แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ฮักล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 48
1
ณ พระธาตุช่อแฮ่ จังหวัดแพร่ รูปถ่ายต้นฉบับ : พระครูเจ้าศรีวิชัย ตนบุญใหญ่แห่งแดนล้านนา

ขอบคุณภาพจาก ตังกวย แซ่ลิ้ม

2
ย้อนรอย "เงินแถบ" และจุดเปลี่ยนเหรียญกษาปณ์ในล้านนา จาก "เงินหัวหมด" สู่เงินบาทไทย

​รู้หรือไม่? เมื่อ 100 ปีก่อน คนล้านนา เชียงใหม่ ไม่ได้ใช้เงินบาทเป็นหลักในการซื้อขายของในตลาด แต่ใช้ "เงินรูปีอินเดีย" หรือที่เรียกกันติดปากว่า "เงินแถบ" เป็นสกุลเงินหลัก!

- ทำไมต้อง "เงินแถบ"?
ย้อนไปในยุคที่อังกฤษเข้ามายึดครองพม่าเป็นอาณานิคม อังกฤษได้นำเงินรูปีจากโรงกษาปณ์ในอินเดียเข้ามาใช้ในพม่า ด้วยความที่เหรียญมีมาตรฐาน น้ำหนักแม่นยำ และมีจำนวนมาก พ่อค้าพม่าและกลุ่มคนในบังคับอังกฤษที่เข้ามาทำไม้สักในล้านนา จึงนำเงินรูปีเข้ามาใช้จ่ายจนแพร่หลาย ชาวล้านนาจึงเรียกเหรียญเหล่านี้ว่า "เงินแถบ"

- รู้จัก "เงินกระจ๊ม" และ "เงินหัวหมด" เหรียญรูปีที่เข้ามามีหลายรุ่นตามพระพักตร์ของกษัตริย์อังกฤษ
- เงินแถบหัวหนาม: เหรียญรูปพระนางเจ้าวิคตอเรียสวมมงกุฎ
- เงินกระจ๊ม: เหรียญรูปพระนางเจ้าวิคตอเรีย (ด้วยพระสิริโฉมงดงาม)
- เงินหัวหมด (หรือเงินหัวล้าน): เหรียญรูปพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ซึ่งเป็นเหรียญที่นิยมมากเพราะเนื้อเงินบริสุทธิ์ แต่เนื่องจากพระองค์มีพระชนม์มากและพระเกศาบาง ชาวบ้านจึงเรียกว่า "เงินหัวหมด"

- ภารกิจเปลี่ยนผ่าน: สู่เงินบาทไทย
ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ คุณหลวงสงวนราชทรัพย์ (สงวน สุภาภา) ย้ายมาดำรงตำแหน่งคลังจังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2479 ท่านเห็นว่า "เมืองเชียงใหม่ไม่ใช่เมืองพม่า" จึงจัดโครงการเปลี่ยนระบบเงินตรา โดยไปเบิกเหรียญกษาปณ์ไทยมาเต็มตู้รถไฟ!

​ท่านสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปตั้งโต๊ะแลกเหรียญที่ตลาดวโรรส จนพ่อค้าแม่ค้าเริ่มหันมาใช้ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ไทยแทนเงินรูปี และในเวลาไม่ถึงเดือน "เงินแถบ" ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากตลาดเชียงใหม่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

- เกร็ดประวัติศาสตร์ล้านนา
หากเปรียบเงินตราเป็นเครื่องบ่งชี้อำนาจ ในอดีตล้านนาใช้เงินมาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่หอยเบี้ย, เงินเจียง, เงินธ็อกดอกไม้, จนมาถึงยุคเงินแถบ สะท้อนถึงการปะทะสังสรรค์ทางการค้าและวัฒนธรรมที่เข้มข้นตลอดหลายศตวรรษ
​ร่วมสืบสานประวัติศาสตร์ล้านนาผ่านเรื่องราวเงินตรา เพื่อความเข้าใจในรากเหง้าของเศรษฐกิจท้องถิ่นของเรา

ขอบคุณข้อมูลจาก: ธนาคารแห่งประเทศไทย, หนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ หลวงสงวนราชทรัพย์(สงวน ศุภาภา), นวรัตน์ เลขะกุล (หนังสือเงินตราล้านนา), และ Jirakarn Supanarat

3
พระเมืองไชยราชา (เจ้าหนานอินทรศ เถินบุรินทร์) เจ้าเมืองเถินองค์สุดท้าย และเป็นผู้ว่าราชการบริเวณเมืองเถินบุรี (ผู้ว่าราชการจังหวัดเถินบุรี) เพียงคนเดียว ก่อนที่ทางการจะยกเลิก และยุบจังหวัดเถินบุรีเป็นอำเภอ ขึ้นตรงกับจังหวัดลำปาง พระเมืองไชยราชา เมื่อ พ.ศ 2426 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระไชยเมืองเถิน และเมื่อเจ้าเมืองเถินองค์ก่อนวายชนม์ จึงได้รับการรับรองแต่งตั้งจากกษัตริย์สยาม ให้เป็น "พระเมืองไชยราชา" ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเถิน ตั้งโฮงหลวง หรือคุ้มหลวง อยู่บ้านท่าหลวง ต.เถินบุรี

ขอขอบคุณเพจ เมืองเถิน นครลำปาง

4
รับชมวีดีโอได้ที่ Youtube : https://www.youtube.com/watch?v=nWQzE9UgVmU

เวียงท่ากาน เมืองโบราณหริภุญชัย โบราณสถานเวียงท่ากาน ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ลงมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 30 กิโลเมตร  และห่างจากลำพูน ศูนย์กลางเดิมของแคว้นหริภุญชัยมาราว 15 กิโลเมตร

   เอกสารประวัติศาสตร์ในยุคล้านนา เวียงท่ากานปรากฏชื่ออยู่ใน “พงศาวดารตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่”  เรียกว่า  “เวียงพันนาทะการ”   

    อย่างไรก็ตาม จากการปฏิบัติงานด้านโบราณคดีของกรมศิลปากรในพื้นที่เวียงท่ากานเมื่อกว่า 40  ปีมาแล้ว พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่วัฒนธรรมหริภุญชัย ราวพุทธศตวรรษที่ 14      เช่น พบโครงกระดูกและชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ทั้งเพศชายและเพศหญิงประมาณ 60 โครง  ทุกโครงถูกจัดอยู่ในท่านอนงอเข่า ลักษณะช่วงขามีร่องรอยที่แสดงถึงการมัด  และคาดว่าน่าจะมีการตัดเส้นเอ็นร่วมด้วย 

    ไม่เพียงการพบโครงกระดูกมนุษย์ แต่จากการขุดค้นทางโบราณคดีในปี 2556 ยังพบหลักฐานชิ้นสำคัญ นั่นคือโครงกระดูกม้าอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ในยุคหริภุญไชยตอนกลาง  นับเป็นโครงกระดูกม้าที่มีความสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีพบในประเทศไทย

     เวียงท่ากานยังพบโบราณวัตถุชิ้นสำคัญนั่นคือ  “โถลายคราม” สมัยราชวงศ์หยวน ภายในบรรจุเถ้ากระดูก  มีอายุเก่าแก่ประมาณ 700 ปี นับเป็นเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์หยวนในสภาพสมบูรณ์ที่พบเพียงไม่กี่ชิ้นในประเทศไทย และยังแสดงถึงความสำคัญของเวียงท่ากานในอดีตได้เป็นอย่างดี

   นับจากปี 2532 เป็นต้นมา กรมศิลปากรเริ่มลงพื้นที่ขุดแต่งโบราณสถานเวียงท่ากานจำนวน 6 แห่ง  จนถึงปัจจุบันแล้วเสร็จทั้งสิ้นจำนวน 27  แห่ง ทั้งในเขตกำแพงเมือง และนอกกำแพงเมือง

      เวียงท่ากาน นับเป็นเมืองโบราณเพียงไม่กี่แห่งในล้านนาที่อยู่ในช่วงเวลาร่วมสมัย และช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านจากรัฐหริภุญชัยถึงสมัยล้านนาแบบไร้รอยต่อ  ช่วยทำให้เรามองเห็นพัฒนาการยุคแรกเริ่มของล้านนาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น  แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการค้นหาอดีตที่ยังคงต้องการคำตอบอีกมากมายในอนาคต

ขอขอบคุณรายการ ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.294

5
ยุคมืดล้านนา 216 ปี ใต้เงาพม่า I ประวัติศาสตร์นอกตำรา

รับชมที่ Youtube : https://www.youtube.com/watch?v=9_c9QsFc00s&t=40s

เส้นทางประวัติศาสตร์ของล้านนาไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะหลังการล่มสลายลงของราชวงศ์มังรายที่ปกครองล้านนาเชียงใหม่เป็นเวลา 262 ปี ล้านนาต้องตกเป็นประเทศราชของพม่ายาวนาน 216 ปี  กระทั่งสามารถขับไล่พม่าออกไปจากล้านนาได้สำเร็จด้วยการสนับสนุนจากสยามในปี พ.ศ. 2347   ก่อนจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ภายใต้ปกครองของราชวงศ์ “ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน”
    มีเอกสารมากมายที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ล้านนาเชียงใหม่ แต่น่าแปลกที่ตลอดระยะเวลาที่พม่าปกครองล้านนา กลับมีบันทึกหลักฐานต่าง ๆ ไม่มากนัก อีกทั้งยังกระจัดกระจาย ทำให้กลายเป็นยุคที่เต็มไปด้วยคำถามในทางประวัติศาสตร์ว่า เกิดอะไรขึ้นกับล้านนาเชียงใหม่ในห้วงเวลานั้นบ้าง
      ห้วงเวลาภายใต้อำนาจพม่าที่ยาวนานถึง 216  ปีนี้เอง ถูกขนานนามว่า “ยุคมืดแห่งล้านนา”   ที่ดูเสมือนหนึ่งเกิดกลียุค ความวุ่นวายสับสน ความเสื่อมโทรม จนบ้านเมืองถูกทิ้งร้างไป  แต่ในความเป็นจริงแล้ว จากหลักฐานเอกสาร และโบราณคดีเท่าที่พบวันนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด
       ล้านนาภายใต้พม่ามีทั้งยุครุ่งเรือง และถดถอย ทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายการปกครองที่ปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขการเมืองท้องถิ่นในล้านนา  รวมทั้งการเมืองภายในของพม่าเองด้วย 
     “ยุคมืด” ที่แท้จริงของล้านนา จึงน่าจะหมายถึงการขาดแคลนซึ่งหลักฐานเอกสารและโบราณคดี   จนทำให้เกิดช่องว่างทางประวัติศาสตร์ในช่วงที่พม่าปกครองล้านนา ซึ่งวันนี้ยังคงต้องการคำตอบที่คงค้างคาอีกมากมาย

ขอขอบคุณรายการประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.293

6
คณะครูและนักเรียนโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ถ่ายภาพร่วมกันเนื่องในวันปิยมหาราช บริเวณหน้าโรงเรียน ซึ่งในช่วงนั้นตรงกลางโรงเรียนเป็นรั้วทางเข้าโรงเรียน ถ่ายประมาณปี พ.ศ.2493

ขอขอบคุณภาพจาก อภิชิต ศิริชัย

7
ถนนพหลโยธิน และต้นตะเคียนคู่ สันทราย เมืองเชียงราย พ.ศ.2516

8
๑๘ พฤศจิกายน วันสถาปนาพระเจ้านครน่าน

วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ร.ศ.๑๒๒ (พ.ศ.๒๔๔๖) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โปรดเกล้าฯให้พระยาศรีสุนทรโวหาร เจ้ากรมพระอาลักษณ์อ่านประกาศตั้งเจ้านครเมืองน่านเปนพระเจ้านครเมืองน่านจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลั่งน้ำสังข์แลทรงเจิมแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานสุพรรณบัตรตั้งให้เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชเจ้านครเมืองน่านเปนพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครเมืองน่าน แล้วทรงโปรดเกล้าฯให้เจ้าพนักงานสวมเสื้อครุยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช แลทรงสวมชฎาพระราชทานแล้ว เจ้าพนักงานเชิญเครื่องยศต่างๆที่เปนของพระราชทานมอบให้พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ อาทิ สังข์เลี่ยมทองคำ หีบหมากไม้แดงหุ้มทองคำลงยา กากระบอกทองคำ กระบี่ฝักทองคำศรีษะนาคลงยา เสื้อเยียรบับ ผ้านุ่งเยียรบับ ผ้านุ่งเขียนทอง เจียรบาต

ขอขอบคุณเพจ น่านบ้านฉัน by ดอย สักก์สีห์

9
ถนนสิงหไคล หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย พ.ศ.2496 ยามเย็นในฤดูหนาว ขวามือคือทางลงไปข้าม “ขัวแตะ” ไปยังเกาะลอย ปัจจุบันคือที่ตั้ง สนง.กศน.จังหวัด และห้องสมุดประชาชน

ขอขอบคุณ อภิชิต ศิริชัย

10
พ.ศ.2479 รัฐบาลไทยได้มีการสร้างโรงพยาบาลของรัฐฯ ตามแนวตะเข็บพรมแดน และที่เชียงรายเป็นแห่งที่ 3 รองจากจังหวัดระนองและนครพนม ธงชาติไทยยังใช้ธงช้างเผือกประจำชาติ จึงมีการตั้งสถานที่ราชการและปักธงไตรรงค์ ให้ต่างชาติรู้ว่าเป็นแผ่นดินไทย

พิธีวางศิลาฤกษ์ในวันนั้น ชาวเชียงรายได้เห็นธงชาติไทยดังที่เห็นที่ปรำพิธีหรือผามหลวง ผู้คนที่มาร่วมงานแต่งกายแบบสากล ชุดสูทขาว คหบดี กางเกงแพรเสื้อราชปะแตน ส่วนสามัญชนยังใส่กางเกงขาก๊วยเสื้อแขนสั้น แต่ไม่ลืมใส่หมวกสักราช ตามวัฒนธรรมตะวันตกที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในเมืองเชียงราย

ก่อนหน้านี้ เชียงรายมีโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค ที่สร้างโดยมิชชันนารีชาวต่างชาติ เป็นโรงพยาบาลแห่งแรก หลังจากนี้ชาวเชียงรายจึงเรียกโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค ว่า "โฮงยาฝรั่ง" และ โรงพยาบาลเชียงรายฯ ว่า "โฮงยาไทย" นับแต่นั้น

ขอขอบคุณ คุณอภิชิต ศิริชัย

11
โรงเรียนกุงหมิน (โรงเรียนศึกษาศาสตร์ โรงเรียนพณิชยการเชียงราย และวิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการเชียงราย) ถ.สนามบิน ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย
.
พ.ศ.2472 เถ้าแก่เชาว์ พงษ์สุวรรณ เถ้าแก่สี โตไพบูลย์ (เถ้าแก่สี่) คุณมายิ่งซัน ศิลาพงษ์ คุณฟุ่น อุดมทรัพย์ และเถ้าแก่กวง แซ่เตีย ได้อุทิศที่ดินเพื่อให้มีการเรียนการสอนภาษาจีน ได้ขออนุญาตจากทางราชการเปิดโรงเรียนจีน ชื่อว่าโรงเรียน ลี่เม้งฮกเก๋า เพื่อนักเรียนไม่ต้องไปเรียนภาษาจีนยังฝั่งท่าขี้เหล็ก และเปลี่ยนชื่อโรงเรียนอีกครั้ง ชื่อว่า โรงเรียน กงลิกงหมิงเซี๊ยเซี่ยว (ชาวเวียงเชียงรายมักพูดว่า โรงเรียนกุงหมิน) ต่อมาคือ โรงเรียนศึกษาศาสตร์ เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนพณิชยการเชียงราย และเปลี่ยนชื่อเป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการเชียงราย จนถึงปัจจุบัน 2568)

ภาพ : นักเรียนกงลิกงหมิงเซี๊ยเซี่ยว ประมาณปี พ.ศ.2493 โดยอาคารที่เห็นด้านหลัง ทางขวามือคือตึกโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ซึ่งโรงเรียนทั้ง 2 มีรั้วติดกัน

ขอขอบคุณ อภิชิต ศิริชัย

12
โรงเรียนการช่างสตรีเชียงราย พ.ศ.2495 (ก่อตั้ง พ.ศ.2481) ปัจจุบันคือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ถ.ธนาลัย อ.เมือง จ.เชียงราย

13
โรงเรียนอนุบาลเชียงราย ถ.อุตรกิจ อ.เมืองเชียงราย พ.ศ.2498 จุดที่ยืนถ่ายภาพคือทางออกข้างหอประวัติศาสตร์ฯ 750 ปี (ด้านหลังศาลากลางจังหวัดเชียงราย หลังที่ 1)

ขอขอบคุณ อภิชิต ศิริชัย

14
นักเรียนโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ถ่ายภาพกับรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับนำมาโชว์ในงานกีฬาสีของโรงเรียน ถ่ายประมาณปี พ.ศ.2501 โดยในช่วงปี พ.ศ.2501 รถมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่จะเป็นรถยุโรป เช่น ยี่ห้อ Vespa Push MZ BSA ฯลฯ

ขอขอบคุณ อภิชิต ศิริชัย

15
ดรัมเมเยอร์ ร.ร.ดำรงราษฎร์สงเคราะห์ (ชร.2) พ.ศ.2505 สิ่งหนึ่งที่เป็นสีสันของงานกีฬาหรือขบวนแห่ต่างๆ ก็คือขบวนดุริยางค์ โดยเฉพาะส่วนสำคัญที่นำขบวนดุริยางค์ก็คือ ดรัมเมเยอร์ ในภาพคือขบวนดุริยางค์ของโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่รั้วโรงเรียนยังเป็นสังกะสี

ขอขอบคุณ อภิชิต ศิริชัย

หน้า: [1] 2 ... 48