รับซื้อเพชร

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 ... 10
1
ศึกเกลือเมืองน่าน ศึกล้านนา-อยุธยา การช่วงชิงเกลือ เพื่อความมั่งคั่งแห่งราชอาณาจักร

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=6hzatluX-_c" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=6hzatluX-_c</a>
2
วัดส้มสุก แหล่งจารึกมากที่สุดของไทย โบราณสถานใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ บนที่ราบฝาง

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=gwh0GJ0LyOY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=gwh0GJ0LyOY</a>

ปริศนาโบราณคดีแห่ง "วัดส้มสุก" อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ หลังการขุดแต่งทางโบราณคดีครั้งใหญ่ช่วยเผยสิ่งที่ซ้อนเร้นอยู่ใต้พูนดิน และราวป่า ไม่เพียงนักโบราณคดีจะพบว่า ที่นี่คือศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ แต่ยังต้องตกตะลึงกับจารึกบนก้อนอิฐมากกว่า 2,000 ชิ้น  ซึ่งยังไม่สามารถระบุถึงวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนได้ นอกจากนี้ ท่ามกลางซากโบราณสถาน ยังพบอาคารอีกบางส่วนที่ยังเป็นปริศนา รอการตีความถึงประโยชน์ใช้สอยต่อไป ใครคือผู้สร้างศาสนสถานอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ให้เกิดขึ้นท่ามกลางแอ่งที่ราบฝาง แอ่งอารยธรรมเก่าแก่ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสถาปนาอาณาจักรล้านนา ยังคงมีอีกหลายคำถามเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีส้มสุกที่ยังรอคอยการค้นคว้าทางโบราณคดีต่อไปอีกมากในอนาคต

ขอขอบคุณช่องยูทูป ประวัติศาสตร์ นอกตำรา
3
ประวัติล้านนา ตำนานล้านนา / เมืองเนรเทศ แห่งล้านนา
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ ธันวาคม 29, 2021, 02:55:43 PM »
เมืองเนรเทศ แห่งล้านนา กำจัดศัตรูการเมือง สู่ดินแดนอันไกลโพ้น I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.121

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=a3x5n67i1m0" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=a3x5n67i1m0</a>
4
ผีหลวงอารักษ์​ เมืองเชียงราย 9 ต๋น

1.พญาคงคำฮ้อย (เจ้าแห่งผีเม็ง)

2.พญาส้อยคอคำ (เจ้าแห่งผีนาค)

3.พญานิลดำสวาด (เจ้าแห่งผีแมน)

4.พญาหมวกขาวขอยคำ

5.พญาแถนคำสักสวาก

6.พญาพรหม​ฮาดห้าวหาญ​ (พระเจ้าพรหม)

7.พญามังฮายขานข่ามกล้า (พระเจ้ามังราย)

8.พญาเจืองฟ้าธัมราช (น่าจะพญาเจืองธรรมมิกราชพะเยา)

9.พญาครามอาดโอภา
5
ผีเทวดาอารักษ์เชนเมืองทั้ง 44 ตน ของเมืองเชียงใหม่

เทวดาอารักษ์ทังหลาย

หมายมี เจ้าหลวงคำแดง เป็นเค้า
เป็นใหญ่กว่าอารักษ์เจ้าทังหลายแล
อารักษ์เมืองแคน ตน1
เจ้าหลวงมังราย ตน1
มังคราม ตน1
แสนภู ตน1
คำฟู ตน1
ผายู ตน1
กือนา ตน1
แสนเมืองมา ตน1
สามประหยาฝั่งแกน ตน1
ท้าวโลก ตน1
ท้าวยอดเชียงราย ตน1
ท้าวอ้าย ตน1
ท้าวชาย ตน1
แก้วตาหลวง ตน1
พระแม่กุ ตน1
พระเมืองแก้ว ตน1
พระเมืองเกล้า ตน1
พระยอดติโลกราช ตน1
ชุ่งชนะ ตน1
ร่มขาว ตน1 รีมขาว ตน1
สรีสองเมือง ตน1
เวียงแก่น ตน1
ผาบ่อง ตน1
ดงดำ ตน1
องค์คำ ตน1
จักรวาล ตน1
ขุนหลวงวิรังคะ ตน1
ปู่แสะ ตน1 ย่าแสะ ตน1
พระกุมม์ ตน1 พระกัณณ์ ตน1
พิษณุ ตน1
พระเจ้าตนพ่อเจ้าฟ้าชายหลวงแก้ว ตน1
พระเจ้าชีวิตกาวิละองค์เถ้า ตนปราบเหง้าปฐวีล้านนา ตน1 เจ้าช้างเผือก ตน1
เจ้ามหาเสฏฐี ตน1
หอพับ ตน1
หอหาง ตน1 หอยา ตน1
ปู่ย่า ตน1 เทวบุตรตนหลวง ตน1
อารักษ์แม่ระมิงค์ ตน1 อารักษ์เชนเมือง มีเท่านี้แล...”
.
(ตำนานเชียงใหม่ปางเดิม: สมหมาย เปรมจิตต์
และคณะ ปริวรรต)
.
จะเห็นได้ว่ารายชื่ออารักษ์เชนบ้านเชนเมือง
ของเชียงใหม่นั้น ชื่อแรกที่ออกคือ เจ้าหลวงคำแดง
ซึ่งเป็นประธานผีของเมืองเชียงใหม่ทั้งปวง
จากนั้นจึงออกนามกษัตริย์ในราชวงศ์มังราย
บางชื่อก็กล่าวซ้ำไปมา ที่น่าสังเกตคือ
ไม่ได้ออกนาม จิรประภามหาเทวี และ สมเด็จเจ้าราชวิสุทธ
ซึ่งเป็นนางพญากษัตรีย์ และพระไชยเชษฐาธิราช
ที่มาครองเมืองเชียงใหม่ในช่วงสั้นๆ
ก่อนจะกลับไปครองราชย์ที่ล้านช้าง
หลังจากนั้นจึงกล่าวชื่อผีต่อไป
ที่น่าสังเกตคือ ไม่ออกชื่อเจ้านาย/ขุนนาง
ที่ครองเมืองเชียงใหม่ในยุคประเทศราชพม่าเลย
ออกแต่ชื่อองค์คำ
ที่เป็นเจ้าล้านช้างหลวงพระบางหนีมาเชียงใหม่
ร่วมมือกับชาวพม่าขับไล่เทพสิงห์ ผู้ครองเมืองสมัยนั้น
แล้วตั้งตัวเป็นเจ้าครองเชียงใหม่
มีความเข้มแข็งถึงขนาดตีเมืองเชียงแสนแตก
ถัดนั้นจึงกล่าวถึงผีบรรพชนลัวะ
ที่เคยเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ และ ดอยสุเทพ
จากนั้นจึงออกนาม เจ้าหลวงเชียงใหม่ในราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน
สิ้นสุดที่เจ้ามหาเสฏฐี (เจ้าหลวงคำฝั้น)

เพราะตำนานเชียงใหม่ปางเดิม
เขียนในสมัยเจ้าหลวงพุทธวงศ์
(ถ้ายุคปัจจุบันคงต้องนับเจ้าหลวงองค์ที่เหลือ
จนถึงองค์สุดท้ายให้เป็นผีอารักษ์ด้วย)

ตอนท้ายสุดออกนามสถานที่สำคัญในเวียงเชียงใหม่
แล้วจึงจบรายชื่ออารักษ์เชนบ้านเชนเมือง
เมืองเชียงใหม่ไว้เพียงเท่านี้

(ข้อมูลจากเพจ Nubkao Kiatchaweephan)

ภาพเก่า ร้อยปี
วิหารเสาอินทขีล ที่ วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่

ตำนานอินทขิล
หรือ ตำนาน เจ้าหลวง สุวรรณคำแดง
ที่พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ
วัดหอธรรม เชียงใหม่
เล่าความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า

บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่
ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนานั้น
เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะ
ในเมืองนี้มีผีหลอกหลอน
ทำให้ชาวเมืองเดือดร้อน
ไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน
พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือ
บันดาลบ่อเงิน บ่อทอง และ บ่อแก้วไว้ในเมือง
ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล
แบ่งกันดูแลบ่อทั้ง 3 บ่อละ 3 ตระกูล

โดยชาวลัวะต้องถือศีลรักษาคำสัตย์
เมื่อชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใด
ก็จะได้ดังสมปรารถนา

ซึ่งชาวลัวะก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี
บรรดาชาวลัวะทั้งหลาย
ต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์

ข่าวความสุข
ความอุดมสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี
ซึ่งเป็นตระกูลของชาวลัวะ
เลื่องลือไปไกลและได้ชักนำให้
เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน
ชาวลัวะตกใจจึงขอให้ฤๅษี
นำความไปกราบทูลพระอินทร์

พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ หรือยักษ์ 2 ตน
ขุดอินทขิล หรือ เสาตะปูพระอินทร์
ใส่สาแหรกเหล็ก
หาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี

เสาอินทขิลมีฤทธิ์มาก
ดลบันดาลให้ข้าศึกที่มา
กลายร่างเป็นพ่อค้า
พ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติ
จากบ่อทั้งสาม

ชาวลัวะแนะนำให้พ่อค้า
ถือศีลรักษาคำสัตย์ และ อย่าละโมบ
เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้
พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม
บางคนละโมบ
ทำให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่เฝ้าเสาอินทขิลโกรธ
พากันหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป
และบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง

มีชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่ง
ไปบูชาเสาอินทขิลอยู่เสมอ
ทราบว่ายักษ์ทั้งสอง
นำเสาอินทขิลกลับสวรรค์ไปแล้ว
ก็เสียใจมากจึงถือบวชนุ่งขาวห่มขาว
บำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นยาง
เป็นเวลานานถึง 3 ปี
ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า
ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ

ชาวลัวะเกิดความกลัว
จึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ
พระเถระบอกว่า ให้ชาวลัวะร่วมกัน
หล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่
แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่
ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษา
ใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุม
แล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบน
ทำพิธีสักการบูชา
จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ
การทำพิธีบวงสรวงสักการบูชา
จึงกลายเป็นประเพณี สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เดิมมีเสาอินทขิลประดิษฐานอยู่
ณ วัดสะดือเมือง หรือวัดอินทขิล
ซึ่งตั้งอยู่ ณ กลางเวียงเชียงใหม่
ปัจจุบันก็คือ บริเวณหอประชุมติโลกราช
ข้างศาลากลางจังหวัดเก่า

ในตำนานกล่าวว่า เสาอินทขิลเดิมนั้น
หล่อด้วยโลหะ จนกระทั่ง
สมัยพระเจ้ากาวิละ ราวปี พ.ศ. 2343
ได้ย้ายเสาอินทขิลไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวง

โดยบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เป็นเสาปูน
และทำพิธีบวงสรวงเป็นประเพณีสืบกันมา
ปัจจุบันนี้เสาอินทขิลที่อยู่ในวิหาร
เป็นเสาปูนปั้นติดกระจกสี
บนเสาเป็นบุษบก
ประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง
เสาอินทขิลนี้สูง 1.30 เมตร
วัดรอบได้ 67 เมตร แท่นพระสูง 0.97 เมตร
วัดโดยรอบได้ 3.40 เมตร

ประเพณีอินทขิล ในสมัยเจ้าผู้ครองนคร
กับปัจจุบันนี้แตกต่างกันมาก
ในอดีตเจ้าผู้ครองนครจะเริ่มพิธี
ด้วยการเซ่นสังเวยเทพยาดาอารักษ์
ผีบ้าน ผีเมือง และบูชากุมภัณฑ์
พร้อมกับเชิญผีเจ้านายลงทรง
เพื่อถามความเป็นไปของบ้านเมืองว่า
จะดีจะร้ายอย่างไร
ฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่
หากคนทรงทำนายว่า
บ้านเมืองชะตาไม่ดี ก็จะทำพิธีสืบชะตาเมือง
เพื่อแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง

นอกจากนี้ยังมีการซอ
และ การฟ้อนดาบ เป็นเครื่องสักการะถวาย
แด่วิญญาณบรรพบุรุษด้วย
พิธีกรรมนี้ทำสืบต่อมา
จนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงหยุดไป

ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่
ได้ดำเนินการสืบทอดประเพณีอินทขิล
โดยมีพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสาน
ในวันแรกของการเข้าอินทขิล
มีการแห่พระเจ้าฝนแสนห่า
หรือพระพุทธรูปคันธารราษฎร์รอบตัวเมือง
เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำ และ ใส่ขันดอก
เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต
ส่วนภายในวิหารอินทขิล พระสงฆ์ 9 รูป
จะทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขิล
ซึ่งฝังอยู่ใต้ดิน ภายใต้บุษบก
ที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป
เมื่อเสร็จพิธีจะมีมหรสพสมโภชตลอดงาน

ขอบคุณ​ข้อมูล​ดีๆจาก
เพจ เชียงใหม่​ที่คุณไม่เคยเห็น
6
ถนนเส้นไปดอยสะเก็ด ไปเชียงราย เมื่อ 40 ปีก่อน บริเวณเซนทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ในยุค 80s ราวพ.ศ.2523 ริมถนนด้านซ้ายยังเป็นตูบกาด ด้านขวาเป็นโรงเลื่อยสมนึก

Original photos by David Unkovich.

More Chiang Mai golden oldies on GTR here: https://www.gt-rider.com/se-asia.../threads/chiang-mai.8030/

ขอบคุณ Han Thomas (Han Cnx)

ขอบคุณเพจ เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น
7
ฤกษ์วันตั้งเมืองพะเยาในยุคฟื้นฟูเมืองสมัยรัชกาลที่ 3
  เมืองพะเยาเคยตกเป็นเมืองร้างไปนานถึง56 ปีเนื่องจากสงครามไทยกับพม่าในสมัยกรุงธนบุรี นับตั้งแต่พ.ศ. 2330 เป็นต้นมาและกระทั่งบ้านเมืองเริ่มสงบสุข จึงได้รับการฟื้นฟูเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้งปีพ.ศ. 2386 สมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
   พระยานครน้อยอินทร์ เจ้าหลวงนครลำปางกราบบังคมทูลให้รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯตั้งหัวเมืองพะเยาและงาวขึ้นต่อนครลำปาง และทรงแต่งตั้งเจ้าพุทธวงศ์ อุปราชนครลำปางเป็น"พระยาประเทศอุดรทิศ" ตำแหน่งเจ้าหลวงเมืองพะเยา
   จุลศักราช 1205   ปีเถาะ เดือน 5 ขึ้น 13 ค่ำ (12 เม.ย. พ.ศ. 2386) พระยาประเทศอุดรทิศ(เจ้าหลวงพุทธวงศ์)พร้อมทั้งข้าราชบริพารและไพร่พลมาถึงเมืองพะเยาเพื่อเตรียมการฟื้นฟูเมืองและได้เสด็จประทับแรมชั่วคราวอยู่นอกเวียงที่บ้านสันเวียงใหม่ ตำบลตุ่น
   จุลศักราช 1206 ปีมะโรง เดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ (19 มี.ค. 2387) พระยาประเทศอุดรทิศ ทำพิธีบวงสรวงเทพาอารักษ์บ้านเมืองในแขวงเมืองพะเยาและได้เกณฑ์ไพร่พลจำนวน 600 คนเข้ามาแผ้วถางเมืองและสร้างเหย้าเรือน ตลอดจนที่ทำการราชการเมือง
   จุลศักราช 1206 ปีมะโรง เดือน 6 (หรือเดือน 8 ภาคเหนือ) ขึ้น 15 ค่ำ วันพุธ เวลายามแตรขึ้นสู่เที่ยงวัน( 11.30-12.00 น.)  ( 1 พ.ค. 2387) เป็นฤกษ์วันตั้งเมืองพะเยา(อีกครั้ง) หลังจากการฟื้นฟูเมืองแล้วเสร็จ เจ้าพุทธวงศ์ เจ้าหลวงพะเยา พร้อมทั้งเจ้าอุปราช(เจ้ามหายศ),เจ้าราชวงศ์(เจ้าแก้วมนุษย์) , เจ้าราชบุตร(เจ้าอริยะ),เจ้าบุรีรัตน์(เจ้าแก้วขัติยะ)และเหล่าประยูรญาติกับราษฏรและไพร่พลได้ยกเข้าเมือง โดยมีการเชิญท้องตราพระราชสีห์หรือหนังสือแต่งตั้งเมืองแห่นำหน้าขบวน นอกจากนั้นได้มีการนิมนต์พระสงฆ์จากวัดต่างๆในตัวเวียงมาสวดเจริญพุทธมนต์ กับมีการบวงสรวงเทพาอารักษ์ของเมืองและการทำบุญทำทานเป็นเวลา 3 วัน
   จุลศักราช 1207  เดือน 3 ขึ้น 5 ค่ำ ( 11 กุมภาพันธ์  2388)เจ้าหลวงนครลำปางได้เกณฑ์คนจำนวน 1,500 คนไปช่วยสร้างกำแพงเมืองพะเยา ซึ่งเดิมมีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก
  ข้อมูลอ้างอิง:  - บันทึกครูบาศรีวิลาสวชิรปัญญา อดีตเจ้าคณะแขวงเมือง
                          พะเยา
                       - บันทึกเจ้าหนานเลาแก้ว ศีติสาร อดีตปลัดธรรมการเมือง
                          พะเยา
                       -  จดหมายเหตุสมัยรัชกาลที่ 3
ข้อมูลภาพ: บริเวณถนนดอนสนาม รั้วด้านขวามือในภาพคือ ที่ว่าการอำเภอเมืองพะเยาหลังเก่า แต่เดิมเป็นที่ตั้งของเค้าสนามหลวงหรือที่ว่าราชการเมืองในยุคสมัยของเจ้าหลวงเป็นผู้ปกครองเมืองและบริเวณแห่งนี้ถือเป็นจุดสะดือเมืองพะเยา ซึ่งจะประกอบด้วยที่ว่าราชการเมือง ศาลาลูกขุน หอเสื้อเมือง เสาหลักเมืองและคุ้มเจ้าหลวง ปัจจุบันพื้นที่ส่วนหนึ่งในบริเวณดังกล่าวกำลังมีการจัดสร้างศาลหลักเมืองโบราณหรือเสาสะดือเมืองโบราณ ( ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )
8
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=tfIiEOwt6ys" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=tfIiEOwt6ys</a>

ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา : ความจริงไม่ตาย (22 ก.ค. 63)

"ครูบาศรีวิชัย" ในสายตาของชาวพุทธล้านนา ท่านคือพระสงฆ์ที่สร้างคุณูปการแก่พุทธศาสนาอย่างมหาศาล ชาวล้านนาต่างยกย่องว่า ท่านคือนักบุญหรือตนบุญแห่งล้านนา แต่ในสายตาของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองยุคนั้นกลับมองว่า ท่านคือพระสงฆ์ที่มีท่าทีกระด้างกระเดื่องต่อรัฐ ท่านเคยต้องอธิกรณ์ 6 ครั้ง และถูกกักตัวนานถึง 1 ปี เคยถูกนำตัวมาสอบสวนที่กรุงเทพฯ ถึง 2 ครั้ง

เหตุใด...รัฐจึงมองว่าศรัทธาที่ผู้คนมีต่อครูบาศรีวิชัย อาจนำความวุ่นวายมาสู่บ้านเมือง และทำไมศรัทธาที่ชาวล้านนามีต่อครูบาศรีวิชัย จึงยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ติดตามชมในความจริงไม่ตาย วันพุธที่ 22 ก.ค. 63 เวลา 21.30 น. ทางไทยพีบีเอส รับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/TruthNeverDies
9
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=DB5vXwmFmCk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=DB5vXwmFmCk</a>

ลบตำนาน การสร้างอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ในวันที่สายน้ำปิงไหลย้อนกลับ I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.40

“ตราบใดสายน้ำปิงไม่ไหลคืน จะไม่ไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่”  อมตะวาจาขอครูบาศรีวิชัยหลังสิ้นข้อกล่าวหาจากการต้องอธิกรณ์  ท่านได้เลือกกลับสู่เมืองลำพูน จนกระทั่งวาระสุดท้ายของท่าน

   เรื่องเล่าขานการเปิดอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งตรงกับวันเปิดเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เป็นวันที่สายน้ำปิงได้ไหลย้อนขึ้นสู่ทางทิศเหนือ ถูกกล่าวขานจนกลายเป็นตำนานว่า ครูบาศรีวิชัยยินยอมกลับสู่ดินแดนเชียงใหม่แล้ว ในวันที่น้ำปิงได้ไหลคืนกลับ
10
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=y4m0yrdg634" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=y4m0yrdg634</a>

ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา แรงศรัทธาที่ไม่เคยเสื่อมคลาย I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.85

ครูบาศรีวิชัย ได้ชื่อว่าเป็นพระนักพัฒนา ผู้ก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม และถาวรวัตถุมากมายในพื้นที่ภาคเหนือ รวมทั้งสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ

    ความสำเร็จของครูบาศรีวิชัย มาจากการร่วมแรงร่วมใจของผู้คนจากทั่วสารทิศในภาคเหนือที่ต่างพร้อมใจกันสละแรงกาย แรงใจเพื่อดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา โดยมีความศรัทธาในตัวครูบาศรีวิชัยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

     แม้ต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย จากการถูกกล่าวหาเอาผิดถึง 3 ครั้ง แต่ไม่อาจทำลายความเป็นผู้บริสุทธิ์ของท่านได้ จนในที่สุดท่านตัดสินใจกลับสู่บ้านเกิด จนกระทั่งมรณภาพที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

      ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านมายาวนานเพียงใด แต่คุณความดีของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนในดินแดนล้านนาอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย
หน้า: [1] 2 ... 10