แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Topics - ฮักล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 41
1
ครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง จ.ลำพูน

2
ประตูเมืองเชียงใหม่ มี 5 ประตู ได้แก่
1.ประตูช้างเผือก ตั้งอยู่ทางทิศเหนือเป็นจุดรวมไพร่พลเพื่อเตรียมสู้รบยามเกิดศึกสงคราม
2. ประตูท่าแพ ด้านซ้าย เปรียบเสมือนประตูแขน ขา เป็นประตูทางผ่านของเจ้าในสมัยนั้น และเป็นจุดค้าขายแลกเปลี่ยนข้าวของ
3.ประตูสวนดอก ด้านขวา ที่ได้ชื่อว่าสวนดอกนั้นก็เพราะชายาของพระยากือนาชื่นชอบในการทำสวนดอกไม้ จึงมีสวนดอกไม้บริเวณนั้นมากมาย
4.ประตูเชียงใหม่ อยู่ทิศใต้ เป็นประตูมงคลของบ้านเมือง
5.ประตูแสนปรุง (สวนปรุง) เป็นประตูที่ใช้เป็นทางผ่านของศพ

กำแพงเมืองชั้นในของเวียงเชียงใหม่ สร้างขึ้นพร้อมๆกับการสถาปนาอาณาจักรล้านนา ในรัชสมัยพญามังราย เพื่อเป็นเมืองหลวงของล้านนา โดยขั้นแรกได้ขุดคูเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความยาวด้านละประมาณ 1.63 กิโลเมตร และนำดินที่ได้จากการขุดคูเมืองนั้นขึ้นไปถมเป็นแนวกำแพงเมือง โดยเริ่มขุดที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือคือแจ่งศรีภูมิอันเป็นทิศมงคลก่อน แล้วก่ออิฐขนาบสองข้างกันดินพังทลาย ข้างบนกำแพงปูอิฐตลอดแนวทำเสมาไว้บนกำแพงทั้งสี่ด้านและประตูเมืองอีกทั้งสี่แห่ง

กำแพงด้านทิศเหนือ มีความยาวมากที่สุด วัดได้ประมาณ 1.67 กิโลเมตร
รองลงมาเป็นกำแพงด้านทิศใต้ วัดได้ 1.63 กิโลเมตร
ส่วนกำแพงด้านทิศตะวันออกมีความยาวเท่ากับทิศตะวันตก คือ 1.62 กิโลเมตร

หลังจากที่เชียงใหม่ได้รับอิสรภาพจากพม่า เจ้ากาวิละ ได้รับการสถาปนาเป็น พระเจ้าบรมราชาธิบดี เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 1 โปรดให้บูรณะกำแพงเมืองเป็นครั้งใหญ่ เป็นกำแพงอิฐที่มีความมั่นคงทนทาน และบูรณะอีกครั้งในปี พ.ศ. 2361 ในรัชสมัยเจ้าหลวงธรรมลังกา เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 2

ในปี พ.ศ. 2491 เนื่องจากกำแพงเมืองเชียงใหม่มีสภาพทรุดโทรมลงอย่างมาก และบางแห่งก็พังเป็นซากปรักหักพัง ทั้งยังมีวัชพืชขึ้นเป็นการรกอย่างมาก อีกทั้งยังบดบังทัศนียภาพของคนที่อยู่นอกกำแพงเมือง ดังนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ จึงได้เริ่มรื้อกำแพงออก เพื่อสร้างถนนและเส้นทางคมนาคมในตัวเมืองเชียงใหม่

เดิมกำแพงเมืองเชียงใหม่นั้นมีสองชั้น เรียกว่ากำแพงชั้นนอก สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 22 และ กำแพงชั้นในซึ่งเป็นกำแพงแต่เดิมสมัยสร้างเวียง

โดยประตูเมืองในปัจจุบันจะเป็นประตูเมืองของกำแพงชั้นในซึ่งมีประตูทั้งหมด 5 ประตู ได้แก่
– ประตูช้างเผือก เดิมมีชื่อว่า ประตูหัวเวียง เป็นประตูชั้นในด้านทิศเหนือ สมัยก่อนเป็นประตูเอกของเมือง ในพระราชพิธีบรมราชาพิเษก กษัตริย์จะเสด็จเข้าเมืองยังประตูนี้ ประตูนี้เปลี่ยนชื่อในรัชสมัยของพระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 1 เนื่องจากได้โปรดให้สร้างอนุสาวรีย์รูปช้างเผือกขึ้น
– ประตูเชียงใหม่ เดิมมีชื่อว่า ประตูท้ายเวียง เป็นประตูชั้นในด้านทิศใต้
– ประตูท่าแพ เดิมมีชื่อว่า ประตูเชียงเรือก เป็นประตูชั้นในด้านทิศตะวันออก ที่มาของชื่อเนื่องจากประตูด้านนี้เป็นประตูที่จะไปยังท่าน้ำของแม่น้ำปิง ซึ่งมีแพจำนวนมากอยู่
– ประตูสวนดอก เป็นประตูชั้นในด้านทิศตะวันตก ที่มาของชื่อเนื่องจากบริเวณนั้นเป็นเป็นที่ตั้งของพระราชอุทยานของพญาเม็งราย
– ประตูแสนปุง หรือประตูสวนปรุง เป็นประตูที่เจาะกำแพงชั้นในด้านใต้สร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัย พญาสามฝั่งแกน เนื่องจากในรัชสมัยของพระองค์ได้สร้างเจดีย์ราชกุฏคาร (เจดีย์หลวง) ขึ้น ดังนั้น เพื่อความสะดวกแก่พระราชชนนีที่โปรดประทับอยู่ที่ตำหนักสวนแร (ทิพย์เนตร) นอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้จะได้ทรงสะดวกในการเสด็จมาสักการะพระเจดีย์ จึงโปรดให้เจาะกำแพงเมืองด้านนั้น และตั้งชื่อว่า ประตูสวนแร ต่อมาเนื่องจากบริเวณนั้นเป็นที่ใช้ประหารนักโทษ ใช้หอกหลาวทิ่มแทงปุง (พุง) ชาวบ้านจึงเรียกว่าประตูสวนปุง หรือ ประตูแสนปุง นับแต่อดีต เชียงใหม่มีประเพณีที่ว่าหากมีการเสียชีวิตภายในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ จะต้องนำศพออกจากตัวเมืองผ่านทางประตูนี้เท่านั้น ซึ่งก็ยังยึดถือประเพณีนี้อยู่จนถึงปัจจุบัน

ประตูของกำแพงเมืองชั้นนอก มีทั้งหมด 7 ประตู เป็นประตูเดิมที่สร้างในพุทธศตวรรษที่ 22 อยู่ 4 ประตู ได้แก่
– ประตูเชียงเรือก (เชียงเลือก) หรือประตูท่าแพ (ชั้นนอก) อยู่ทางทิศตะวันออก
– ประตูหล่ายแกง (ระแกง)
– ประตูขัวก้อม
– ประตูไร่ยา หรือไหยา (ประตูหายยา) เป็นประตูที่สร้างในรัชสมัย พระยาพุทธวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 2 ซึ่งสร้างเพิ่มอีก 3 ประตูได้แก่
ประตูศรีภูมิ, ประตูช้างม่อย, ประตูกะโหล้ง และแจ่งเมืองเชียงใหม่

กำแพงเมืองเชียงใหม่มีแจ่ง (มุม) 4 แจ่ง ซึ่งถือเป็นป้อมปราการของเมืองในอดีต ได้แก่
– แจ่งศรีภูมิ เดิมชื่อ แจ่งสะหลีภูมิ เป็นแจ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนที่พญามังรายสร้างเมืองโปรดให้ขุดคูเมืองและสร้างกำแพงจากจุดนี้ไปยังแจ่งขะต้ำแล้ววกผ่านไปยังแจ่งกู่เฮืองแล้วต่อไปยังแจ่งหัวลินแล้ววกไปสี้นสุดที่แจ่งศรีภูมิ ตอนที่เริ่มขุดมีเรื่องเล่าว่าจุดนี้จะลึกมากๆขนาดเอาบันไดไม้ไผ่ (เกิ๋น) ที่มีช่องเหยียบมากเกินพันขั้น (พันตาเกิน) มาปีนขึ้นลง จึงเป็นที่มาของวัด พันตาเกิน หรือวัดชัยศรีภูมิในปัจจุบัน
– แจ่งก๊ะต้ำ หรือ แจ่งขะต๊ำ คำว่า ขะต๊ำ เป็นเครื่องมือจับปลาของชาวล้านนาโบราณ ที่มีลักษณะคล้าย ๆ ลอบดักปลา ในคูเมืองคงจะมีปลาและสัตว์น้ำชุกชุมในบริเวณนี้ เป็นแจ่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
– แจ่งกู่เฮือง เป็นแจ่งทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่มาของชื่อเนื่องจากเป็นที่เก็บอัฐิของ อ้ายเฮือง ที่ได้เป็นผู้คุมของพญาคำฟู ซึ่งได้ถูกนำมาคุมขังที่นี่ภายหลังถูกจับกุม เนื่องจากก่อนหน้าได้ชิงราชสมบัติจากพญาแสนภู ซึ่งพญาไชยสงคราม พระบรมเชษฐาของพญาแสนภูปกครองเชียงรายอยู่รับสั่งให้มาปราบ
– แจ่งหัวลิน เป็นแจ่งด้านตะวันตกเฉียงเหนือ แจ่งนี้เป็นแจ่งที่รับน้ำที่ไหลมาจากดอยสุเทพน้ำที่ไหลมาจะหล่อเลี้ยงไปทั่วเมือง

3
“กว๊านพะเยา” เป็นชื่อบึงน้ำจืดขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศที่จังหวัดพะเยา “กว๊าน” หรือเขียนตามอักษษรล้านนาว่า “คว้าน” หมายถึงบริเวณที่กระแสน้ำกระแทกตลิ่งให้ขยายตัวออก ซึ่งอาจหมายความว่าทะเลสาบได้ด้วย แต่ก่อนที่จะเป็นกว๊านพะเยาอย่างปัจจุบันนั้น บริเวณดังกล่าวคือ “หนองนกเอี้ยง” ที่ในฤดูฝนมีน้ำมาก ในฤดูแล้งแห้งขอด ขาดแคลนน้ำเข้าขั้นวิกฤติ ถึงขนาดชาวบ้านต้องขุดบ่อน้ำกันทีเดียว

นายเต่า กัลยา เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอพะเยา สำรวจพื้นที่กว๊านพะเยาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2462 บันทึกว่า หนองกว๊านอยู่ในเขตตำบลเวียง อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย อยู่ห่างจากน้ำแม่อิง [คนเหนือเรียกแม่น้ำว่า น้ำแม่] 25 เส้น กว้าง 50 เส้น ยาว 50 เส้น ระดับน้ำตามปกติในเดือนกันยายนตามบริเวณโดยรอบน้ำท่วม ลึกประมาณ 1 ศอก ตอนกลางน้ำลึก 1 วา 3 ศอก บริเวณโดยรอบเป็นป่าไผ่และไม้กระยาเลยอยู่ห่างจากหมู่บ้านในเวียงประมาณ 4 เส้น เมื่อแบ่งกว๊านออกเป็น 4 ส่วน ก็จะได้ส่วนละ 25 เส้น

พื้นที่หนองกว๊านมี 2 ตอน เรียก “กว๊านน้อย” อยู่ทางทิศตะวันตกเป็นร่องลำรางนำขึ้นไปหาขาน้ำแม่ตุ่น เยื้องไปหาชายบ้านสันเวียงใหม่ กับ “กว๊านหลวง” อยู่ทางทิศตะวันออก ใกล้น้ำแม่อิงฝั่งขวา มีร่องน้ำผ่ากลางเชื่อมติดต่อกัน “แม่ร่องน้อยห่าง” บริเวณรอบหนองกว๊านมีหนองน้ำหลายแห่ง และมีลำรางร่องน้ำเชื่อมถึงกันทั้งหมด ที่เชื่อมกับน้ำแม่อิงเรียกว่า “ร่องเหี้ย” ไหลเชื่อมกว๊านหลวงกับน้ำแม่อิง ทั้งยังมีบรรดาลำรางร่องน้ำลำห้วยที่มีลำธารไหลมาจากภูเขาต่างๆ อีกด้วย

ก่อนปี 2484 หนองกว๊านจะมีน้ำมากเฉพาะฤดูฝน (กรกฎาคม-พฤศจิกายน) หลังจากนั้นน้ำจะลดลงเรื่อยๆ จนเหลือแต่ลำคลองหรือแม่น้ำที่ไหลลงกว๊านน้อยกับกว๊านหลวงเท่านั้น ส่วนหนองกว๊านทางใต้กับทางเหนือน้ำจะแห้งขอดจนเดินข้ามได้สะดวก ชาวบ้านที่อยู่ตามชนบทฝั่งตรงข้าม สามารถเดินทางไปมาเข้าสู่ตัวเมืองพะเยาได้อย่างสะดวกและมักจะนำพืชผลสินค้าทางเกษตร เช่นจำพวก ข้าว ครั่ง บรรทุกเกวียนมาขาย ส่วนแม่ค้าก็จะหาบของมาขายเช่นจำพวกของป่า และพืชผักต่างๆ มาขายที่ตลาดในเมืองตอนเช้า

แต่เมื่อเมืองขยายตัว ประชากรเพิ่มขึ้น ก็เกิดปัญหาตามมานั่นคือ การขาดแคลนน้ำ ปี 2447 ทางราชการคิดแก้ปัญหาโดยจะย้ายเมือง ไปอยู่บริเวณบ้านแม่ต๋ำหล่ายอิง แต่พื้นที่ๆ จะอพยพไปอยู่นั้นเป็นชุมชนของพวกเงี้ยว ความบาดหมางและความหวาดกลัวจากกรณีเหตุการณ์กบฏเงี้ยวก่อการจลาจลในภาคเหนือเมื่อปี 2445 ยังไม่จางหาย จึงทำให้ประชาชนในเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวพื้นเมืองไม่ค่อยยอมอพยพไปอยู่ในพื้นที่ใหม่

เมื่อการย้ายเมืองไม่ประสบผลสำเร็จ ประชาชนยังต้องเผชิญกับปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคไปอีกหลายปี แต่การขาดแคลนน้ำให้เกิดอาชีพใหม่เกิดขึ้นคือ อาชีพขายน้ำ จะมีชาวบ้านไปตักน้ำที่บ่อกลางกว๊าน ใส่ปี๊บบรรทุกเกวียนไปขายในตัวตลาด

ระหว่างปี 2482-84 ราชการได้สร้างทำนบและประตูน้ำกั้นขวางน้ำแม่อิง บริเวณส่วนที่ไหลออกจากหนองกว๊านทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อระดับน้ำถูกควบคุมโดยการปิด-เปิดประตูน้ำ จึงทำให้หนองน้ำธรรมชาติเปลี่ยนสภาพเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จากหนองกว๊านย่อยๆ รวมกันเป็น “กว๊านพะเยา”

ชาวบ้านกำลังตักน้ำในบ่อกลางกว๊าน บรรทุกไปขายในตัวเมืองพะเยา (ภาพจาก หนังสือภาพ “เมืองไทย” กรมโฆษณาการปีที่ 1 เล่มที่ 4 ตุลาคม 2484)

5
การก่อสร้างโค้งไม้สะพานทาชมภู จังหวัดลำพูน พ.ศ. 2462

รหัสเอกสาร ร.6 คค 5.3/8

6
เปิดประวัติศาสตร์ดินแดน "โยนกนคร-เวียงกุมกาม" | ตำนาน ชุด ความเชื่อ | 27 ม.ค. 61

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=5Zla5srTiXY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=5Zla5srTiXY</a>
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=kSta7Ry3flc" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=kSta7Ry3flc</a>
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=KrfSJwSlDhY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=KrfSJwSlDhY</a>
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=JcDo3ryfZjA" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=JcDo3ryfZjA</a>

7
เวียงหนองหล่ม อดีตสู่อนาคต : พลิกปมข่าว (2 ธ.ค. 62)

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=YLpSq8P_rQ0" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=YLpSq8P_rQ0</a>

8
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=tvsGaUtJJAU" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=tvsGaUtJJAU</a>

เวียงหนองล่อง จากตำนานสู่การตั้งถิ่นฐาน และเมืองหน้าด่านในดินแดนล้านนา I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.153

9
สุวรรณโคมคำ เมืองในตำนาน ริมฝั่งโขง สปป.ลาว I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.130

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=VBWJNvGLnro" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=VBWJNvGLnro</a>

ลุ่มน้ำโขง-กก ในแอ่งที่ราบเชียงแสน ต่อเนื่องถึง สปป.ลาว  ปรากฏบ้านเมืองตามตำนานอยู่หลายแห่ง บ้านเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อเนื่องกันหลายยุคสมัย เช่น โยนกนาคพันธุ์  หิรัญเงินยางนคร รวมถึงเชียงแสน  ซึ่งนักประวัติศาสตร์ได้ตั้งข้อสมมุติฐานถึงที่ตั้งเมืองเหล่านั้นไว้หลากหลาย บ้างก็ชัดเจน  บ้างก็คลุมเครือ

   อย่างไรก็ตาม ยังมีเมืองที่เก่าแก่ที่ปรากฏในตำนานอีกแห่ง นั่นคือ "สุวรรณโคมคำ"  ซึ่งระบุว่าตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ของสปป.ลาว ในปัจจุบัน
    จากหลักฐานร่องรอยเมืองโบราณริมโขง ที่ยังปรากฏคูนำ้คันดินชัดเจน รวมทั้งหลักฐานโบราณคดีต่าง ๆ ที่พบมากมาย ทั้งในแม่น้ำโขง และพื้นที่บ้านต้นผึ้งในปัจจุบัน  พอจะเป็นร่องรอยการมีอยู่จริงของเมืองสุวรรณโคมคำในตำนานได้หรือไม่

    ค้นหาคำตอบไปพร้อมกับ "ประวัติศาสตร์นอกตำรา" ตอน "สุวรรณโคมคำ ข้ามโขงสู่เมืองในตำนาน"

10
ลัวะ คือเจ้าของดินแดนเดิม ต้นทางรากเหง้าแห่งอารยธรรมล้านนา I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.146

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=RkMfAsRPaOg" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=RkMfAsRPaOg</a>

11
ล้านนา บนแผนที่ชีวิตที่ไม่เคยสูญ : Spirit of Asia

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=p614QrTWMJc" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=p614QrTWMJc</a>

12
ศึกเกลือเมืองน่าน ศึกล้านนา-อยุธยา การช่วงชิงเกลือ เพื่อความมั่งคั่งแห่งราชอาณาจักร

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=6hzatluX-_c" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=6hzatluX-_c</a>

13
วัดส้มสุก แหล่งจารึกมากที่สุดของไทย โบราณสถานใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ บนที่ราบฝาง

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=gwh0GJ0LyOY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=gwh0GJ0LyOY</a>

ปริศนาโบราณคดีแห่ง "วัดส้มสุก" อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ หลังการขุดแต่งทางโบราณคดีครั้งใหญ่ช่วยเผยสิ่งที่ซ้อนเร้นอยู่ใต้พูนดิน และราวป่า ไม่เพียงนักโบราณคดีจะพบว่า ที่นี่คือศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ แต่ยังต้องตกตะลึงกับจารึกบนก้อนอิฐมากกว่า 2,000 ชิ้น  ซึ่งยังไม่สามารถระบุถึงวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนได้ นอกจากนี้ ท่ามกลางซากโบราณสถาน ยังพบอาคารอีกบางส่วนที่ยังเป็นปริศนา รอการตีความถึงประโยชน์ใช้สอยต่อไป ใครคือผู้สร้างศาสนสถานอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ให้เกิดขึ้นท่ามกลางแอ่งที่ราบฝาง แอ่งอารยธรรมเก่าแก่ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสถาปนาอาณาจักรล้านนา ยังคงมีอีกหลายคำถามเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีส้มสุกที่ยังรอคอยการค้นคว้าทางโบราณคดีต่อไปอีกมากในอนาคต

ขอขอบคุณช่องยูทูป ประวัติศาสตร์ นอกตำรา

14
เมืองเนรเทศ แห่งล้านนา กำจัดศัตรูการเมือง สู่ดินแดนอันไกลโพ้น I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.121

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=a3x5n67i1m0" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=a3x5n67i1m0</a>

15
ผีหลวงอารักษ์​ เมืองเชียงราย 9 ต๋น

1.พญาคงคำฮ้อย (เจ้าแห่งผีเม็ง)

2.พญาส้อยคอคำ (เจ้าแห่งผีนาค)

3.พญานิลดำสวาด (เจ้าแห่งผีแมน)

4.พญาหมวกขาวขอยคำ

5.พญาแถนคำสักสวาก

6.พญาพรหม​ฮาดห้าวหาญ​ (พระเจ้าพรหม)

7.พญามังฮายขานข่ามกล้า (พระเจ้ามังราย)

8.พญาเจืองฟ้าธัมราช (น่าจะพญาเจืองธรรมมิกราชพะเยา)

9.พญาครามอาดโอภา

หน้า: [1] 2 ... 41