แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Messages - ฮักล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 37
1
ภาพเก่ามากๆ ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา ไม่ทราบปีที่ถ่าย

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านเคยกล่าวว่า

"หากพระในเมืองเชียงใหม่ทั้งปวง ประพฤติธรรมตามสมควรแก่ธรรม เยี่ยงพระครูบาศรีวิไชยนี้ได้ การพระศาสนาในเชียงใหม่จะเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้อีก สักเพียงไหนหนอ"

2
บางข้อมูลเขียนแบบนี้ เจ้าสิงห์ชัย ณ เชียงตุง

เจ้าสิงห์ไชย ณ เชียงตุง เป็นราชบุตรของ เจ้าก้อนแก้วอินแถลง กับ เจ้านางบัวทิพย์หลวง มีพระพี่น้องที่เกิดจาก เจ้านางบัวทิพย์หลวง รวม 5 องค์

- เจ้านางแว่นแก้ว ณ เชียงตุง ( ได้เป็น มหาเทวี เจ้าฟ้าลอกจอก)

- เจ้านางสุคันธา ณ เชียงตุง (ได้สมรสกับ เจ้าอินทรนนท์ ณ เชียงใหม่ ราชบุตรของ พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ ณ เชียงใหม่)

- เจ้านางแว่นทิพย์ ณ เชียงตุง (ได้เป็นชายาของ เจ้าฟ้าแสนหวี ภายหลังได้หย่าร้าง)

- เจ้าสิงห์ไชย ณ เชียงตุง (ในรูป ได้ชายา เป็นบุตรสาวของพ่อค้าอัญมณี ชาวพม่า)

- เจ้าแก้วมาเมือง

3
จุดสิ้นสุดระบบ “เจ้าผู้ครองนคร” เมื่อเจ้าจักรคำขจรศักดิ์เมืองลำพูน พิราลัย พ.ศ. 2486
ผ่านมาแล้ว 76 ปีที่เจ้าจักรคำขจรศักดิ์เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 10 เจ้าหลวงเมืองลำพูนองค์สุดท้ายพิราลัย ได้เห็นในเว็บไซต์ SILPA-MAG.COM ลงเรื่องที่น่าสนใจจึงได้นำให้ได้อ่านและได้นำภาพเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์มาให้ชมกันครับ ไม่ได้อธิบายข้อมูลได้ภาพนะครับเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์สังเกตุได้คือท่านใส่แว่นตาเกือบทุกภาพมีอยู่ภาพเดียวที่ไม่ใส่แว่นตา
เผยแพร่ วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2562
นับตั้งแต่ราชวงศ์ทิพย์จักรปลดแอกล้านนาจากพม่า และเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีราว พ.ศ. 2317 เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ “เจ้านายฝ่ายเหนือ” มีอำนาจในการปกครองตนเองค่อนข้างมาก ดำรงฐานะเป็น “เจ้าประเทศราช” ที่ต้องส่งบรรณาการถวายพระมหากษัตริย์รัฐสยามอยู่เสมอ กระทั่งรัฐสยามปรับปรุงระบอบการปกครอง รวบอำนาจเจ้าประเทศราชและผนวกดินแดนล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม โดยกว่าระบอบเจ้าประเทศราชถึงกาลสิ้นสุดลงก็เมื่อ พ.ศ. 2486

เนื่องจากล้านนามีการรวมตัวแบบรัฐหลวม ๆ สานสัมพันธ์ด้วยระบอบเครือญาติ เจ้าประเทศราชในล้านนาจึงดำรงตำแหน่งเป็น “เจ้าผู้ครองนคร” โดยแบ่งออกเป็น 3 สายหลักคือ สายราชวงศ์ทิพยจักรหรือเจ้าเจ็ดตนที่ครองเมืองเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง สายราชวงศ์แพร่หรือเทพวงศ์ และราชวงศ์น่าน (บ้างเรียกกาว, ภูคา) เจ้านายฝ่ายเหนือสามารถปกครองตนเองในระดับหนึ่ง กระทั่งถูกลดบทบาททางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา ฯลฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริปฏิรูปการปกครอง

อ่านเพิ่มเติม : “เจ้าพ่อทิพย์ช้าง” ต้นวงศ์ “เจ้าเจ็ดตน” ผู้ปลดแอกลำปางจากพม่า แต่ภายหลังกลับสวามิภักดิ์พม่า?

เจ้านายฝ่ายเหนือถูกลดบทบาทเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 กระทั่งมีปัญหาประการสำคัญคือ เจ้านายฝ่ายเหนือที่เป็นเจ้าผู้ครองนครหรือ “เจ้าหลวง” ในแต่ละเมืองนั้นถึงแก่พิราลัยไปหลายพระองค์ ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครจึงว่างลงเนื่องจากต้องรั้งรอให้รัฐสยามเป็นผู้แต่งตั้งขึ้นปกครอง แม้ในทางการเมืองและเศรษฐกิจนั้น เจ้าผู้ครองนครแต่ละเมืองจะไม่มีบทบาทใด ๆ อีกต่อไปแล้วก็ตาม

กรมพระนครสวรรค์วรพินิตมีพระดำริว่าควรยกเลิกการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครในล้านนา เพราะตำแหน่งนี้หมดความสำคัญลงไปแล้วและชาวบ้านในท้องถิ่นก็ไม่นิยม ขณะที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระดำริว่าการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่อาจให้เงินเดือนหรือเงินปีเท่าเดิมได้ ซึ่งเรื่องเงินเดือนนี้สร้างปัญหาต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากเจ้านายฝ่ายเหนือสูญเสียอำนาจการเก็บภาษีและไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ก็ประสบปัญหาหนี้ท่วมตัวจึงต้องหวังพึ่งให้รัฐบาลสยามช่วยเหลือ ขณะที่รัฐสยามเองก็จำต้องตัดค่าใช้จ่ายลงเช่นกัน

รัชกาลที่ 7 มีพระราชดำริให้ล้านนาเป็น “ไทย” ตามพระราชดำริว่า “…แต่รัฐประศาสนของเรานั้นต้องการให้ลาวเปนไทยมากกว่าที่จะให้คงเปนลาว เจ้าลาวที่ตั้งนั้นอยากจะคิดเลิกทีละเล็กทีละน้อย จนไม่เหลือเลยคงเปนแต่สกุลไทยอันมีชื่อเสียง…” และ “…เราจะยังตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครต่อไปหรือจะมีหนทางอื่นที่จะจัดการปกครองให้เข้ารูปเหมือนส่วนอื่น ๆ ในราชอาณาจักร เพื่อสภาพเอกชาติโดยหาหนทางอื่นที่จะยกย่องวงศ์สกุลของเจ้านายภาคพายัพนี้ไว้ให้สมแก่ความชอบในชั้นเดิมนั้น…”

ที่ประชุมอภิรัฐมนตรีจึงมีความเห็นว่า จะเปลี่ยนตำแหน่งจากเจ้าผู้ครองนครเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด การเลือกผู้ว่าฯ ให้เลือกเจ้านายฝ่ายเหนือก่อน หากไม่มีผู้สมควรจึงแต่งตั้งข้าราชการสยามตามความเหมาะสม ส่วนเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นอันจะเป็นการเชิดชูเกียรติยศและความจงรักภักดีที่มีมาแต่เก่าก่อนนั้นจะให้ขึ้นอยู่กันพระราชวินิจฉัยและพระมหากรุณาของรัชกาลที่ 7 ที่จะทรงพระกรุณาพระราชทานมากน้อยเท่าใด

หลังจากรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ กลับจากการประพาสมณฑลพายัพ ทรงเรียกประชุมเสนาบดีสภาเรื่องการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนคร สรุปได้ว่า หากเจ้าผู้ครองนครคนปัจจุบันถึงแก่พิราลัย จะไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครอีกต่อไป โดยจะทรงชุบเลี้ยงเจ้านายฝ่ายเหนือตามความดีความชอบเพื่อเปลี่ยนเมืองในล้านนาให้เป็นเหมือนกับเมืองอื่น ๆ ในพระราชอาณาเขตทั้งหมด นอกจากตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครแล้ว ยังรวมถึงตำแหน่งเสนา 6 ตำแหน่ง อันเป็นรูปแบบการปกครองแต่เดิมของล้านนา หากเจ้านายฝ่ายเหนือดำรงตำแหน่งนี้ถึงแก่กรรม ก็จะไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวสืบต่อไปอีกเช่นกัน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลพายัพ ขบวนรถไฟพระที่นั่งถึงยังสถานีเชียงใหม่
เมืองแพร่ ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่ เจ้าพิริยเทพวงษ์ ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2445

เมืองลำปาง ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมากตั้งแต่ เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2465 ส่วนเจ้าราชบุตร (แก้วเมืองพวน ณ ลำปาง) ที่ดำรงตำแหน่งต่อนั้นเป็นแต่เพียง “ผู้รั้ง” ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร และไม่ได้มีการสถาปนาจากตำแหน่ง “เจ้าราชบุตร” ขึ้นเป็น “เจ้าหลวง” ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นเจ้าผู้ครองนคร

เมืองน่าน ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2474

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐบาลสยามยังคงยึดแนวพระราโชบายของรัชกาลที่ 7 ที่จะไม่แต่งตั้งเจ้านายฝ่ายเหนือขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครอีก แต่กรณีเมืองน่านนั้นแตกต่างออกไป เพราะมีความเสี่ยงในการถูกคุกคามจากฝรั่งเศส และเมื่อ พ.ศ. 2476 มีจดหมายจากเจ้านายและราษฎรเมืองน่านร้องขอให้แต่งตั้งเจ้าราชวงศ์สิทธิสาร ณ น่าน อายุ 70 ปี เป็นเจ้าผู้ครองนครน่านสืบต่อ

คณะราษฎรส่งพระยาจ่าแสนยบดีไปสืบข่าวที่เมืองน่าน จนได้ความเห็นว่าควรจะแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครน่าน แต่ขณะที่กลับมากรุงเทพฯ เกิดรัฐประหารจนทำให้พระยาจ่าแสนยบดีเสียชีวิตโดยไม่ได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม ท้ายสุดรัฐบาลเห็นว่าไม่ควรแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวอีกต่อไป เรื่องนี้จึงเป็นอันยุติ

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2476 ได้ผ่านพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2476 มีผลบังคับใช้เมื่ิอ 9 ธันวาคม 2476 ส่งผลให้ยกเลิกมณฑลพายัพ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นจังหวัดแทน แต่ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครยังคงมีอยู่ในเมืองเชียงใหม่และลำพูน

เมืองเชียงใหม่ ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่ เจ้าแก้วนวรัฐ ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2482 แม้จะมีการเสนอชื่อระหว่างเจ้าราชบุตรที่มีนิสัยซื่อสัตย์แต่ไม่เป็นผู้กว้างขวาง กับเจ้าพงษ์อินทร์ที่สนิทสนมกับมิชชันนารีให้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่พระองค์ใหม่ แต่รัฐบาลสยามมีความกังวลว่าเจ้านายเชียงใหม่จะหันไปใกล้ชิดกับชาติตะวันตก ซึ่งอาจนำความยุ่งยากมาในภายหลัง จึงไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวอีกต่อไป

เมืองลำพูน ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่ เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2486

พลตรีมหาอำมาตย์โท เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ พระนามเดิม เจ้าน้อยจักรคำ ประสูติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2418 ที่คุ้มหลวงนครลำพูน เป็นพระโอรสในเจ้าอินทยงยศโชติกับแม่เจ้ารถแก้ว ดำรงตำแหน่งเจ้าอยู่ครองนครลำพูนตั้งแต่ พ.ศ. 2454-2486

เจ้าจักรคำขจรศักดิ์
เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ก็เฉกเช่นเดียวกับเจ้าผู้ครองนครในล้านนาพระองค์อื่น ๆ ที่ถูกลดบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจไปมาก แม้จะประสบปัญหาด้านการเงินอยู่บ้าง แต่พระองค์ก็ทรงบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์เป็นอย่างดี ทรงบริจาคเงินเพื่อพัฒนาบ้านเมืองโดยตลอด เช่น บริจาคที่ดินสร้างโรงเรียน บริจาคเงินซื้ออาวุธ สงเคราะห์ชาวบ้าน ทำนุบำรุงศาสนา ด้วยพระจริยวัตรและพระกรณียกิจที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลสยามอยู่ตลอดมา พระองค์จึงได้รับการดูแลจากรัฐบาลสยามอย่างดี เมื่อครั้งที่ประชวรด้วยพระโรคเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ ได้เสด็จมารักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราช ในการอุปถัมภ์ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น

ขณะประทับที่โรงพยาบาล ต่างก็มีบรรดาข้าราชการ ผู้สำเร็จราชการ ผู้แทนพระองค์ ฯลฯ มาเยี่ยมอาการเจ้าจักรคำขจรศักดิ์อยู่เสมอ กระทั่งพระอาการมีแต่ทรงกับทรุด จึงทรงขอลากลับไปรักษาพระองค์ที่คุ้มหลวงเมืองลำพูน นายกรัฐมนตรีจึงให้จัดรถไฟขบวนพิเศษจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปส่งเสด็จถึงเมืองลำพูน กระทั่งถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486

การที่เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ถึงแก่พิราลัยและไม่ได้มีการแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครในล้านนา จึงอาจนับได้ว่าระบบเจ้าประเทศราชได้ถึงกาลสิ้นสุดลงไปด้วยอย่างเป็นทางการ แม้ในทางพฤตินัยและนิตินัย ตำแหน่ง “เจ้าประเทศราช” และ “เจ้าผู้ครองนคร” จะหมดบทบาทและความสำคัญลงไปนานแล้วก็ตาม

ราว พ.ศ. 2317 ที่ราชวงศ์ทิพย์จักรและชาวล้านนาเข้าสวามิภักดิ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ล่วงเลยถึง พ.ศ. 2486 ที่เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ถึงแก่พิราลัย เป็นระยะเวลากว่า 170 ปีที่ล้านนาดำรงฐานะเป็นประเทศราช นับแต่นั้นจึงถือได้ว่าล้านนาถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยาม-ไทยโดยสมบูรณ์

อ้างอิง :

พงศาวดารโยนก ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. (2504). กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองรัตน์.

วรเทวี (ณ ลำพูน) ชลวณิช. (2550). ที่ระลึกในงานบูรณะกู่บรรจุอัฐิเจ้าผู้ครองนครลำพูน ชายา และเจ้านายสกุล ณ ลำพูน ณ เชียงใหม่. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. (2560). เปิดแผนยึดล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

สรัสวดี อ๋องสกุล. (2557). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10 กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

บทความเกือบทั้งหมดนี้นำมาจากเว็บไซต์ SILPA-MAG.COM เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2562

ขอขอบคุณเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

4
ภาพถ่ายทางอากาศ โดยคุณบุญเสริม ศาตราภัย เป็นบริเวณสี่แยกข่วงสิงห์ในปี พ.ศ 2512 ซึ่งบริเวณนี้ในอดีตเป็นทุ่งโล่งกว้าง มีบ้านเรือนและตึกสมัยใหม่อยู่บ้างประปราย ถนนเส้นใหญ่ที่เห็นคือถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ส่วนถนนเส้นตัดไปยังอำเภอแม่ริมหรือถนนโชตนายังเป็นถนนสองเลนเส้นเล็กๆ ผ่านมา50ปีความเปลี่ยนแปลงเจริญรุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งจนไม่อาจย้อนกลับได้อีก

ขอบคุณเพจ เรื่องเล่าชาวล้านนา

5
ในประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงใหม่นั้น ลำน้ำห้วยแก้วเป็นทางน้ำสำคัญยิ่ง เพราะเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของเมืองตามความเชื่อภูมิโหราศาสตร์ มาแต่ครั้งที่พระเจ้าเม็งรายสถาปนาเชียงใหม่เป็นราชธานีของล้านนา ด้วยเป็นทางนำน้ำที่ไหลรินจากดอยสุเทพมาเติมเต็มคูเมือง ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคยามสันติ และเป็นแนวป้องกันข้าศึกยามสงคราม

ก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่ห้วยแก้วน่าจะเป็นทางน้ำธรรมชาติที่จะระบายน้ำจากเชิงดอยสุเทพลงสู่แม่น้ำแม่ข่าและแม่น้ำปิง แต่เมื่อสร้างเมืองเชียงใหม่บนที่ราบเชิงดอยสุเทพกับแม่น้ำทั้งสองสาย ห้วยแก้วจึงไหลตามคูอ้อมเมือง

ในแผนที่โบราณจึงพบว่าแนวทางน้ำห้วยแก้วน่าจะเป็นแนวเดียวกับถนนห้วยแก้ว (ในปัจจุบัน) เริ่มจากเชิงดอยสุเทพมาจนถึงสี่แยกโรงแรม (รินคำ) จากนั้นจะแบ่งออกเป็นสองสาย สายแรกยังคงไหลต่อเนื่องตามแนวถนนห้วยแก้ว ผ่านบริเวณหน้ากาดสวนแก้ว จนไปเชื่อมต่อกับคูเมืองตรงแจ่งหัวลิน ก่อนที่จะแยกไปเชื่อมต่อกับแม่ข่าตรงแจ่งศรีภูมิ ส่วนที่เหลือก็ไหลตามคูเมืองไปทางทิศใต้

สายที่สองจะแยกลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ ไปเชื่อมต่อกับคูเมืองตรงบริเวณประตูสวนดอก แล้วก็ไหลตามคูเมืองไปต่อกับทางน้ำอีกสายตรงแจ่งกู่เฮือง ที่จะไหลอ้อมเมืองทางใต้ไปลงแม่ปิง หรือไหลตามคูเมืองทิศใต้ไปบรรจบกันที่แจ่งกะต้ำ ก่อนที่จะไหลตามทางน้ำไปแม่ข่าและแม่ปิง เป็นที่น่าสังเกตว่าด้วยเครือข่ายทางน้ำที่เป็นระบบและสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ทำให้บริเวณนี้ของเมืองเชียงใหม่ไม่เคยเจอะเจอกับอุทกภัยแม้แต่ครั้งเดียว

ในสมัยเมื่อร้อยปีก่อนห้วยแก้วมีน้ำไหลใสสะอาด พระราชชายาเจ้าดารารัศมีจะสร้างพระตำหนักริมห้วยแก้ว (บริเวณใกล้กับกาดสวนแก้วในปัจจุบัน) เพื่อเสด็จลงสรงน้ำและสระพระเกศาในห้วยแก้วทุกวัน เสียดายว่าการขยายผิวจราจรถนนห้วยแก้วนั้นเลือกวิธีถมห้วยแก้ว แล้วฝังท่อระบายน้ำคอนกรีตขนาดเล็กแทน นอกจากจะทำลายสภาพภูมิทัศน์ที่สวยงามร่มรื่นด้วยมีทางน้ำธรรมชาติแล้ว ขนาดท่อก็เล็กไม่สัมพันธ์กับปริมาณน้ำในฤดูฝน จึงนำมาซึ่งปัญหาน้ำล้นเอ่อท่วมถนนและบริเวณสองข้างถนนตลอดมา และเชื่อว่าถ้าเปิดฝาท่อก็จะพบว่าน้ำขุ่นและสกปรก ด้วยท่อระบายน้ำฝนนี้กลายเป็นท่อระบายน้ำเสียจากบ้านเรือน ร้านค้า และศูนย์การค้าในย่านนั้น

แต่ที่เลวร้ายที่สุดคงจะเป็นสาขาที่สองของห้วยแก้ว ที่เริ่มแยกตรงถนนรินคำ แนวทางน้ำน่าจะอยู่กลางพื้นที่ที่เคยเป็นโรงแรม ไหลผ่านบ้านพักอาศัยในย่านนิมมานเหมินท์ที่โด่งดังในปัจจุบัน และคณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทางน้ำนี้ปรากฏว่าเป็นเหตุให้ทางน้ำส่วนใหญ่ถูกถม ส่วนที่เหลือเลยเป็นบ่อน้ำเน่า ที่ร้ายแรงที่สุดคงจะเป็นจุดเชื่อมต่อตรงปลายห้วยแก้วกับคูเมืองตรงประตูสวนดอก ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงงานบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาล

ชะตาชีวิตของห้วยแก้วอาจเหมือนกับสาวน้อยที่เคยสวยใส แต่ถูกชายหนุ่มชื่อเจริญ ก้าวหน้า และ (ทัน) สมัยรุมโทรม จนไม่เหลือเค้าสาวงามแห่งเชียงใหม่ อาจเป็นห้วย (แม่) สายของเทียรี่ คาราบาว กลับบ้านไม่ทันเห็นหน้าแม่

...จึงได้แต่หวังว่าจะมีใครช่วยฟื้นชีวิต “ห้วยแก้ว” ที่ยังเหลืออยู่บ้าง...


ผู้เขียน : ปริญญา ตรีน้อยใส

ภาพนี้ถ่ายโดยชาวต่างชาติในปี พ.ศ.2489 จะเห็นธารน้ำห้วยแก้วชัดเจนขนาบกับถนนที่เป็นเพียงทางเกวียนเท่านั้นและร้างไร้ที่อยู่อาศัย

6
วีรกรรมของเจ้าพ่อทิพพช้าง เมื่อครั้งยิงท้าวมหายศที่วัดพระธาตุลำปางหลวง
จากตำนานเมืองเชียงใหม่ ซึ่งจารึกไว้ในใบลาน มีการเขียนเป็นภาษาไทย แต่คำศัพท์ยังคงเป็นภาษาล้านนาอยู่มาก ข้าฯแปลเอาตามความเข้าใจ แม้นผิดพลาดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ ครับ

ทิพพจักก์วเนจอร(พรานป่า)จึงป่อน(บ่อน=รวมพล)เอาคนดีไว้เนื้อเชื่อใจกัน ๓ คน คือหมื่นยศ ๑ หมื่นชิด ๑ น้อยทะ ๑ ยามเดิก็(ดึก)เวลาคนหลับพร่องยังพร่อง (เวลาคนหลับบ้างยังไม่หลับบ้าง)จึงพากันเข้าแวด(ล้อม)วัดลำพาง(ปางหลวง) จัดแจงคนเฝ้าอยู่ซู่ปะตู(ทุกประตู)มีคำสัญญาไว้ว่า คันเดือดดัง (ถ้ามีเสียงดัง)ทาง(ข้าง)ในเขาแตกออกมา หื้อสู(ให้พวกเจ้า)อยู่นี่แล้วฟันเนิอ(เน่อ) ว่าอั้นบอกแบบนั้นแล้ว)แล้วทิพพจักก์วเนจอรค็(ก็)พาเอาหมื่นยศ หมื่นชิด น้อยทะ คลานดั้นเข้าท่อน้ำ
เขาบ่ฮู้(ไม่รู้)จักว่า ผู้ใด(คนไหน)เป็นท้าวมหายส จิ่งตริ(จึง)ถามว่า เจ้าท้าวมีไหน (อยู่ตรงไหน) ตูข้า(ตัวข้า)เป็นคน(รับ)ใช้ลุกละพูนมา(มาจากลำพูน)ว่าอั้น ยามนั้นท้าวมหายสเหล้น(เล่น)หมากรุกอยู่ ร้องตอบว่า คูมีหนี้ (กูอยู่นี่) จิ่ง(จึง)รู้จักแน่ ทิพพจักก์วเนจอรยกสินาด(ปืนไฟ) ยิงท้าวมหายสท่าวแบลง (ล้มแผ่ลง)แล้วค็ไล่แทงไล่ฟัน เดือดดัง(เสียงดัง)เป็นโกลาหล ชาวเดียว(พวกเดียว)เขาฟันแทงกันก็มี แตกยัดเยียดออกปะตู(ประตู)หมู่คน ๓ ร้อยอยู่ข้างนอก แทงฟันตายเป็นอันมาก แตกกระจัดกระจาย ไล่ติดตามเถิง(ถึง)ปากคลอง (กอง=ถนน)ปล้ำไม้(ฟันต้นไม้)ถมทางเสียแหน้น(แน่น)หนาแล้วพากันกลับคืน เถิง รางสัตต์ (ห้างฉัตร)สักการะปูชายื่นโยงเจ้าอารักข์ขุนตาน แล้วคืนมายอบยั้ง(หยุด)ป่าแก้ว แล้วจิ่งเรียกร้องข้าเจ้าไพร่ไทเจ้านายเท้าขุนสรมณพราหมณ์ หื้อออกมาหาบ้านเมือง หอไผเรือนมัน(สร้างบ้านของตัวเอง) หาไร่หานา บ้านเมืองสุขเกษมชุ่มเอยน(เย็น) ไพร่ยุ(อยู่)ค้า ข้ายุขาย เป็นหว่างเป็นคราวก่อนหั้นแล(เหมือนเมื่อก่อน)....

7
กาดเชียงคำในปี พ.ศ.2481

แอ่วกาด เป็นภาษาพื้นถิ่นพายัพแปลว่า เที่ยวตลาด, ไปตลาด, ไปจับจ่ายแลกเปลี่ยนสินค้าที่ตลาด กาดมีหลายประเภท เช่น กาดเจ๊า เป็นตลาดเช้าตรู่จนถึงสาย กาดแลง เข้าตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ จนถึงเย็นค่ำ ส่วนกาดที่เข้่าตลอดทั้งวันจะเรียกว่า กาดหมั้ว หรือ กาดเริง (เริงปอย = ไปเที่ยวงานปอยทั้งวัน)​ และมีตลาดสัปดาห์หรือแต่ละเดือนจะเข้าตลาดครั้งหนึ่งเรียกว่า กาดนัด (พึ่งมีมาไม่นาน)​ ถ้าเป็นตลาดวัวควาย เรียกว่า กาดงัว กาดควาย นอกจากขายสัตว์แล้วยังมีสินค้ามากมาย

ในบางครั้งกาดจะถูกเรียกตามชื่อบุคคลหรือสถานที่ เช่น กาดอุ้ยทา กาดอุ้ยแก้ว กาดทุ่งฟ้่าบด กาดศรีบุญยืน และกาดขนาดใหญ่ระดับจังหวัดหรืออำเภอมักจะเรียกว่า กาดหลวง

กาดเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมของผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ เป็นพื้นที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ทางด้านอาหารของผู้คนในเมืองนั้นๆ

กาด นอกจากเป็นแหล่งรวมอาหารทุกชนิดแล้ว ยังเป็นศูนย์รวมข่าวสาร จริง/เท็จ ทุกระดับ

รูป : กาดเชียงคำในปี พ.ศ.2481, ดร.โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน, Wisuwat Buroot
เครดิต..ราชอาณาจักรล้านนา.

8
เตาเผาถ่านระหว่างเส้นทางสันทราย-จอมทอง 13 ธันวาคม พ.ศ.2478

เตาดินหรือเตาดินเหนียวก่อ มีรูปลักษณะคล้ายจอมปลวก หรือรูปครึ่งวงกลมทรงรี

ภาพ : เตาเผาถ่านระหว่างเส้นทางสันทราย-จอมทอง 13 ธันวาคม พ.ศ.2478, ดร.โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน, Wisuwat Buroot.

9
คุ้มหลวงลำปางถูกขายทอดตลาด : กรณีเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตถึงแก่พิราลัยใน พ.ศ.2465 และมีหนี้สินจำนวนมาก แม้แต่เครื่องประดับยศหน้าพระศพและเครื่องไทยธรรมได้ถูกบรรดาเจ้าหนี้ยึดไปหมดทำให้ไม่มีเงินในการจัดงานศพ เมื่อรัชกาลที่ 7 ประพาสมณฑลพายัพ ทรงแต่งตั้งพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเป็นประธานกรรมการปลงศพและพระราชทานเงินช่วยเหลือส่วนพระองค์ 2,000 บาท กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงช่วยหาเงินทำศพจากบริษัทป่าไม้ได้อีกจำนวนหนึ่ง รวมกับเงินบริจาคของเจ้าแก้วนวรัฐจึงสามารถจัดงานพระราชทานเพลิงศพให้กับเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตได้ อย่างไรก็ตามหลังจากงานศพของเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต รัชกาลที่ 7 มีพระราชดำริไม่ให้รัฐบาลออกเงินช่วยศพของเจ้าประเทศราชอีกต่อไป

หลังจากงานพระราชทานเพลิงศพ รัชกาลที่ 7 ทรงรับอุปการะเจ้าบุญส่งซึ่งเป็นบุตรคนเล็กของเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตมาเลี้ยงดูในพระบรมมหาราชวังเพื่อฝึกอ่านหนังสือก่อนที่จะส่งไปโรงเรียนมหาเล็กหลวง กรุงเทพฯ อีกทั้งทรงเป็นประธานในพิธีโกนจุกให้กัยเจ้าบุญส่ง ในขณะที่เจ้าบุญสารเสวตร์ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตและเพิ่งกลับจากอังกฤษเนื่องจากไม่มีเงินในการศึกษาต่อ รัชกาลที่ 7 ทรงให้กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธินนำไปฝึกหัดราชการในกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม

ในขณะที่คุ้มหลวงเมืองนครลำปางซึ่งสร้างไว้บนผืนเดียวกับศาลารัฐบาล เมื่อสิ้นเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าราชบุตร(บุตรเขย)​และเจ้าศรีนวล(ธิดาองค์โต)​รับเป็นผู้รับชอบมรดก แต่ไม่สามารถจัดการเรื่องหนี้สินได้ ทำให้เจ้าหนี้ยึดคุ้มหลวงเพื่อนำไปประมูลขายทอดตลาด กรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งรับทราบปัญหาหนี้สินของเจ้านายสกุล ณ ลำปาง ทรงสรุปสถานภาพของบรรดาเจ้านายมณฑลพายัพภายหลังจากสยามเข้าควบคุมการปกครองไว้

คุ้มหลวงเมืองลำปางจึงกลายเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ถูกขายทอดตลาดเพื่อนำไปใช้หนี้ คุ้มหลวงเมืองเชียงใหม่และเมืองน่านก็มีสภาพไม่ต่างกัน อย่างไรก็ตามเจ้าราชวงศ์ซึ่งเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ผู้มีอาวุโสได้พยายามขอยืมเงินรัฐบาลไปประมูลซื้อเพื่อรักษาพระเกียรติยศ เนื่องจากศพของเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตยังคงตั้งอยู่ที่คุ้มและร้องขอให้รัฐบาลเป็นผู้รับซื้อไว้ เรื่องการซื้อคุ้มหลวงลำปางนี้ได้เข้าสู่ที่ประชุมสภาเสนาบดีโดยมีความเห็นต่างกันออกไป ส่วนหนึ่งเห็นว่าการขายคุ้มทอดตลาดจะช่วยให้การแต่งตั้งเจ้าหลวงเมืองลำปางยุติลงและไม่ขัดต่อพระบรมราโชบายที่ไม่ต้องการให้มีเจ้านายอีกต่อไป แต่กรมพระดำรงราชานุภาพและเจ้าฟ้าภาณุพันธุวงศ์วรเดชทรงเห็นว่า รัฐบาลควรซื้อคุ้มดังกล่าวได้เพื่อเป็นการเอาใจเจ้านายและรักษาเกียรติของรัฐบาลสยาม และมีความสำคัญเนื่องจากเป็นที่อยู่ของเจ้าหลวงทุกองค์ อีกทั้งเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตได้ขอไม้หลวงไปซ่อมแซมโดยทรงกังวลว่า ".... ศพเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตยังอยู่ที่คุ้มหลวงนั้น ถ้าต้องรื้อย้ายไปที่อื่นน่สจะลุกลามกระทบกระเทือนความรู้สึกของพวกเจ้าลาว ซึ่งถ้าใครได้ขึ้นำปที่ลำปางจะทราบเหตุการณ์เหล่านี้ได้ดี ซึ่งไม่มีเหยี่ยงอย่างที่จะยกรื้อศพเจ้าประเทศราชจากคุ้มไปไว้ที่อื่น...." ดังนั้น พระองค์ทรงให้พระยาเพ็ชรพิสัยศรีสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รักษาการแทนสมุหเทศาภิบาลพายัพทำเรื่องร้องขัดทรัพย์ต่อศาลมิให้ขายทอดตลาดโดยอ้างของรัฐบาล

(ตัวเรือนแบบบ้านโบราณโคโลนีสองชี้น มีลายฉลุไม้,หน้าต่างเกล็ดแบบที่เห็นหลายแห่งในลำปางยาวไปทางกำแพงเก่าของ
คุ้มข้างกรมที่ดินทาสีเขียว ถ้ายังอยู่จะเป็นอาคารที่อลังการมาก หน้าไม้กระดานทั้งหน้าทั้งกว้างครับแต่ละแผ่น ห้อยผ้าม่านปักลายทั้งผืนวิจิตรประณีต มีอูปแดงตั้งอยู่หลายใบล้วนชั้นฝีมือสูงเชิงช่าง)

หนังสือเปิดแผนยึดล้านนา, ผศ.ดร.เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ

ภาพ : คุ้มหลวงนครลำปาง เพจ : คุ้มหลวงลำปาง ภาพจากเจ้าบุญส่ง ณ ลำปาง

ข้อมูลจาก ราชอาณาจักรล้านนา

10
5 ตุลาคม 2465 วันพิราลัย พลตรีมหาอำมาตย์โทเจ้าบุญวาทย์วงมานิตย์

"..... ขะเจ้าจำได้ว่าอาการป่วยเจ้าเฒ่าหลวงทรุดมาตั้งแต่ตะคืน เจ้าญิงศรีนวลเฝ้าในห้องจนแจ้ง สั่งหื้อคนตีก๊องตีกล๋องถวายสุดคืน พอแจ้งแล้วเป็นวันศีลใหญ่ออกวัสสา ปกติในคุ้มหลวงจะต้องเตรียมงานบุญใหญ่ แต่ปีนี้บรรยากาศหมองๆ มองไปทางไหนก็หวิวๆ วันนั้นคนมาเต็มคุ้มหลวง ...พอตอนงายวันศีลนั้นเจ้าเฒ่าหลวงก็เมือเมืองบน คนเฝ้าหน้าแท่นนอนเปิ้นไห้ ลามกันออกไปพากันไห้เต็มคุ้ม ข้าเจ้าก็กอดเจ้าบงไห้ไปตวยเปิ้น....."

จากบันทึก ความทรงจำของ เจ้าบุญศรี สุคำวัง ธิดา เจ้าญิงศรีนวลฯ

วันคล้ายวันพิราลัย พลตรี มหาอำมาตย์โท เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต (เจ้าหนานบุญทวงษ์) เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์ที่ 13

เครดิต : แม่นายเปรม เมืองละกอน

11
แม่สาย คือ เมืองเชียงลาว?

หลังจากการล่มสลายของเวียงโยนกไชยบุรีศรีช้างแส่น ลาวจังราช หรือลาวจง (ซึ่งตามตำนานว่าเกิดโดยโอปปาติกใต้ต้นพุทรา หรือบางตำนานว่าไต่บันไดเงินและทองคำลงมาบริเวณดอยตุง) ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ เรียกราชวงศ์ใหม่นี้ว่าราชวงศ์ลาว

ลาวจังกราช ครองราชย์ในเมืองหิรัญนคร(เงินยาง)​ เชื่อว่าตั้งอยู่บริเวณเมืองโบราณที่เรียกว่า เวียงพานคำ ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สอดคล้องกับที่ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ (ฉบับวัดพระงาม) และตำนานเมืองพะเยา ว่าบริเวณเมืองหิรัญนคร(เงินยาง)​ อยู่แถวๆ แถบแม่น้ำสายและดอยตุงในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ตำนานพื้นเมืองเชียงแสนเป็นหลักฐานเดียวที่กล่าวว่าหิรัญนคร(เงินยาง)​อยู่บริเวณเดียวกับเมืองเชียงแสน ซึ่งมีความน่าเชื่อถือน้อย เพราะหลายๆตำนานระบุว่าพญาแสนพูสร้างเมืองเชียงแสนทับเวียงรอย)

หลังจากนั้นในสมัยลาวเคียง พระองค์ได้ทำการปรับปรุงขยายเขตแนวคูเมืองหิรัญนครเงินยางเพื่อให้เป็นเวียงใหม่ใกล้แม่น้ำละว้า และขนานนามเวียงที่ขยายใหม่นี้ว่า ยางสาย (พื้นเมืองเชียงใหม่ว่าตั้งชื่อเมืองยางเงิน) และทำการเปลี่ยนชื่อแม่น้ำละว้า เป็น #แม่น้ำสาย แสดงให้เห็นว่าสถานที่ตั้งของเมืองหิรัญนคร(เงินยาง)​ ควรอยู่ติดน้ำแม่สายเชิงดอยตุง ไม่ได้อยู่บริเวณเมืองเชียงแสนดังที่เชื่อถือกันในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยสำรวจพื้นที่ “เวียงพางคำ” ของ วรสิทธิ์ โอภาพ ที่พบว่าเวียงพางคำมีแนวคันดินแบ่งเป็น 2 เวียง โดยมีเมืองอยู่แล้ว แนวคันดินเพิ่งสร้างทีหลังเพื่อขยายเขตตัวเมือง (เวียงพางคำจึงควรเป็นหิรัญนคร(เงินยาง)​ ไม่ควรเป็นเวียงสี่ตวง-เวียงพานคำของพระเจ้าพรหม)

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกิดขึ้นเมื่อ พญามังรายขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์ พระองค์ที่ 25 ของหิรัญนคร(เงินยาง)​ เชียงลาว ในปี พ.ศ. 1805 พระองค์ทรงมีแนวพระราชดำริจะรวบรวมแคว้นน้อยใหญ่ในอาณาบริเวณเดียวกันให้เป็นปึกแผ่น

เมื่อพระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้สร้างเมืองเชียงรายและประทับที่นั่น เป็นราชธานีแห่งใหม่ ถือเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์ลาว แห่งหิรัญนคร(เงินยาง)​และเชียงลาว เริ่มต้น ราชวงศ์มังราย แห่งรัฐโยน(ล้านนา)

ข้อมูล : วิกิพีเดีย

รูป : แม่น้ำสายเขตกั้นพรมแดนไทย-เมียร์มา ฝั่งซ้ายคือไทย ฝั่งขวาคือพม่า ถ่ายเดือนธันวาคม 2478 ดร.โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน, เครดิต Wisuwat Buroot

ขอขอบคุณเฟสบุ๊ค ราชอาณาจักรล้านนา

12
ถนนสายเชียงคำ-จุนในอดีตเมื่อพ.ศ. 2478 ในภาพขบวนเกวียนบรรทุกข้าวเปลือกกำลังลงจากดอยกิ่วชุมภู อ.เชียงคำไปบ้านห้วยข้าวก่ำ อ.จุน

จากบันทึกรายงานของ Mr. W.W. Couiter อดีตกงสุลอังกฤษประจำจังหวัดเชียงใหม่ว่า " พะเยาเป็นอำเภอที่มีความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูกข้าว กำลังเจริญเติบโตและมีความสำคัญมากขึ้น มีความเป็นไปได้ที่พะเยาจะทำลายความเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวของลำปาง " จะเห็นว่า ในปีพ.ศ. 2478 ปริมาณการค้าข้าวเปลือกจากอำเภอพะเยาและเชียงคำ ได้ส่งออกข้าวเปลือกไปขายที่ลำปางมีปริมาณมากที่สุดในภาคเหนือ

ภาพที่ 1 ถนนสายเชียงคำ-จุนในอดีต (พ.ศ. 2478) ที่มาของภาพ: Facebook: Disapong Netlomwong
ภาพที่ 2 ถนนสายเชียงคำ-จุน ในปัจจุบัน (พ.ศ.2562)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: "การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในมณฑลพายัพหลังการตัดเส้นทางรถไฟสายเหนือ พ.ศ.2464-2484,พูนพร พูลหาจักร

ข้อมูลจาก เฟสบุ๊คคุณ Kueaphong Chaidarun

13
เมืองเทิง

เมืองไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่อดีตเคยเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงพอสมควร ในสมัยเจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ เป็นเจ้าผู้ครองนคร ในปี พ.ศ. 2331 เดือน 9 ลง 13 ค่ำ เจ้าหลวงอัตถวรปัญโญ พระองค์ได้พา เจ้านาย ท้าว ขุนนาง ในราชสำนัก ลงไปกราบทูล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระมหากระษัตริย์ กรุงรัตนโกสินทร์ ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา เมื่อนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ทรงมีพระมหากรุณาโปรดฯ แต่งตั้ง เจ้าอัตถวรปัญโญให้เป็นเจ้าพระยาอัตถวรปัโญ เป็นเจ้าผู้ครองเมืองน่าน องค์ที่ 58(พ.ศ. 2334 - 2359)

เจ้าหลวงอัตถวรปัญโญ เป็นราชบุตรของพ่อเจ้าสุทธะ และแม่เจ้ากรรณิกา ทรงเป็น พระนัดดา(หลาน) ของเจ้าหลวงอริยวงศ์หวั่นท๊อก และทรงเป็นพระปนัดดา(เหลน) เจ้าพญาหลวงติ๋นมหาวงศ์ ได้ครองเมืองน่าน สืบต่อจาก พระยามงคลวรยศ เจ้าเมืองน่านผู้เป็นพระมาตุลา (น้าชาย)

ในปี พ.ศ. 2331 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระราชทานเลื่อนยศ พระยาเจ้าหลวงอัตถวรปัญโญ ขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ และในปี พ.ศ. 2347 ได้รับพระราชทานเลื่อนยศ ขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่าน ท่านได้เป็นสมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่านได้ 5 ปี

สมเด็จเจ้าฟ้าท่านได้เสวยราชสมบัติเป็นเจ้าเมืองเทิง 3 ปีและเมืองน่าน 22้ปีี รวมท่านได้เป็นเจ้าเมืองเทิง และเจ้าผู้ครองนครน่าน 25 ปี

นับตั้งแต่นั้นมาเมืองเทิงกับเมืองน่านเลยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ชื่อหมู่บ้านและวัดซ้ำกัน นามสกุลที่เพิ่งมีใช้ในสมัย ร.6 ก็ซ้ำๆกัน

14
เดือนตุลาคม พ.ศ.2432 เจ้าดารารัศมีทรงประสูติพระราชธิดาพระองค์หนึ่งเป็นลำดับที่ 63 ในรัชกาลที่ 5 จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันบันทึกถึงเหตุการณ์ขึ้นพระอู่ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการสมโภชตามธรรมเนีนมสยามแล้ว จึงจัดบายศรี ผูกข้อพระหัตถ์ทำขวัญตามธรรมเนียมฝ่ายเหนือและพระราชทานนามว่า "พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี แปลว่า ผู้ประเสริฐไม่มีมลทินของเมืองเชียงใหม่" การที่เจ้าดารารัศมีประสูติพระราชธิดาทำให้พระองค์ได้เลื่อนพระยศจาก เจ้าจอม เป็น #เจ้าจอมมารดา แต่หากสังเกตพระยศของพระราชธิดาซึ่งได้รับพระราชทานนามว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี เป็นพระยศที่ไม่ถูกต้องตามประเพณีเนื่องจากเจ้าดารารัศมีเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ล้านนาซึ่งเป็นประเทศราชของสยาม ดังนั้นพระราชธิดาของพระองค์จริงควรมีพระยศเป็น "พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าหญิงวิมลนาคนพีสี" ผู้เขียนเชื่อว่าเจ้าจอมมารดาดารารัศมีเองน่าจะทรงทราบถึงธรรมเนียมดังกล่าวดี แต่พระองค์ทรงยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ภายหลังจากพิธีสมโภชเจ้าจอมมารดาดารารัศมีทรงส่งรูปถ่ายของพระเจ้าลูกเธอฯ ไปยังเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าอินทวิชยานนท์โปรดให้จัดขบวนแห่รับพระรูปที่จวนข้าหลวงอย่างเอิกเกริกและจัดงานสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ ผู้เขียนเชื่อว่าที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ทำเช่นนั้น เพราะต้องการประกาศให้กลุ่มคนต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่รับรู้ถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระองค์กับองค์กษัตริย์สยาม

ในเวลาต่อมา พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสีประชวรและสิ้นพระชนม์ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2435 รัชกาลที่ 5 มีพระราชปรารภกับกรมหลวงดำรงราชานุภาพภายหลังว่่า "#ฉันผิดเอง #ลูกเขาควรเป็นเจ้าฟ้าแต่ฉันลืมตั้งจึงตาย" พระราชดำรัสดังกล่าวจึงเป็นที่ยอมรับฐานะของเจ้าจอมมารดาเจ้าดารารัศมีว่ามิได้เป็นบุคคลสามัญชน แต่เป็นถึงพระราชธิดาของพระเจ้าประเทศราช.

ข้อมูล : หนังสือเปิดแผนยึดล้านนา, ผศ.ดร.เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว, สนพ.มติชน
รูป : พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี

15
คุณหญิงหม่อมศรีนวล ณเชียงใหม่
(สกุลเดิม นันทขว้าง) ในปี๒๔๙๑
ได้สมรสกับ พลตรีเจ้าราชบุตร
วงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่
ชีวิตท่านในฐานะชายาของเจ้าราชบุตร
นอกเหนือไปจากการอุทิศตน
เพื่อสกุลวงศ์แล้ว ท่านยังอุทิศตน
ในการทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม
ประเพณีล้านนา เเละงานด้านสังคมสงเคราะห์
อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ภาพหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่
ในริ้วขบวน "เเก้วเก้ามาเมือง"
เป็นตัวเเทนของเจ้านายฝ่ายเหนือ
๘ เมือง เเละตัวเเทนกรรมการจัดงาน
"ไหว้สาเเม่ฟ้าหลวง"
วันที่๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐
ที่ไร่เเม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

ข้อมูลจากเพจ ๑๐๐ ปี ชาตกาลหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่

หน้า: [1] 2 ... 37