย ตน1
ท้าวชาย ตน1
แก้วตาหลวง ตน1
พระแม่กุ ตน1
พระเมืองแก้ว ตน1
พระเมืองเกล้า ตน1
พระยอดติโลกราช ตน1
ชุ่งชนะ ตน1
ร่มขาว ตน1 รีมขาว ตน1
สรีสองเมือง ตน1
เวียงแก่น ตน1
ผาบ่อง ตน1
ดงดำ ตน1
องค์คำ ตน1
จักรวาล ตน1
ขุนหลวงวิรังคะ ตน1
ปู่แสะ ตน1 ย่าแสะ ตน1
พระกุมม์ ตน1 พระกัณณ์ ตน1
พิษณุ ตน1
พระเจ้าตนพ่อเจ้าฟ้าชายหลวงแก้ว ตน1
พระเจ้าชีวิตกาวิละองค์เถ้า ตนปราบเหง้าปฐวีล้านนา ตน1 เจ้าช้างเผือก ตน1
เจ้ามหาเสฏฐี ตน1
หอพับ ตน1
หอหาง ตน1 หอยา ตน1
ปู่ย่า ตน1 เทวบุตรตนหลวง ตน1
อารักษ์แม่ระมิงค์ ตน1 อารักษ์เชนเมือง มีเท่านี้แล...”
.
(ตำนานเชียงใหม่ปางเดิม: สมหมาย เปรมจิตต์
และคณะ ปริวรรต)
.
จะเห็นได้ว่ารายชื่ออารักษ์เชนบ้านเชนเมือง
ของเชียงใหม่นั้น ชื่อแรกที่ออกคือ เจ้าหลวงคำแดง
ซึ่งเป็นประธานผีของเมืองเชียงใหม่ทั้งปวง
จากนั้นจึงออกนามกษัตริย์ในราชวงศ์มังราย
บางชื่อก็กล่าวซ้ำไปมา ที่น่าสังเกตคือ
ไม่ได้ออกนาม จิรประภามหาเทวี และ สมเด็จเจ้าราชวิสุทธ
ซึ่งเป็นนางพญากษัตรีย์ และพระไชยเชษฐาธิราช
ที่มาครองเมืองเชียงใหม่ในช่วงสั้นๆ
ก่อนจะกลับไปครองราชย์ที่ล้านช้าง
หลังจากนั้นจึงกล่าวชื่อผีต่อไป
ที่น่าสังเกตคือ ไม่ออกชื่อเจ้านาย/ขุนนาง
ที่ครองเมืองเชียงใหม่ในยุคประเทศราชพม่าเลย
ออกแต่ชื่อองค์คำ
ที่เป็นเจ้าล้านช้างหลวงพระบางหนีมาเชียงใหม่
ร่วมมือกับชาวพม่าขับไล่เทพสิงห์ ผู้ครองเมืองสมัยนั้น
แล้วตั้งตัวเป็นเจ้าครองเชียงใหม่
มีความเข้มแข็งถึงขนาดตีเมืองเชียงแสนแตก
ถัดนั้นจึงกล่าวถึงผีบรรพชนลัวะ
ที่เคยเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ และ ดอยสุเทพ
จากนั้นจึงออกนาม เจ้าหลวงเชียงใหม่ในราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน
สิ้นสุดที่เจ้ามหาเสฏฐี (เจ้าหลวงคำฝั้น)

เพราะตำนานเชียงใหม่ปางเดิม
เขียนในสมัยเจ้าหลวงพุทธวงศ์
(ถ้ายุคปัจจุบันคงต้องนับเจ้าหลวงองค์ที่เหลือ
จนถึงองค์สุดท้ายให้เป็นผีอารักษ์ด้วย)

ตอนท้ายสุดออกนามสถานที่สำคัญในเวียงเชียงใหม่
แล้วจึงจบรายชื่ออารักษ์เชนบ้านเชนเมือง
เมืองเชียงใหม่ไว้เพียงเท่านี้

(ข้อมูลจากเพจ Nubkao Kiatchaweephan)

ภาพเก่า ร้อยปี
วิหารเสาอินทขีล ที่ วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่

ตำนานอินทขิล
หรือ ตำนาน เจ้าหลวง สุวรรณคำแดง
ที่พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ
วัดหอธรรม เชียงใหม่
เล่าความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า

บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่
ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนานั้น
เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะ
ในเมืองนี้มีผีหลอกหลอน
ทำให้ชาวเมืองเดือดร้อน
ไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน
พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือ
บันดาลบ่อเงิน บ่อทอง และ บ่อแก้วไว้ในเมือง
ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล
แบ่งกันดูแลบ่อทั้ง 3 บ่อละ 3 ตระกูล

โดยชาวลัวะต้องถือศีลรักษาคำสัตย์
เมื่อชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใด
ก็จะได้ดังสมปรารถนา

ซึ่งชาวลัวะก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี
บรรดาชาวลัวะทั้งหลาย
ต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์

ข่าวความสุข
ความอุดมสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี
ซึ่งเป็นตระกูลของชาวลัวะ
เลื่องลือไปไกลและได้ชักนำให้
เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน
ชาวลัวะตกใจจึงขอให้ฤๅษี
นำความไปกราบทูลพระอินทร์

พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ หรือยักษ์ 2 ตน
ขุดอินทขิล หรือ เสาตะปูพระอินทร์
ใส่สาแหรกเหล็ก
หาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี

เสาอินทขิลมีฤทธิ์มาก
ดลบันดาลให้ข้าศึกที่มา
กลายร่างเป็นพ่อค้า
พ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติ
จากบ่อทั้งสาม

ชาวลัวะแนะนำให้พ่อค้า
ถือศีลรักษาคำสัตย์ และ อย่าละโมบ
เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้
พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม
บางคนละโมบ
ทำให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่เฝ้าเสาอินทขิลโกรธ
พากันหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป
และบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง

มีชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่ง
ไปบูชาเสาอินทขิลอยู่เสมอ
ทราบว่ายักษ์ทั้งสอง
นำเสาอินทขิลกลับสวรรค์ไปแล้ว
ก็เสียใจมากจึงถือบวชนุ่งขาวห่มขาว
บำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นยาง
เป็นเวลานานถึง 3 ปี
ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า
ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ

ชาวลัวะเกิดความกลัว
จึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ
พระเถระบอกว่า ให้ชาวลัวะร่วมกัน
หล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่
แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่
ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษา
ใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุม
แล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบน
ทำพิธีสักการบูชา
จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ
การทำพิธีบวงสรวงสักการบูชา
จึงกลายเป็นประเพณี สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เดิมมีเสาอินทขิลประดิษฐานอยู่
ณ วัดสะดือเมือง หรือวัดอินทขิล
ซึ่งตั้งอยู่ ณ กลางเวียงเชียงใหม่
ปัจจุบันก็คือ บริเวณหอประชุมติโลกราช
ข้างศาลากลางจังหวัดเก่า

ในตำนานกล่าวว่า เสาอินทขิลเดิมนั้น
หล่อด้วยโลหะ จนกระทั่ง
สมัยพระเจ้ากาวิละ ราวปี พ.ศ. 2343
ได้ย้ายเสาอินทขิลไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวง

โดยบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เป็นเสาปูน
และทำพิธีบวงสรวงเป็นประเพณีสืบกันมา
ปัจจุบันนี้เสาอินทขิลที่อยู่ในวิหาร
เป็นเสาปูนปั้นติดกระจกสี
บนเสาเป็นบุษบก
ประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง
เสาอินทขิลนี้สูง 1.30 เมตร
วัดรอบได้ 67 เมตร แท่นพระสูง 0.97 เมตร
วัดโดยรอบได้ 3.40 เมตร

ประเพณีอินทขิล ในสมัยเจ้าผู้ครองนคร
กับปัจจุบันนี้แตกต่างกันมาก
ในอดีตเจ้าผู้ครองนครจะเริ่มพิธี
ด้วยการเซ่นสังเวยเทพยาดาอารักษ์
ผีบ้าน ผีเมือง และบูชากุมภัณฑ์
พร้อมกับเชิญผีเจ้านายลงทรง
เพื่อถามความเป็นไปของบ้านเมืองว่า
จะดีจะร้ายอย่างไร
ฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่
หากคนทรงทำนายว่า
บ้านเมืองชะตาไม่ดี ก็จะทำพิธีสืบชะตาเมือง
เพื่อแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง

นอกจากนี้ยังมีการซอ
และ การฟ้อนดาบ เป็นเครื่องสักการะถวาย
แด่วิญญาณบรรพบุรุษด้วย
พิธีกรรมนี้ทำสืบต่อมา
จนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงหยุดไป

ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่
ได้ดำเนินการสืบทอดประเพณีอินทขิล
โดยมีพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสาน
ในวันแรกของการเข้าอินทขิล
มีการแห่พระเจ้าฝนแสนห่า
หรือพระพุทธรูปคันธารราษฎร์รอบตัวเมือง
เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำ และ ใส่ขันดอก
เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต
ส่วนภายในวิหารอินทขิล พระสงฆ์ 9 รูป
จะทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขิล
ซึ่งฝังอยู่ใต้ดิน ภายใต้บุษบก
ที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป
เมื่อเสร็จพิธีจะมีมหรสพสมโภชตลอดงาน

ขอบคุณ​ข้อมูล​ดีๆจาก
เพจ เชียงใหม่​ที่คุณไม่เคยเห็น

3
ถนนเส้นไปดอยสะเก็ด ไปเชียงราย เมื่อ 40 ปีก่อน บริเวณเซนทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ในยุค 80s ราวพ.ศ.2523 ริมถนนด้านซ้ายยังเป็นตูบกาด ด้านขวาเป็นโรงเลื่อยสมนึก

Original photos by David Unkovich.

More Chiang Mai golden oldies on GTR here: https://www.gt-rider.com/se-asia.../threads/chiang-mai.8030/

ขอบคุณ Han Thomas (Han Cnx)

ขอบคุณเพจ เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

4
ฤกษ์วันตั้งเมืองพะเยาในยุคฟื้นฟูเมืองสมัยรัชกาลที่ 3
  เมืองพะเยาเคยตกเป็นเมืองร้างไปนานถึง56 ปีเนื่องจากสงครามไทยกับพม่าในสมัยกรุงธนบุรี นับตั้งแต่พ.ศ. 2330 เป็นต้นมาและกระทั่งบ้านเมืองเริ่มสงบสุข จึงได้รับการฟื้นฟูเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้งปีพ.ศ. 2386 สมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
   พระยานครน้อยอินทร์ เจ้าหลวงนครลำปางกราบบังคมทูลให้รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯตั้งหัวเมืองพะเยาและงาวขึ้นต่อนครลำปาง และทรงแต่งตั้งเจ้าพุทธวงศ์ อุปราชนครลำปางเป็น"พระยาประเทศอุดรทิศ" ตำแหน่งเจ้าหลวงเมืองพะเยา
   จุลศักราช 1205   ปีเถาะ เดือน 5 ขึ้น 13 ค่ำ (12 เม.ย. พ.ศ. 2386) พระยาประเทศอุดรทิศ(เจ้าหลวงพุทธวงศ์)พร้อมทั้งข้าราชบริพารและไพร่พลมาถึงเมืองพะเยาเพื่อเตรียมการฟื้นฟูเมืองและได้เสด็จประทับแรมชั่วคราวอยู่นอกเวียงที่บ้านสันเวียงใหม่ ตำบลตุ่น
   จุลศักราช 1206 ปีมะโรง เดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ (19 มี.ค. 2387) พระยาประเทศอุดรทิศ ทำพิธีบวงสรวงเทพาอารักษ์บ้านเมืองในแขวงเมืองพะเยาและได้เกณฑ์ไพร่พลจำนวน 600 คนเข้ามาแผ้วถางเมืองและสร้างเหย้าเรือน ตลอดจนที่ทำการราชการเมือง
   จุลศักราช 1206 ปีมะโรง เดือน 6 (หรือเดือน 8 ภาคเหนือ) ขึ้น 15 ค่ำ วันพุธ เวลายามแตรขึ้นสู่เที่ยงวัน( 11.30-12.00 น.)  ( 1 พ.ค. 2387) เป็นฤกษ์วันตั้งเมืองพะเยา(อีกครั้ง) หลังจากการฟื้นฟูเมืองแล้วเสร็จ เจ้าพุทธวงศ์ เจ้าหลวงพะเยา พร้อมทั้งเจ้าอุปราช(เจ้ามหายศ),เจ้าราชวงศ์(เจ้าแก้วมนุษย์) , เจ้าราชบุตร(เจ้าอริยะ),เจ้าบุรีรัตน์(เจ้าแก้วขัติยะ)และเหล่าประยูรญาติกับราษฏรและไพร่พลได้ยกเข้าเมือง โดยมีการเชิญท้องตราพระราชสีห์หรือหนังสือแต่งตั้งเมืองแห่นำหน้าขบวน นอกจากนั้นได้มีการนิมนต์พระสงฆ์จากวัดต่างๆในตัวเวียงมาสวดเจริญพุทธมนต์ กับมีการบวงสรวงเทพาอารักษ์ของเมืองและการทำบุญทำทานเป็นเวลา 3 วัน
   จุลศักราช 1207  เดือน 3 ขึ้น 5 ค่ำ ( 11 กุมภาพันธ์  2388)เจ้าหลวงนครลำปางได้เกณฑ์คนจำนวน 1,500 คนไปช่วยสร้างกำแพงเมืองพะเยา ซึ่งเดิมมีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก
  ข้อมูลอ้างอิง:  - บันทึกครูบาศรีวิลาสวชิรปัญญา อดีตเจ้าคณะแขวงเมือง
                          พะเยา
                       - บันทึกเจ้าหนานเลาแก้ว ศีติสาร อดีตปลัดธรรมการเมือง
                          พะเยา
                       -  จดหมายเหตุสมัยรัชกาลที่ 3
ข้อมูลภาพ: บริเวณถนนดอนสนาม รั้วด้านขวามือในภาพคือ ที่ว่าการอำเภอเมืองพะเยาหลังเก่า แต่เดิมเป็นที่ตั้งของเค้าสนามหลวงหรือที่ว่าราชการเมืองในยุคสมัยของเจ้าหลวงเป็นผู้ปกครองเมืองและบริเวณแห่งนี้ถือเป็นจุดสะดือเมืองพะเยา ซึ่งจะประกอบด้วยที่ว่าราชการเมือง ศาลาลูกขุน หอเสื้อเมือง เสาหลักเมืองและคุ้มเจ้าหลวง ปัจจุบันพื้นที่ส่วนหนึ่งในบริเวณดังกล่าวกำลังมีการจัดสร้างศาลหลักเมืองโบราณหรือเสาสะดือเมืองโบราณ ( ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )

5
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=tfIiEOwt6ys" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=tfIiEOwt6ys</a>

ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา : ความจริงไม่ตาย (22 ก.ค. 63)

"ครูบาศรีวิชัย" ในสายตาของชาวพุทธล้านนา ท่านคือพระสงฆ์ที่สร้างคุณูปการแก่พุทธศาสนาอย่างมหาศาล ชาวล้านนาต่างยกย่องว่า ท่านคือนักบุญหรือตนบุญแห่งล้านนา แต่ในสายตาของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองยุคนั้นกลับมองว่า ท่านคือพระสงฆ์ที่มีท่าทีกระด้างกระเดื่องต่อรัฐ ท่านเคยต้องอธิกรณ์ 6 ครั้ง และถูกกักตัวนานถึง 1 ปี เคยถูกนำตัวมาสอบสวนที่กรุงเทพฯ ถึง 2 ครั้ง

เหตุใด...รัฐจึงมองว่าศรัทธาที่ผู้คนมีต่อครูบาศรีวิชัย อาจนำความวุ่นวายมาสู่บ้านเมือง และทำไมศรัทธาที่ชาวล้านนามีต่อครูบาศรีวิชัย จึงยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ติดตามชมในความจริงไม่ตาย วันพุธที่ 22 ก.ค. 63 เวลา 21.30 น. ทางไทยพีบีเอส รับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/TruthNeverDies

6
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=DB5vXwmFmCk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=DB5vXwmFmCk</a>

ลบตำนาน การสร้างอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ในวันที่สายน้ำปิงไหลย้อนกลับ I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.40

“ตราบใดสายน้ำปิงไม่ไหลคืน จะไม่ไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่”  อมตะวาจาขอครูบาศรีวิชัยหลังสิ้นข้อกล่าวหาจากการต้องอธิกรณ์  ท่านได้เลือกกลับสู่เมืองลำพูน จนกระทั่งวาระสุดท้ายของท่าน

   เรื่องเล่าขานการเปิดอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งตรงกับวันเปิดเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เป็นวันที่สายน้ำปิงได้ไหลย้อนขึ้นสู่ทางทิศเหนือ ถูกกล่าวขานจนกลายเป็นตำนานว่า ครูบาศรีวิชัยยินยอมกลับสู่ดินแดนเชียงใหม่แล้ว ในวันที่น้ำปิงได้ไหลคืนกลับ

7
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=y4m0yrdg634" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=y4m0yrdg634</a>

ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา แรงศรัทธาที่ไม่เคยเสื่อมคลาย I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.85

ครูบาศรีวิชัย ได้ชื่อว่าเป็นพระนักพัฒนา ผู้ก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม และถาวรวัตถุมากมายในพื้นที่ภาคเหนือ รวมทั้งสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ

    ความสำเร็จของครูบาศรีวิชัย มาจากการร่วมแรงร่วมใจของผู้คนจากทั่วสารทิศในภาคเหนือที่ต่างพร้อมใจกันสละแรงกาย แรงใจเพื่อดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา โดยมีความศรัทธาในตัวครูบาศรีวิชัยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

     แม้ต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย จากการถูกกล่าวหาเอาผิดถึง 3 ครั้ง แต่ไม่อาจทำลายความเป็นผู้บริสุทธิ์ของท่านได้ จนในที่สุดท่านตัดสินใจกลับสู่บ้านเกิด จนกระทั่งมรณภาพที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

      ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านมายาวนานเพียงใด แต่คุณความดีของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนในดินแดนล้านนาอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

8
ประวัติย่อ เจ้าหม่อมหงส์คำ เจ้าผู้ครองเมืองยององค์สุดท้าย

เจ้าหม่อมหงส์คำ เป็นราชบุตรองค์สุดท้ายของ เจ้าหม่อมหลวงคำแอ่น พุธธะวงค์สา ผู้เป็นเจ้าหลวง เมืองยององค์ที่ 43 กับเจ้านางโนชา(เจ้านางเมืองที่สอง)ประสูติเมืองปี่ ค.ศ 1904
ค.ศ 1912 ได้บวชเป็นสามเณร
ค.ศ 1914เจ้าหม่อมรัตน ได้ขึ้นเป็นเข้าหลวงเมืองยององค์ที่ 45
ค.ศ 1917เจ้าหม่อมหงส์คำได้ไปศึกษาภาษาม่าน(เมียนม้า)และภาษาอังกฤษในเมืองหลวงต่องกี่(ต่องจี)
ค.ศ1927 เจ้าหม่อมแปงเมือง ขึ้นเป็นเจ้าหลวงเมืองยององค์ที่46
ค.ศ1931 เจ้าหม่อมหงส์คำได้สมรส(แต่งงาน)กับเจ้านางบัวตอง (ผู้เป็นธิดาของเจ้านางกองแสงและเป็นหลานญิงของเจ้าหม่อมมหาใจย(ไชย)เจ้าหลวงเมืองยององค์ที่44)
ค.ศ1937เจ้าหม่อมหลวงคำจื่น(ชื่น)ขึ้นเป็นเจ้าหลวงเมืองยององค์ที่47
ค.ศ 1942-1945 ได้เป็นที่ปรึกษาด้านการปกครองของทางการไทย จังหวัดเมืองยองในตอนนั้น และในปีนั้นได้รับการแต่งตังขึ้นเป็นเจ้าหลวงเมืองเมืองยององค์ที่48 ในตันปี ค .ศ 1950
ถึงมาปี ค.ศ1954 ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าหลวงเมืองยอง
ค.ศ1975 เจ้าหม่อมหงส์คำได้ส้างบุญนอนแพ (สวรรคต)ขณะอายุท่าเจ้าได้71 พรรษา ที่เมืองยอง

#ขอขอบพระคุณข้อมูลจากเจ้าเพชรวงศ์ ณะเมือง
จากเพจ ล้านนาประเทศ

9
บันไดทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ จ. เชียงใหม่ ช่วงประมาณปี 2445-2450

สมัยรูปแบบนาคล้านนา

จากเพจ #เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

บันไดนาคหลวง วัดพระธาตุดอยสุเทพ
สร้างโดยพระมหาญาณมงคลโพธิ
วัดอโสการาม เมืองลำพูน
จ.ศ. 909 (พ.ศ. 2090)

ท่านได้สร้างบันไดนาคหลวง
เศียรเดียวทั้ง 2 ข้าง
ขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ
ด้วยปูนหมัก บันไดมี 173 ขั้น
เพื่อให้ประชาชน
ขึ้นไปสักการะได้สะดวกขึ้น

และ อีก ราว370 ปี ต่อมากระทั่งถึง
สมัยครูบาศรีวิชัย ในปี พ.ศ.2477
ท่านได้นั่งหนัก สร้างถนนขึ้นไป
วัดพระธาตุดอยสุเทพ
โดยถนนที่สร้างนี้
มีความยาวถึง 11.53 กิโลเมตร

และ บันไดนาคหลวง
ก็ถูกสร้างใหม่อีกครั้งเป็น7เศียร
เพิ่มบันไดเป็น 185ขั้น ในปี 2478
และบูรณะใหม่อีกครั้งในปี 2500
ปัจจุบันมีบันได 306 ขั้น

ขอบคุณภาพจาก Bank Sk

10
งานฉลองสมโภชวิหารวัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) พะเยา ภาพถ่ายเมื่อปี พ.ศ.2467

#วัดศรีโคมคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า
วัดทุ่งเอี้ยง หรือ #วัดพระเจ้าตนหลวง
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2067
สมัยพระเมืองตู้เป็นเจ้าเมืองพะเยา
ต่อมาวัดนี้ก็ชำรุดทรุดโทรมลงไป
ตามกาลเวลา

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2465
พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา พระยาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยาองค์สุดท้าย พร้อมกับหลวงสิทธิประศาสน์ และ
ประชาชนชาวเมืองพะเยา
อาราธนานิมนต์ #ครูบาเจ้าศรีวิชัย
มาสร้างวิหารหลวงหลังปัจจุบันนี้ ก่อนจะ
ฉลองสมโภชวิหารพระเจ้าตนหลวง
และ อาคารต่างๆ ใน พ.ศ. 2467

จดหมายจากพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา
ถึง
ครูบาเจ้าศรีวิชัย

ที่วัดราชคฤห์ เมืองพยาว จังหวัดเชียงราย

วันที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๖๕

ข้าพเจ้าพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา
เจ้าคณะแขวงเมืองพยาว ขอเรียนมายัง
ท่านพระศรีวิชัยเจ้าตนบุญวัดเชียงยัน
เมืองนครหริภุญชัย ทราบ

ด้วยตามคำสั่งของท่านที่ได้สั่งมากับพระปัญญา
วัดต้นต้อง ตำบลปิน เมืองพยาว
เมื่อวันเดือน ๓ แรม ปีพุทธศักราช ๒๔๖๔
ใจความว่า ให้ได้ปั้นดินกี่ไว้ ๔ แสน ๑
ส่วนดินกี่รายนี้ข้าพเจ้าก็ได้พร้อมกับภายในภายนอกได้พากันปั้นเผาแล้ว
ก็ได้เอามาจุ๊กองไว้นอกกำแพงวัดด้านเหนือ
ที่นั้นแล้ว ประการหนึ่งก็ได้เผาปูน
ไว้ทังมวลได้ปูน ๑๐ ล้าน

ประการหนึ่ง ก็ได้พร้อมกันสร้างแปลงโฮงกุฏิ
ไว้หลัง ๑ แปลงไว้นอกวัดพระเจ้าตนหลวง
ตังหนวันออกแจ่งเหนือ ไกลจากกำแพง ๑๐ วา ศรัทธาผู้สร้างโฮงหลังนี้ชื่อ นายป้อมเป็นไทยเงี้ยว นายป้อมได้จ้างคนแปลงสิ้นเงิน ๒,๒๗๐ แถบ
สร้างไว้ถวายตานกับท่านศรีวิชัยตนบุญ
ให้ท่านบริโภคอยู่สถิตสำราญเบิกบานใจ
เมื่อท่านได้เสด็จไปอยู่คึดสร้างพระวิหาร
พระเจ้าตนหลวง ผู้ข้าทังหลายก็ได้สร้าง
แปลงไว้ดีงาม

อนึ่ง ในเวลานี้พระวิหารพระเจ้าตนหลวง
ก็ชำรุดทรุดโทรมหลุปังไปเป็นอันมากกว่าเก่า
เสิ้งไปตางใต้จนเกือบจะโก้น ขื่อระเบียงตางข้างเหนือก็หลุดออกจากเสาใหญ่หลุปังตกลง
ฝนก็ฮั่ว ตกลงฮำพระพุทธรูปเจ้าแลฮำฝาปางเอก หล้างแห่งฝาป๋างเอกก็แตกยะไป
หล้างตี้ก็โปดปังลงไป ทุกวันนี้ข้าเจ้า
ก็เป็นดีฮ้อนใจบ่จ้างจะกึ๊ดอย่างใด
เพราะเป็นการใหญ่เหนือกว่ากำลัง

ในเวลานี้ก็บ่มีไผจะเป็นเก๊ากึ๊ดสร้าง ก็บ่มีไผสักคน เพราะฉะนั้นข้าเจ้าจิ่งได้ใช้พระปัญญาแทนตัว
ไปขอนิมนต์ยังตนท่านเจ้าพระศรีวิชัยตนบุญ
ขอท่านจุ่งมีเมตตากรุณารับเอานิมนต์แห่งผู้ข้า
แล้วขออราธนาตนท่านเสด็จไปเป็นเก๊ากึ๊ดสร้าง
ผู้อื่นจะกึ๊ดสร้างคงจะไม่สำเร็จเป็นแน่
เพราะเป็นการหนักใหญ่
ผู้หาบุญบ่ได้มากึ๊ดเห็นจะไม่สำเร็จ.

ที่มาภาพขาวดำ: Disapong Netlomwong

เทคนิคต่อภาพ สองภาพ และ ทำสี

เครดิต เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

11
ภาพสะพานนวรัฐที่เป็นไม้ เคยนำลงประกอบบทความเรื่องวันเปิดสะพานในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1910 สะพานนี้สร้างโดยเคาน์ (Count/Conte) Edmondo Roberti และทีมงาน ท่านเคาน์เป็นวิศวกรส่วนภูมิภาค ในสังกัดกระทรวงกิจการสาธารณะแห่งสยาม (provincial engineer of the Public Work Department of Siam) เขาเข้ามาทำงานในเชียงใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 และสร้างสะพานเสร็จในปี ค.ศ. 1910 ในภาพจะเห็นฉากหลังเป็นดอยสุเทพ ฉะนั้นภาพนี้ น.พ. คล็อด วิลเลียม เมสันน่าจะถ่ายที่ตลิ่งน้ำปิง หน้าคริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ (อาคารคริสตจักรเดิม ที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียนในปัจจุบัน) ท่านเคาน์ Edmondo Roberti di Castelvero ผู้สร้างสะพาน จบการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธาจาก School of Application for Engineers ที่เมือง Turin เขายังได้สร้างสะพานอีกแห่งหนึ่งที่ลำปาง (สะพานรัษฎาภิเศก) สะพานนวรัฐนี้ ประกอบด้วยส่วนโค้ง 3 ช่วง แต่ละช่วงกว้าง 60 เมตร เป็นสะพานไม้สักล้วน โดยมีส่วนเชื่อมต่างๆ ได้แก่ แผ่นยึดเสา ข้อต่อและหมุดเป็นเหล็ก

ส่วนประวัติการสร้างสะพานในเชียงใหม่นั้น ข้าเจ้าเคยเขียนประวัติไว้แล้ว แต่รู้สึกว่าจะไม่เป็นที่แพร่หลาย จึงขอสรุปสั้นๆ ดังนี้ สะพานข้ามน้ำปิงในเชียงใหม่นั้น มีมาตั้งแต่ราชวงศ์มังรายแล้วแต่ไม่ระบุว่าสร้างด้วยไม้หรือว่าเป็นขัวแตะ แต่หลักฐานที่ยืนยันว่าเป็นสะพานไม้ปรากฎดังนี้

บันทึกปั๊บสาของครูบาเถิ้ม (โสภา โสภโณ) อดีตธุหลวงวัดแสนฝางและวัดพระธาตุดอยสุเทพ แปลโดย พระครูประจักษ์พัฒนคุณ (ถนอม ฐิตายุโก)

จุลศักราช ๑๒๐๕ ตั๋ว ปีก่าเม้า เดือน ๖ เป็ง เมงวัน ๖ หรกุณมี ๔๔๐๑๓๘ เป็นพญาวัน เจ้าม่านมาเชียงใหม่ก็ปีนี้ พ่อเจ้าอุปราชาลุกไต้มาแล้ว หื้อเอาม่านร้องก็ปีนี้ หนานเมืองวินสิกปีนี้ เจ้าพระปกวิหารบุปาก็ปีนี้ ปกหอธรรมวัดมหาวันก็ปีนี้ เดือน ๔ ออก ๑๒ ค่ำ เมงวัน ๔ ขึ้นตั้งเมืองเชียงราย รอดเดือน ๗ ออก ๘ ค่ำ เข้าตั้งเวียงแล เดือน ๓ ออก ๑ ค่ำ วัน ๕ สุริยะคราสกิ๋นกั๋นวันนั้นแล แป๋งขัวหลวงแม่ปิงก็วันนี้แล

จุลศักราช ๑๒๐๙ ตัว ปีเมืองเม็ด เดือน ๖ ดับ เม็งวัน ๔ เป็นพญาวัน หรคุณ ๔๔๑๕๙๙ อวมาณ ๓๙๙ มาสเก็น ๑๔๖๕๓ พระมัตตะพละ ๕๖๙ เจ้าอุปราชาล่องเมืองไต้ เดือน ๗ แรม ๑๔ ค่ำ นำเอาช้างแดงลงถวายพระมหากษัตริย์เมืองไต้ เดือน ๑๒ ออก ๑๑ ค่ำ เอาควายเขาแก้วยังเมืองเชียงรายเข้ามาในเวียงเชียงใหม่ เดือน ๑๐ ปะถะมะเชียงใหม่ ๙ เหนือ แรม ๖ ค่ำ พ่ำว่าได้วัน ๗ ไตกัดไก้ ยามแตร๋เตี่ยง ได้โอกาสตานขัววันนั้น เดือน ๒ เชียงใหม่ ออก ๔ ค่ำ ปกเสาวิหารวัดร้อยข้อ

[หนังสือที่ระลึกงานฉลองกุฏิ 100 ปี โยนการพิจิตร พ.ศ. 2529 ขออนุญาตแชร์จากโพสต์ของ Nubkao Kiatchaweephan]

ในปี 1837 ร้อยเอก William McLeod มาเชียงใหม่ในสมัยพระยาพุทธวงศ์ บอกว่าสะพานข้ามแม่น้ำปิงเป็นสะพานไม้อย่างดี (ขัวหลวงน่ำปิงสร้างปีจ.ศ. 1205/2386/1843 เสร็จปี 1209/2390/1847 สมัยพญาพุทธวงศ์ แต่ทรงพิราลัยไปก่อนในปี 1208/2389/1846 มีข้อสงสัยว่าแล้วเขาไปเห็นข้วที่ไหน)

ในปี 1860 เมื่อ Sir Robert Schomburgk กงสุลอังกฤษมาเชียงใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรส เขาบันทึกไว้ว่าสะพานในเชียงใหม่เก่ามากแล้ว เวลากลางคืนเสียงล้อเกวียนดังมากหลับไม่ได้ (นาจะแปลว่าสร้างด้วยไม้)

ประมาณปี 1870 พ่อครูหลวงดาเนียล แมคกิลวารีบันทึกไว้ว่าตอนนี้ยังไม่อยากย้ายไปอีกฝั่งที่พ่อครูวิลสันไปสร้างบ้านไว้แล้วเพราะที่บ้านที่อยู่นี้ (บริเวณเดียวกับศาลาย่าแสงคำมา ปัจจุบันคือสามแยกร้านทองในตรอกเล่าโจ๊ว) มีแรงงานชาวลื้อชาวเขินมาซ่อมสะพานกัน เป็นโอกาสดีในการประกาศศาสนา

ในปี 1871 ร้อยเอก Thomas Lowndes นายทหารอังกฤษมาเชียงใหม่ พักอยู่ใกล้สะพานซี่งตรงกันข้ามมีตลาดนัดและบ่อนการพนัน และเป็นสะพาน ข้ามน้ำปิงเพียงแห่งเดียว
ในปี 1880 นางเคท วิลสัน ภรรยาศจ.โจนาธาน วิลสันเล่าว่าถ้ามองจากระเบียงหน้าบ้านของเรา อีกฟากของแม่น้ำจะเห็นบ้านหมอชีค (บ้านหลังเดิมคือโรงพยาบาลอเมริกันมิชชั่นในเวลาต่อมา) ถัดมาเป็นสะพานมีดอยสุเทพเป็นฉากหลัง

ในปี 1885 มี Mister Holt S. Hallett ชาวอังกฤษมาสำรวจเชียงใหม่ เพื่อสร้างทางรถไฟระหว่างพม่า-ไทย-จีน เขาบันทึกว่าสะพานในเชียงใหม่นั้น เป็นสะพานไม้ (timber bridge)สามารถยกตรงกลางซึ่งสูงกว่าส่วนอื่นราวฟุตหนึ่ง (สร้างโดยไม่ใช้ตะปูและน๋อต) ออกเพื่อให้เรือของพวกเจ้านายแล่นผ่าน เมื่อรถม้าของเขาข้ามสะพาน ต้องถูกยกขึ้นตรงพื้นสะพานส่วนที่ยกได้นี้ และแม่น้ำปิงห่างจากประตูท่าแพชั้นนอก 430 หลา

ในปี 1888 หมอชึคได้รับสร้างสะพานพระเจ้าอินทวิชยานนท์ สร้างเสร็จราวปี 1890 แต่ไม่ได้รับเงินจากพวกเจ้า ซึ่งอ้างว่าสะพานไม่แข็งแรงพอ จึงไม่ยอมจายเงิน หมอชีคจึงเอาช้างมาลองข้ามให้ดู แต่พวกเจ้าก็ยังไม่จ่าย หมอชีคจึงยึดเอาเป็นของตน และผู้ที่จะข้ามสะพานนี้ต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วยในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ยังมีข้อมูลด้วยว่า มีงานฉลองสะพานข้ามแม่น่ำปิงหน้าวัดเกตในปี 2420/1877 ถ้าเป็นความจริง แสดงว่าเป็นขัวที่ซ่อมแซมสมัยที่พ่อครูแมคกิลวารีได้เล่าไว้นั้น และยังมีสมัยกบฏพญาผาบ ในปี 2432/1889 คณะผู้ก่อการ มีการนัดกันที่ขัวกุลา จะเป็นไปได้ไหมว่าขัวหมอชีคสร้างเสร็จแล้วในปีนี้ (ไม่ปรากฏหลักฐานอื่น)

ข้อมูลขัวหมอชีค จากในรายงานของศจ.Chalmers Martin อดีตศิษยาภิบาลโบสถ์หนึ่งเชียงใหม่ ในปี 1889 บอกว่าบ้านพ่อครูแมคกิลวารีกับโรงเรียนหญิงอยู่ติดกัน และตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของน้ำปิง มีถนนคั่น มีทิศทางที่แทบตรงกับประตูท่าแพด้านนอก ส่วนขัวเดิมของเชียงใหม่มีมาหลายปีแล้วมีสภาพง่อนแง่น ตอนนี้ถูกน้ำซัดพังไป พวกชาวลาวต้องใช้เรือข้ามฟาก แต่ในหน้าร้อนนิยมลุยน้ำข้ามมากกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเรือข้ามฝากจำนวน "Three-quarters of a cent"(ไม่ทราบเท่ากับเท่าไร) ขัวที่หมายไว้มนแผนที่นั้น น่าจะตรงหรือใกล้เคียงกับขัวหมอชีค แต่ไม่ใช่ขัวหมอชีคเพราะขัวหมอชีคยังสร้่างไม่เสร็จและกว่าจะพังก็อีกหลายปี

[picture courtesy from Mason Family Photo Album, PC 085 at the Payap University Archives

12
ขบวนโกศพระศพ พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙

เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย

เจ้าแก้วนวรัฐ เริ่มป่วยตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2481
ต่อมาปรากฏว่าอาการไต และ ตับอักเสบ
ที่ประชวรอยู่ยังไม่ทันจะหายดี
ก็พบอาการปอดบวมขึ้นอีก
จนพิราลัย เมื่อเวลา 21.40 น.
ของวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2482

รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร 28 ปี สิริชันษา 76 ปี

ข่าวการพิราลัยแพร่ออกไป
บรรดาบุคคลสำคัญก็ได้มีโทรเลข
และ จดหมายถวายความอาลัยมาเป็นจำนวนมาก เช่น
#คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

ส่งมาถวายเจ้าราชบุตร ดังความว่า

เจ้าราชบุตรเชียงใหม่

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ในพระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ทราบข่าวด้วยความเศร้าสลดใจว่า
เจ้าแก้วนวรัฐฯ ได้ถึงแก่พิราลัยเสียแล้ว
จึงขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งมายัง
บรรดาบุตรและธิดาโดยทั่วกัน..

— อาทิตย์ทิพอาภา

พล.อ.พิชเยนทร์โยธิน

__________________________________

เรียน พ.ท.เจ้าราชบุตร เชียงใหม่

ผมได้รับโทรเลขของเจ้า แจ้งว่า
พล.ต.เจ้าแก้วนวรัฐฯ ได้ถึงแก่พิราลัยแล้ว
ในนามของรัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และในนามของผมเอง
ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง
มายังเจ้าและญาติทั้งหลายด้วย..

— พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

__________________________________

ในการพระราชทานน้ำหลวงสรงพระศพ
มีนาวาอากาศเอก ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
เป็นผู้แทนของรัฐบาล และ ได้มาเป็นประธาน
ในงานพระราชทานน้ำหลวงสรงพระศพ
โดยรถไฟกระบวนพิเศษ พร้อมด้วย
เจ้าพนักงานกรมพระราชพิธี
มีพระยาราชโกษา เป็นหัวหน้า
นำโกศ ฉัตร แตร และกลองชนะ
พระราชทานเป็นพระเกียรติยศ
แต่พระราชทานลองมณฑป มีเฟืองประกอบโกศ
เป็น เกียรติยศพิเศษ และโปรดเกล้าฯ
ให้มีการประโคม

สำหรับการพระราชกุศล
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน
สดับปกรณ์ และ พระสวดพระอภิธรรมกำหนด 7 วัน และ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ข้าราชการแต่งเครื่องแบบครึ่งยศ
ไว้ทุกข์ถวาย และทางราชการ
ได้สั่งให้ข้าราชการฝ่ายเหนือ
ไว้ทุกข์ถวาย มีกำหนด 7 วัน

ขอบคุณภาพ แต่งสี จาก
ครูณัฏฐพัฒน์ สอนศิลปะ

13
แม่เจ้าบัวไหล เทพวงศ์ #127ปีก่อน
(แม่เจ้าหลวง) (พ.ศ. 2390 - พ.ศ. 2475)
ชายา ในเจ้าพิริยเทพวงษ์
เจ้าผู้ครองนครแพร่ ปี 2437
Mae Chao Bua Lai Thepawongse (1847-1932) The queen of Moung Phrae ,1894
Credit : Mission Pavie ,Auguste Jean-Marie Pavie

แม่เจ้าบัวไหล เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2390
ที่เมืองนครน่าน เป็นธิดาในพระยาไชยสงคราม
เชื้อสายเจ้าเจ็ดตนทางพะเยา
กับ เจ้านางอิ่น ชาวไทยอง

มีเจ้าเชษฐา และ เชษฐภคินี ได้แก่

1.เจ้าจอมแปง (เจ้านางของ ซึ่งเป็นชายาเดิมพระยาไชยสงครามได้ขอไปอุปการะที่พะเยา)

2.เจ้าเทพรส รสเข้ม (ฝาแฝดกับเจ้าจอมแปง)

3.เจ้านางสามผิว (ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรงท้องร่วงตอนอายุ 13 ปี)

ตอนแรกเกิด พระยาไชยสงคราม
ถูกเรียกตัวจากเมืองน่านมายังกรุงเทพฯ
เนื่องจากต้องคดี เรื่อง ช่วยเจ้าหลวงนครน่าน
ยกพลไปกวดต้อนตีเอาเมืองหัวพันห้าทั้งหก
ที่แคว้นสิบสองปันนา
กวาดต้อนเชลยศึกชาวไทลื้อชาวไทยอง
มาไว้ที่เขตนาน้อยเมืองน่าน
ดังนั้นจึงต้องเดินทางโดยเรือ
ขณะที่น้ำน่านนองเต็มฝั่ง
บิดาเลยตั้งชื่อให้ว่า "บัวไหล"

แม่เจ้าบัวไหล ได้รับการสถาปนาให้
ดูแลเมืองแพร่ ก่อนที่เจ้าพิริยเทพวงษ์
จะกลับจากราชการที่กรุงเทพมหานคร
ชาวเมืองแพร่จึงเรียกขานเจ้าบัวไหลว่า
"แม่เจ้าหลวง"

เจ้าบัวไหล ได้รับการอบรมเลี้ยงดู
แบบเจ้านายตามขนบธรรมเนียมล้านนา
มาอย่างดี มีฝีมือในการเย็บปักผ้า
และงานปักเย็บทุกชนิด
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าบัวไหล ได้ปักผ้าม่านและหมอนขวาน
ตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ ถวาย
เป็นที่โปรดปรานของรัชกาลที่ 5
ถึงกับได้รับการโปรดให้จัดห้องเฉพาะ แล้วพระราชทานให้ชื่อว่า "ห้องบัวไหล"
เป็นเกียรติประวัติอันสูงยิ่ง
เพื่อแสดงถึงเจ้านายสตรีทางเหนือ
เป็นผู้มีฝีมือในงานศิลปะ

ข้อมูลจาก Wikipedia

14
พิธีส่งสการตานคาบพระราชทานเพลิงศพเจ้าแม่ทิพวรรณ ณ เชียงตุง (ณ ลำปาง)

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=xlz3SHvKOqw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=xlz3SHvKOqw</a>

งานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าแม่ทิพวรรณ ณ เชียงตุง เมื่อวันที่ ๓๐ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๓๓

ผลงานการจัดของอาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ที่เคยจัดงานให้ย่าแดงมาแล้วนั่นเอง สำหรับรูปถ่ายและวีดีโอนั้นนั้นแต่เดิมเป็นรูปที่ถ่ายและอัดออกมาเป็นสไลด์ แต่อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ท่านกรุณาอัดออกมาเป็นฟิมล์ถ่ายรูป แต่เนื่องจากตัวฟิล์มที่อัดตอนสุดท้ายมีความเสียหายจึงทำให้ไฟล์ช่วงท้ายตะกุกตะกักโดยท่านพระอาจารย์มหาพิพัฒน์ วิภัฑฒโณเป็นผู้เผยแพร่

15
รอยพระสรวลแห่งความสุขใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์

เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

“26 สิงหาคม วันประสูติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี“

Cr:หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

หน้า: [1] 2 ... 40