รับซื้อเพชร

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 9 [10]
91
ภาพเก่าแก่ของ มงกุฏ ประดับผอบ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ที่หอสรงพระธาตุ วัดพระธาตุศรีจอมทอง
อ.จอมทอง จ. เชียงใหม่
เมื่อ พ.ศ. 2409 หรือ 144 ปีก่อน
ด้านหลังมีพระพม่ายืนอยู่ สองตน
และ มี พ่อค้าไม้ชาวพม่า
หลวงโยนธการพิจิตร (หม่องปันโย)
และ น้องชาย
นั่งพนมมือไหว้ด้านหน้า
ท่านเป็นผู้ สร้าง ผอบ
ที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ
พร้อม มงกุฏทอง
ประดับเพชรนิลจินดา ชิ้นนี้
เพื่อถวายเป็น พุทธบูชา
ปัจจุบัน มงกุฏยังจัดแสดงอยู่ใน
วิหาร วัดพระธาตุศรี จอมทอง,

บันทึกพระธาตุศรีจอมทอง

ถึง พ.ศ. 2314 ปีขาล
โทศก เดือน 5 แรม 11 ค่ำ วันจันทร์
พระบรมธาตุเจ้าองค์ประเสริฐ
ก็อันตรธานสูญหายไป

จนถึง พ.ศ. 2322 พระยาวิเชียรปราการ
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้มาคำนึงถึง
พระบรมธาตุเจ้าจอมทอง
องค์ประเสริฐ อันได้สูญหายไป
แต่ พ.ศ. 2314 นั้น จึงได้ให้นายช่างทอง
สร้างโกศเงินและโกศทองคำ
เพื่อจะได้นำไปเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุเจ้า
แล้วจึงรับสั่งอำมาตย์ทั้งหลาย
ไปทำพิธีอาราธนาอัญเชิญพระบรมธาตุเจ้า
ตามโบราณประเพณีเป็นครั้งแรกก่อน
พระบรมธาตุก็ยงไม่เสด็จมา
และ ได้อาราธนาอีก 2 ครั้ง
จนถึงแรม 4 ค่ำเวลาก๋องงาย( 19.00 น)
พระบรมธาตุเจ้า ก็ได้เสด็จมาปรากฏ
ในคูหาปราสาท ตามคำอธิษฐาน

จากนั้นพระยาวิเชียรปราการ
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
ได้อัญเชิญพระบรมธาตุ
เข้าไปในเมืองเชียงใหม่
ทำการสระสรง และ ถวายทานต่างๆ
นาน 7 วัน 7 คืน
แล้วจึงได้อัญเชิญพระบรมธาตุเจ้า
กลับคืนไปประดิษฐานไว้
ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองตามเดิม

ขอบคุณภาพจาก สำนักงานเลขานุการ เจ้าคณะอำเภอแม่วาง
92
พิธีบูชาเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง ซึ่งชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ อินทขิลหรือเรียกว่า เสาหลักเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ทราบดีว่า ทุกๆ ปีจะต้องมีพิธีสักการะบูชาเสาอินทขิล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองรวมทั้งผู้ที่ทำเกี่ยวกับเกษตรโดยการเพาะปลูก โดยงานดังกล่าวได้อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าอันเป็นพระพุทธรูปที่บันดาลให้ฝนตกมาเป็นประธานในขบวนแห่และมีการสวดคาถาอินทขิลของหมู่สงฆ์ด้วย ชาวเชียงใหม่จะทำพิธีบูชาอินทขิลในตอนปลายเดือน 8 ต่อเดือน 9 หรือระหว่างเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน โดยเริ่มในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 8 เรียกว่า วันเข้าอินทขิล การเข้าอินทขิลจะมีไปจนถึงในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งเป็นวันออกอินทขิล จึงเรียกว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก

ตำนานอินทขิลหรือตำนานสุวรรณคำแดงที่พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ วัดหอธรรม เชียงใหม่ เล่าความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนานั้น เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะ ในเมืองนี้มีผีหลอกหลอนทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือ บันดาลบ่อเงิน บ่อทองและบ่อแก้วไว้ในเมือง ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้ง 3 บ่อละ 3 ตระกูล โดยชาวลัวะต้องถือศีลรักษาคำสัตย์ เมื่อชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใดก็จะได้ดังสมปรารถนา ซึ่งชาวลัวะก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี บรรดาชาวลัวะทั้งหลายต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์ ข่าวความสุขความอุดมสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี ซึ่งเป็นตระกูลของชาวลัวะเลื่องลือไปไกลและได้ชักนำให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน ชาวลัวะตกใจจึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ หรือยักษ์ 2 ตน ขุดอินทขิล หรือ เสาตะปูพระอินทร์ ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี เสาอินทขิลมีฤทธิ์มากดลบันดาลให้ข้าศึกที่มากลายร่างเป็นพ่อค้า พ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะแนะนำให้พ่อค้าถือศีลรักษาคำสัตย์และอย่าละโมบ เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้ พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่เฝ้าเสาอินทขิลโกรธพากันหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป และบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง มีชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่งไปบูชาเสาอินทขิลอยู่เสมอ ทราบว่ายักษ์ทั้งสองนำเสาอินทขิลกลับสวรรค์ไปแล้ว ก็เสียใจมากจึงถือบวชนุ่งขาวห่มขาว บำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึง 3 ปี ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ พระเถระบอกว่า ให้ชาวลัวะร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่ ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษาใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุมแล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนทำพิธีสักการบูชา จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ การทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาจึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ประเพณีอินทขิล ในสมัยเจ้าผู้ครองนครกับปัจจุบันนี้แตกต่างกันมาก ในอดีตเจ้าผู้ครองนครจะเริ่มพิธีด้วยการเซ่นสังเวยเทพยาดาอารักษ์ ผีบ้าน ผีเมือง และบูชากุมภัณฑ์ พร้อมกับเชิญผีเจ้านายลงทรง เพื่อถามความเป็นไปของบ้านเมืองว่าจะดีจะร้ายอย่างไร ฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ หากคนทรงทำนายว่าบ้านเมืองชะตาไม่ดี ก็จะทำพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง นอกจากนี้ยังมีการซอและการฟ้อนดาบ เป็นเครื่องสักการะถวายแด่วิญญาณบรรพบุรุษด้วย พิธีกรรมนี้ทำสืบต่อมาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงหยุดไป ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่ได้ดำเนินการสืบทอดประเพณีอินทขิล โดยมีพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสาน ในวันแรกของการเข้าอินทขิล มีการแห่พระเจ้าฝนแสนห่า หรือพระพุทธรูปคันธารราษฎร์รอบตัวเมือง เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำและใส่ขันดอก เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต ส่วนภายในวิหารอินทขิล พระสงฆ์ 9 รูป จะทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขิล ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินภายใต้บุษบกที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป เมื่อเสร็จพิธีจะมีมหรสพสมโภชตลอดงาน

ที่มา : พระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล). ตำนานอินทขิล (ฉบับสมโภช 600 ปี พระธาตุเจดีย์หลวง). เชียงใหม่ : บุณย์ศิริงานพิมพ์, 2538.
93
เจ้าสายสกุล " ตุงคนาคร " ในนครลำพูน

"ตุงคนาคร" อันมีความหมายว่า นครเชียงตุง หรือ ตุงคบุรี ตั้งอยู่ในเขตรัฐฉานประเทศพม่า โดยมีเจ้าฟ้าครองเมืองได้สืบสายจากราชวงศ์ " #มังราย " กษัตริย์นครเชียงใหม่ ผู้เป็นต้นเค้าวงศ์เจ้าฟ้าเชียงตุง คือ พญาน้ำท่วม(ท้าวน้ำท่วม) สืบกันมาลุล่วงถึงสมัย เจ้าฟ้าชายสามจุฬามณีสิริเมฆภูมินทร์ องค์ที่๑ แห่งนครเชียงตุง ตรงกับรัชสมัยของราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้เกี่ยวดองกันกับเจ้านายนครลำพูนแห่งราชวงศ์ " ทิพยจักราธิวงศ์ " (เจ้าเจ็ดตน)

ผู้ที่ได้รับพระราชทานนามสกุล " ตุงคนาคร " คือ เจ้าน้อยดวงทิพย์ ซึ่งทำหน้าที่เสนาสรรพากร (พระยาวังซ้าย) คู่กับเจ้าหลวงจักรคำฯ ซึ่งทำหน้าที่เสนาคลัง (พระยาวังขวา) มาตั้งแต่ปี 2440 ในยุคเจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 9 คือเจ้าหลวงอินยงยศโชติ (พระบิดาของเจ้าหลวงจักรคำฯ)

ต่อมาเจ้าดวงทิพย์ ได้รับโปรดเกล้าสถาปนาขึ้นเป็น เจ้าราชภาติกวงษ์นครลำพูน ซึ่งรับราชการทำหน้าที่เหมือน “เสนานา” ดูแลการขุดเหมืองฝายเกษตรกรรม พร้อมกันนี้ได้รับพระราชทานนามสกุลจากล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ว่า " ตุงคนาคร "

เจ้าราชภาติกวงษ์ (ดวงทิพย์ ตุงคนาคร) เป็นเหลนของเจ้าหญิงบัวคำ ราชธิดาในเจ้าหลวงคำตัน เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ ๔ โดยเจ้าหญิงบัวคำได้เสกสมรสกับเป็นนางเทวีองค์หนึ่ง ใน เจ้าฟ้าชายสามแห่งนครเชียงตุง

เจ้าราชภาติกวงษ์นครลำพูน (ดวงทิพย์ ตุงคนาคร) ได้สมรส เจ้าแม่เกี๋ยงคำ ณ ลำพูน มีบุตร-ธิดา คือ
- เจ้าน้อยคาด ตุงคนาคร
- เจ้าน้อยเทพ ตุงคนาคร
- เจ้าหนานชื่น ตุงคนาคร
- เจ้าหญิงประภาวดี ตุงคนาคร
ฯลฯ

ตลอดจนมีลูกหลานในปัจจุบันที่ใช้นามสกุล " ตุงคนาคร " อีกมากมายในจังหวัดลำพูน

ข้อมูล ครูณัฏฐพัฒน์ สอนศิลปะ
เฟสบุ๊คเพจ ราชอาณาจักรล้านนา
94
ภาษากำเมือง ตั๋วเมือง อักษรธรรมล้านนา / Re: คำบ่าเก่าล้านนา
« กระทู้ล่าสุด โดย Flatvacx เมื่อ พฤษภาคม 13, 2019, 05:41:21 PM »
เป็นภาษาที่ไพเราะมากเลยครับ
95
ประวัติล้านนา ตำนานล้านนา / Re: ปฐมบทการปฏิวัติรัฐประหารในล้านนา
« กระทู้ล่าสุด โดย Flatvacx เมื่อ พฤษภาคม 13, 2019, 05:40:13 PM »
เป็นความรู้ใหม่ที่ไม่เคยรู้เลยครับ
96
สายเจ้าอินทะ(เจ้าเมืองเชียงแสนคนแรก) ยุคราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน โอรสพระเจ้าบุญมาเมือง(เจ้านครลำพูนที่ 2) มีบุตรชาย 9 หญิง 7 คือ
1.เจ้าน้อยสุขะ เป็นเจ้าราชวงศ์เชียงแสน สมรสกับเจ้าหญิวแปงเมือง หลานสาวพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
2.เจ้าน้อยเป็ง ภรรยาชื่อเจ้าอุ่นแก้ว
3.เจ้าจันทร์หอม(ญ)
4.เจ้าอินคำ(ญ) ภริยาเจ้าน้อยเหมือน
5.เจ้าหญิงวรรณา ชายาเจ้าอุปราชคำตัน เชียงแสน
6.เจ้าบัวจันทร์ ภริยาเจ้าน้อยสม ณ ลำปาง
7.เจ้ายวงคำ ภริยาน้อยเลี่ยม บุตรเจ้ามหาวันฝายแป้น จ.ลำพูน
8.เจ้าบัวเกสร(ญ)
9.เจ้าน้อยเว้อ ได้กับเจ้าหญิงชมพู ธิดาเจ้าอุปราชาคำฝั้น เชียงราย หลานเจ้าคำฝั้น เชียงราย
10.เจ้าเมืองไชย เป็นพระยารัตนาเขตร์ เจ้าเมืองเชียงรายคนที่ 4 สมรสกับเจ้าหญิงน้อยชมพู(พี่สะใภ้)
11.เจ้าน้อยคำปัน
12.เจ้าน้อยวัง
13.เจ้าน้อยตั๋น อยู่ป่าซาง ลำพูน(สมรสกับเจ้าอุษา หลานเจ้าบัวเที่ยง)
14.เจ้าน้อยหมื่นแก้ว เป็นเจ้าราชบุตรเชียงแสน(สมรสกับเจ้ากาบแก้ว)
15.เจ้าน้อยเหมย (สมรสกับเจ้าบัวล้อม เหลนพระเจ้ามโหตรประเทศ เชียงใหม่)
16 เจ้าหญิงบัวนาค(เกิดจากเจ้านางเกสร น้องสาวเจ้านางฟองนวล มารดาเจ้าราชภาคินัย(เจ้าน้อยเมืองชื่น))

ข้อมูล : อ.อภิชิต ศิริชัย นักประวัติศาสตร์เชียงราย
หนังสือ ชื่อบ้าน นามเมือง : อำเภอแม่จัน จ.เชียงราย
97
ไพเราะมากเพคะ
98
น้อยคนนักที่จะทราบว่า "ครูบาอภิชัยขาวปี" ถึงแก่มรณภาพที่ "ดินแดนล้านนาแห่งกรุงสุโขทัย" ทุ่งเสลี่ยมบ้านเรา ท่านมรณภาพที่ หน้าวัดท่าต้นธงชัย ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม
หลายคนคงคิดว่า "นักบุญแห่งเวียงลี้" ผู้เป็นศิษย์เอกมือขวาของครูบาเจ้าศรีวิชัยรูปนี้ ท่านคงมรณภาพแถบวัดพระบาทผาหนามหรือพระบาทตะเมาะ ละแวก อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน - อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่

ความจริงก็คือ ในช่วงก่อนมรณภาพท่านปรารภว่าอยากไปถวายทานที่พระธาตุจอมสวรรค์ ตำบลดงดำ อำเภอลี้ อีกสักครั้ง อันเป็นบุญสถานที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยกับท่านเคยร่วมกันฟื้นฟู แต่ยังมิทันได้ไปก็มีศรัทธาถึงสองรายมานิมนต์ขอบารมีท่านให้ไปช่วยเป็นประธาน “นั่งหนัก” ในการก่อสร้างเสนาสนะ ทั้งๆที่ตอนนั้นสุขภาพของท่านก็ไม่สู้จะแข็งแรงนัก ด้วยวัยชราภาพมากถึง ๘๘ ปีแล้ว

แต่ด้วยความที่ท่านมีเมตตาสูงอยากจะช่วยเหลือการพระศาสนาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านจึงจัดลำดับการรับนิมนต์ดังนี้ ขณะนั้นท่านพำนักอยู่ที่ทุ่งหัวช้าง ลำพูน ท่านจำเป็นต้องตัดกิจนิมนต์ที่พระธาตุจอมสวรรค์ ตำบลดงดำ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนออกไปก่อน ท่านรับนิมนต์ไปวัดสันต้นแฮม (สันทุ่งฮ่าม)จังหวัดลำปางก่อน ที่นั่นท่านประทับรอยหัตถ์รอยบาทไว้บนแผ่นปูนด้วย ต่อจากลำปางท่านรับนิมนต์ชาวบ้านท่าต้นธงชัย ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม ซึ่งเป็นเขตจังหวัดสุโขทัยแล้ว แต่ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวล้านนาจึงมีศรัทธาต่อพระสงฆ์ในสายครูบา ท่านถามศรัทธาจากทุ่งเสลี่ยมที่มารับท่านที่ลำปางเป็นนัยๆว่า “ตี้หั้นมีไม้สักหน้ากว้างซักซาวนิ้วก่อ” (ที่นั่นมีไม้สักหน้ากว้างสักยี่สิบนิ้วไหม) ชาวบ้านทุ่งเสลี่ยมตอบว่า"มี" แล้วถามครูบาว่าท่านจะเอาไปสร้างอะไร ท่านตอบว่า "จะเอาไปแป๋งหีบ" (แป๋ง ภาษาล้านนาแปลว่า สร้าง,ทำ ) ไม่มีใครคาดคิดว่า “หีบ” ในความหมายของครูบาท่านจะหมายถึง "โลงศพ" เพราะปกติท่านเป็นนักประดิษฐ์ ชอบทำโน่น สร้างนี่ ทำหีบใส่พระธรรมคัมภีร์อะไรต่างๆ อยู่แล้ว มีเรื่องแปลกประหลาดขณะเคลื่อนขบวนไปสุโขทัย ครูบาท่านขอให้ชาวลำปางติดตามไปด้วย บอกไปกันให้มากๆ แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ให้เอาไปทั้งหมด อย่าปล่อยทิ้งไว้ อยากได้บริวารที่ตามไปด้วยสัก ๕๐๐ ดังนั้นชาวเถิน ชาวลี้ ที่ทราบข่าวว่าหลังจากสร้างวัดที่ลำปางเสร็จ ครูบายังไม่มีกำหนดการจะกลับลี้ จึงพากันไปรวมตัวร่วมขบวนเดินทางจากตอนล่างของลำปางเข้าสู่ทุ่งเสลี่ยมสุโขทัยเป็นขบวนใหญ่ด้วย

ครั้นเมื่อมาถึงวัดท่าต้นธงชัย (เป็นการมาครั้งที่ ๓ ของครูบาขาวปี คือก่อนหน้านั้นท่านเคยมาช่วยสร้างวิหารให้แล้ว) มาครั้งนี้ ท่านพักอยู่กระท่อมนอกเขตวัด เป็นธรรมเนียมของท่านที่เวลาท่านไปช่วยก่อสร้างวัดไหน ท่านจะไม่นอนในเขตวัด แต่จะให้ศรัทธาปลูกเพิงกระต๊อบนอนนอกวัด นอนไปได้เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น รุ่งขึ้นวันต่อมาใกล้เพ็ญมาฆะ เป็นวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ เหนือ หรือวันพฤหัสบดี ๓ มีนาคม ๒๕๒๐ ครูบาท่านได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบ ณ กระท่อมหน้าวัดท่าต้นธงชัยนั่นเอง

บรรยากาศวันนั้นท้องฟ้ามืดมนอนธกาลทั้งแปดทิศา เมฆหมอกลงจัด พายุพัดโหมน่ากลัวทั้งที่เป็นเดือนมีนาหน้าร้อน กระทั่ง เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ นาฬิกา ชาวบ้านแถวนั้นได้เห็นลำแสงพวยพุ่งออกจากกระท่อมขึ้นสู่บนฟากฟ้าพร้อมเพรียงกัน จึงทราบว่าครูบาท่านละสังขารแล้ว ท้องฟ้ายังคงมืดมิดอีกเจ็ดทิวา เจ็ดราตรีกาล

หลังจากมรณภาพแล้ว เหล่าลูกศิษย์ต่างต้องการสรีระของครูบา ทั้งทางสุโขทัยทั้งชาวลำปางที่ติดตามมา โดยเฉพาะลูกศิษย์ชาวกะเหรี่ยง จาก ลี้ ลำพูน ต้องลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ ถึงกับเปล่งวาจาออกมาอย่างน้อยใจว่า "จาวลำปาง จาวโต้งเสลี่ยม เอาครูบาของเฮามาต๋าย” (ชาวลำปาง ชาวทุ่งเสลี่ยม เอาครูบาของเรามาตาย) เกิดโกลาหลกันอยู่พักใหญแล้วบรรยากาศก็ค่อยๆ คลี่คลาย

หลังจากบำเพ็ญกุศลศพครูบาขาวปีที่ทุ่งเสลี่ยมได้ ๑๕ คืน ครูบาวงค์ (ครูบาชัยยวงศาพัฒนา) วัดจามเทวี และเจ้าคณะจังหวัดลำพูน ได้เดินทางมาเป็นประธานในการอาราธนาครูบาขาวปี กลับไปยังวัดพระบาทผาหนาม จังหวัดลำพูน สรีระของท่านยังคงสถิตอยู่ที่วัดแห่งนี้จวบจนปัจจุบัน
ปันข้อมูลจาก เพจ : ภาพเก่าเล่าเรื่อง
เครดิตภาพ : Naret Boontiang
99
ชุดสมัยก่อนดูดีมากสวยดี
100
นับถือท่านมากรูปที่ออกมาหายากมากสมัยนั้น
หน้า: 1 ... 9 [10]