แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Messages - ฮักล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 40
1
ภาพเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๑๐ นครลำพูน แต่งชุดพม่า และเจ้าหญิงแขกแก้ว ณ ลำพูน ชายาแต่งตัวชุดเจ้านายหญิงสยาม เพื่อร่วมงานราตรีสโมสร รับเสด็จจอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ที่คุ้มเจ้าอุปราช(เจ้าน้อยอินทแก้ว ณ เชียงใหม่ ต่อมาคือพลตรีเจ้าหลวงแก้วนวรัฐ) นครเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙

สำเนาภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เมื่อเจ้าหญิงแขกแก้ว อายุได้ 17 ปีบริบูรณ์ย่างเข้า 18 ปี เจ้าน้อยพรหมเทพผู้เป็นบิดาได้ตกลงใจเลือกคู่ครองให้ท่าน คือให้สมรสกับเจ้าบุรีรัตน์ นครลำพูน (เจ้าน้อยจักรคำ) ในขณะนั้นเป็นพ่อหม้าย เนื่องจากชายาองค์แรกของท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมมา 2 ปีกว่าแล้ว เจ้าน้อยจักรคำมีความรักใคร่ในองค์เจ้าหญิงแขกแก้วยิ่งนัก ท่านให้เกียรติ ท่านยกย่อง ท่านถนอมน้ำใจ เป็นอย่างยิ่ง ตลอดช่วงเวลา 8-9 ปีที่ใช้ชีวิตร่วมกันของเจ้าหลวงจักรคำฯ กับเจ้าหญิงแขกแก้ว ท่านไม่เคยนำหม่อมคนใดเข้ามาอยู่ในคุ้มแม้แต่คนเดียว ชีวิตสมรสของเจ้าหญิงแขกแก้วในปีแรกจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขยิ่งนัก หนึ่งปีต่อมา คือปี พ.ศ. 2454 ท่านได้ให้กำเนิดโอรสองค์แรก คือเจ้าวรทัศน์ และในปีเดียวกันนั้นเอง เจ้าบุรีรัตน์ นครลำพูน (เจ้าน้อยจักรคำ) ก็ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ 6 แต่งตั้งให้เป็นเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 10 ชีวิตของเจ้าหญิงแขกแก้วจึงพร้อมไปด้วยความสุข ชื่อเสียง เกียรติยศ ฐานะ อำนาจ วาสนา ในปลายปี พ.ศ. 2455 นี้เองที่ท่านได้อุปการะดูแลเจ้าน้าของท่าน คือเจ้าคำย่น (ญ) ที่นำบุตรชายคือเจ้ากุศลวงศ์และบุตรสาวคือเจ้าส่วนบุญกลับมาอยู่ที่ลำพูน หลังจากเจ้าน้อยพุทธวงศ์ ณ เชียงใหม่ ผู้เป็นสามีถึงแก่อนิจกรรมเมื่อต้นปี พ.ศ. 2455 และในปี พ.ศ. 2456 ท่านได้ให้กำเนิดโอรสองค์ที่ 2 คือ เจ้ารัชเดช

เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์มีความพึงพอใจในตัวเจ้าส่วนบุญธิดาองค์เดียวเล็กของเจ้าคำย่น (ญ) ซึ่งขณะนั้น (พ.ศ. 2456) มีอายุได้ 16 ปีบริบูรณ์ จึงออกปากขอต่อเจ้าหญิงแขกแก้ว ด้วยในเวลานั้นเจ้าส่วนบุญอยู่ในความอุปการะของเจ้าหญิงแขกแก้ว ท่านจึงยกเจ้าส่วนบุญให้เป็นชายาของเจ้าหลวงจักรคำฯ และเพื่อเป็นการตอบแทนความมีน้ำใจดีของเจ้าหญิงแขกแก้ว เจ้าหลวงจักรคำฯ จึงได้ให้คำสัญญาเกี่ยวกับการครองเรือนระหว่างท่านกับเจ้าหญิงแขกแก้วไว้ 1 เรื่อง เจ้าส่วนบุญได้ให้กำเนิดโอรสในปี พ.ศ. 2457 คือ เจ้าพัฒนา เจ้าหญิงแขกแก้วได้ให้กำเนิดโอรสองค์ที่ 3 ในปี พ.ศ. 2458 แต่มีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่วันก็ถึงแก่อนิจกรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2459 ท่านได้ให้กำเนิดราชธิดา อีก 1 องค์ แต่มีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่วันก็ถึงแก่อนิจกรรมอีก ไม่เพียงแค่นั้น โอรสองค์ที่ 2  คือเจ้ารัชเดช ซึ่งกำลังอยู่ในวัยน่ารักก็ถึงแก่อนิจกรรมในปีถัดมา เจ้าหญิงแขกแก้วเต็มไปด้วยความโทมนัสอย่างแรงกล้า ความทุกข์ใจของท่านอันเกิดจากกรสูญเสียโอรสและราชธิดาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้นมากจนสุดจะบรรยาย และในช่วงเวลาที่ท่านโศกเศร้าเสียใจจนแทบจะตายลงไปนั้น  ก็มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นภายในคุ้มหลวงซึ่งทำให้ท่านพบว่าเจ้าหลวงจักรคำฯ ไม่รักษาคำสัญญาที่ให้ไว้ ท่านจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ที่คุ้มของเจ้าบุรีรัตน์ นครลำพูน (เจ้าน้อยพรหมเทพ) เมื่อท่านแจ้งความประสงค์ให้เจ้าหลวงจักรคำฯ รับทราบ ก็ได้รับการทัดทานมิให้ไป ไม่ว่าเจ้าหลวงจะพูด ท่านก็ยังยืนยันที่จะกลับไปอยู่ที่คุ้มของเจ้าบิดา เจ้าหลวงจึงห้ามนำเจ้าวรทัศน์ไปด้วย เพราะทราบดีว่าเจ้าหญิงแขกแก้วรักลูกมาก คงไม่กล้าทิ้งลูกไว้เพียงลำพัง แต่ผิดคาด เจ้าหญิงแขกแก้วกลับบอกว่า เจ้าวรทัศน์อายุ 7-8 ปีแล้ว ช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง ไม่มีจะมารังแกได้ ก็ขอฝากลูกไว้ด้วย

ในวันที่เจ้าหญิงแขกแก้วออกจากคุ้มหลวงนั้น เจ้าหลวงจักรคำฯ ได้ออกปากให้เจ้าหญิงแขกแก้วนำแก้ว แหวน เงิน ทอง เครื่องประดับ ที่ท่านซื้อหาและจัดทำให้ในระหว่างครองเรือนด้วยกัน แต่เจ้าหญิงแขกแก้วปฏิเสธ ไม่เอามาแม้แต่ชิ้นเดียว เจ้าหลวงฯ ได้ออกปากให้นำขันเงิน พานเงิน พานหมากพลูบุหรี่เงิน กระบุงเงินและเครื่องใช้เงินต่างๆ ไปด้วย เพื่อจะได้มีใช้สอยในการไปทำบุญที่วัดในวันข้างหน้า ไม่ต้องไปซื้อไปหาใหม่ แต่เจ้าหญิงแขกแก้วก็ปฏิเสธอีก ไม่ว่าเจ้าหลวงฯ จะพูดอย่างไร เจ้าหญิงแขกแก้วก็ไม่โต้ตอบ ท่านเดินออกจากคุ้มหลวงโดยมีญาติสนิท 3 คน และคนรับใช้ 1 คน ติดตามท่านไป เจ้าหลวงจักรคำฯ ได้แต่นั่งน้ำตาไหลมองเจ้าหญิงแขกแก้วออกจากคุ้มหลวงไปจนลับสายตา เหตุการณ์ในวันที่เจ้าหญิงแขกแก้วออกจากคุ้มหลวงนั้น ผู้คนที่อาศัยในคุ้มหลวงในเวลานั้นมีจำนวนมาก หลายคนเป็นญาติ หลายคนเป็นบริวาร ต่างก็ได้เห็นเหตุการณ์และได้ยินคำโต้ตอบระหว่างเจ้าหลวงจักรคำฯ และเจ้าหญิงแขกแก้วตั้งแต่ต้นจนจบ

เมืองลำพูนในสมัยนั้น มีผู้คนไม่มากนัก บ้านเมืองสงบ การดำรงชีพของชาวเมืองเรียบง่าย ยึดมั่นในขนบธรรมเนียม ประเพณี และพระพุทธศาสนา จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหลวงฯ กับเจ้าหญิงแขกแก้ว จึงเป็นที่โจษจัน พูดกันทั้งเมือง ถ้าเป็นสมัยนี้ก็เรียกว่า เป็น Talk of the town ได้เลย ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์คาดคะเนต่างๆ นานา แม้แต่ญาติพี่น้องของเจ้าหญิงแขกแก้วก็ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของท่าน ผู้คนที่รู้เรื่องนี้พูดคล้ายๆ กันในทำนองนี้ว่า การออกจากคุ้มหลวงมานี้ ก็เท่ากับทิ้งชื่อเสียง เกียรติยศ ทิ้งอำนาจ วาสนา และความสุขสบาย ตลอดจนฐานะที่มั่งคั่ง กลับมาเป็นเจ้าหญิงจนๆ ที่ไม่มีนา ไม่มีสวน ไม่มีคนนับหน้าถือตา แล้วจะอยู่ได้อย่างไร? เจ้าหลวงฯ ให้เอาอะไรมา ก็ไม่เอามาสักอย่าง แล้วต่อไปจะไปทำมาหากินอะไรกัน? เจ้าหญิงแขกแก้วไม่ตอบคำถามของใครสักคน ท่านไม่พูดเรื่องนี้กับผู้ใดเลย ท่านเล่าให้เจ้าน้อยพรหมเทพผู้เป็นบิดาแต่เพียงผู้เดียว ถึงเหตุผลที่ท่านตัดสินใจกลับมาบ้าน

เจ้าหลวงจักรคำฯ ไม่ละความพยายามที่จะให้เจ้าหญิงแขกแก้วกลับไปอยู่ที่คุ้มหลวงอีก ท่านไหว้วานขอร้องญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด สนิทสนม และเป็นผู้ที่เจ้าน้อยพรหมเทพเคารพนับถือหรือเกรงใจ เป็นผู้ประสานรอยร้าวและให้เกลี้ยกล่อมชักจูงด้วยเหตุผลนานาประการ ให้เจ้าหญิงแขกแก้วกลับมาอยู่ที่คุ้มหลวงดังเดิม มีทั้งญาติผู้ใหญ่ที่ใช้นามสกุล ณ ลำพูน ณ เชียงใหม่ ชนัญชยานนท์ ลังกาพินธุ์ ถึง 3 ครั้ง 3 หน แต่เจ้าหญิงแขกแก้วก็ไม่กลับไป ญาติผู้ใหญ่เหล่านั้นต่างก็เกรงจะได้รับคำตำหนิจากเจ้าหลวงจักรคำฯ จึงไปเกลี้ยกล่อมและขอร้องเจ้าน้อยพรหมเทพอีกต่อหนึ่ง แต่เจ้าน้อยพรหมเทพบอกว่า ท่านไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องของลูก ขอให้เจ้าหญิงแขกแก้วตัดสินใจเอง จากคำบอกเล่าที่ได้รับทราบมาว่า เจ้าหญิงแขกแก้วในช่วงเวลานั้น อายุเพียง 26-27 ปีเท่านั้น ยังคงงดงามอยู่ ที่สำคัญท่านเป็นสตรีที่มีความรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ ได้รับการอบรมมาอย่างดี ท่านจึงเป็นสตรีที่มีคุณค่า และยังเป็นที่หมายปองของชายที่มีฐานันดรศักดิ์ทั้งหลาย

ในที่สุดเจ้าหลวงจักรคำฯ ตัดสินใจไปง้องอนเจ้าหญิงแขกแก้วด้วยตัวท่านเองที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (เจ้าน้อยพรหมเทพ) เจ้าหลวงจักรคำฯ ได้พูดคุยกับเจ้าหญิงแขกแก้วตามลำพัง พูดกันอย่างไร? ไม่มีใครได้ยินในช่วงแรก หลายคนในคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (เจ้าน้อยพรหมเทพ) ได้ยินในช่วงสุดท้าย คนที่ได้ยินเล่าว่า เสียงของเจ้าหลวงฯ ดังลั่นบ้าน น้ำเสียงโกรธมาก เจ้าหลวงฯ พูดว่า เมื่อมารับกลับบ้านก็ยังไม่ยอมกลับ ก็ตามใจ อย่าหวังนะว่าจะได้แต่งงานใหม่ หากมีใครมาสู่ขอแต่งงาน จะขัดขวางจนถึงที่สุด แล้วเจ้าหลวงจักรคำฯ ก็เดินปึงปังงจากเรือนไป 2-3 สัปดาห์ต่อมาเจ้าหลวงฯ ได้ไปหาเจ้าบุรีรัตน์ยังที่ทำงาน ท่านได้พูดจากับเจ้าบุรีรัตน์เป็นเวลานาน เจ้าบุรีรัตน์ได้เล่าให้ญาติสนิทท่านหนึ่งในภายหลังว่า เจ้าหลวงฯ ขอให้ท่านช่วยพูดหรือสั่งให้เจ้าหญิงฯ ให้กลับไปที่คุ้มหลวง หากเจ้าบุรีรัตน์สั่งให้กลับ เจ้าหญิงฯ ต้องกลับไปคุ้มหลวงแน่นอน เจ้าบุรีรัตน์ได้บอกให้เจ้าหลวงฯ พูดกับเจ้าหญิงแขกแก้วด้วยตนเอง เพราะเป็นเรื่องในครอบครัว แล้วแต่เจ้าหญิงแขกแก้วตัดสินใจ เจ้าหลวงจักรคำฯ ผิดหวังถึงกับน้ำตาไหลต่อหน้าเจ้าบุรีรัตน์

ผู้เขียน (วรเทวี (ณ ลำพูน) ชลวณิช) ได้รับทราบเรื่องราวเหล่านี้จากบุคคลต่างๆ ทั้งจากวงศาคณาญาติ ทั้งจากผู้สูงอายุชาวลำพูนและผู้สูงอายุชาวเชียงใหม่ หลากหลายคน (ต้องใช้คำว่าเยอะมาก และได้ยินไม่รู้กี่ครั้งอยู่หลายปีคือได้ยินตั้งแต่เด็กจนโตเป็นสาว) จึงได้สอบถามมารดาว่า พอรู้เรื่องนี้บ้างไหม? คุณแม่บอกว่า ก็รู็จากพวกญาติๆ และพวกศรัทธาวัดมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้ยินเจ้าแม่เฒ่าพูดถึงเลย เมื่อผู้เขียนอายุประมาณ 17-18 ปีก็ได้ถามเจ้าแม่เฒ่าว่าเรื่องราวที่ผู้เขียนได้ยินมานั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร? คนทั่วไปอยากรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านทิ้งเจ้าหลวงฯ กลับมาอยู่ที่คุ้มของเจ้าบุรีรัตน์ เล่าให้ฟังบ้างได้ไหม? ท่านตอบช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “เรื่องมันนานมาแล้ว รู้ไปทำไม ไม่มีประโยชน์” ท่านพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เรื่อยๆ ว่า  “เจ้าแม่เฒ่าได้อโหสิกรรมให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตั้งแต่ก่อนที่เจ้าแม่เฒ่าจะเริ่มรับอุโบสถศีล” ท่านนิ่งไปสักครู่แล้วก็พูดตัดบทว่า “ต่อไปไม่ต้องมาถามอีกนะ ถึงถามก็ไม่บอก” หลังจากนั้นมาผู้เขียนก็เลยไม่ถามถึงเรื่องนั้นอีกเลย

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนมองเห็นจากเรื่องนี้ ก็คือเจ้าหญิงแขกแก้วเป็นสตรีที่มีการศึกษา มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างมาก และเป็นคนที่รักษาคำพูดอย่างยิ่ง ท่านมีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อสังคมรอบข้าง ท่านปฏิเสธที่จะเป็นนกน้อยในกรงทอง ท่านเลือกที่จะดำเนินชีวิตอย่างอิสระ ตามที่ใจท่านปรารถนา ซึ่งมิใช่วิถีชีวิตและมิใช่วิธีคิดของสตรีล้านนาในยุคสมัยนั้น – สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ; แน่นอน ท่านต้องมีความกล้าหาญ มีความเข้มแข็ง และมีความอดทนอดกลั้นอย่างมาก ในการที่จะดำรงชีวิตอยู่โดยลำพัง ท่ามกลางเสียงครหานินทา ในสังคมที่มีผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า สังคมที่ผู้ชายมีอภิสิทธิ์เหนือผู้หญิงในทุกๆ เรื่อง นั่นคือสังคมของคนไทยล้านนาใน พ.ศ. 2461
เรื่องเล่าจากคุ้มเจ้าหญิงแขกแก้ว ณ ลำพูน โดย วรเทวี (ณ ลำพูน) ชลวณิช

ภาพ เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ (เจ้าน้อยจักรคำ ณ ลำพูน) และเจ้าหญิงแขกแก้ว ณ ลำพูน อรรคชายา ถ่ายรูปที่คุ้มหลวงลำพูน หลังที่สร้างด้วยไม้สัก (หลังแรก)     

ข้อมูลจาก Nubkao Kiatchaweephan

2
บันใดนาค ทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ เมื่อแรกสร้างเป็นนาคเศียรเดียว

3
ภายในโบสถ์สองสงฆ์ วัดพระสิงห์ ที่มีโขงพระเจ้าตั้งแบ่งกึ่งกลางเพื่อแยกพระและชีไว้ที่ละฟาก เวลามีการสังฆกรรม

4
วัดกู่เต้าตั้งอยู่ริมขอบหนองบัวเจ็ดกอ

5
เจดีย์ธาตุวัดสวนดอก ที่บรรจุพระธาตุจากเมืองบางยาง เมืองสวรรคโลก อีกองค์ที่แตกออกมานำไปบรรจุยังเจดีย์วัดดอยสุเทพฯ

6
วิหารเจ็ดยอด วัดโพธาราม

7
หอไตรวัดพระสิงห์ เชียงใหม่

8
โรงทำเครื่องปั้นดินเผา บริเวณตลาดช้างเผือก เป็นช่างปั้นชาวไทใหญ่ที่อพยพมาจากเมืองกื๋ง​ สมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์​กับช่างชาวขมุ และเป็นต้นเค้าของช่างปั้นหม้อในยุคปัจจุบัน​ รวมทั้งได้ถ่ายทอดวิทยาการให้กับคนท้องถิ่นด้วยครับ

9
หอไตร วัดศรีดอนไชยช้างคลาน

10
เจดีย์กิ่ว เห็นกำแพงคุ้มน้ำปิง ถนนสมัยนั้นยังไม่กว้างเห็นตลิ่งน้ำปิงไม่ไกลคุ้มเท่าใดนัก

11
เตาเผาใช้ทำเครื่องปั้นดินเผาต่างๆ หรืออาจใช้หล่อพระหรือระฆัง เครื่องโลหะอื่นๆ อาจเป็นบริเวณวัดปันเส่า เห็นองค์พระเศียรขาด หรืออาจจะเป็นวัดใดวัดหนึ่งใกล้ๆประตูช้างเผือก (วัดต้นปูนหรือวัดเตาปูน)

เตาเผาเครื่องปั้นดินเผา​ "หม้อข้าวหม่า" ของช่างชาวไทใหญ่จากเมืองกึ๋งที่อพยพเข้ามาอยู่สมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์แถวย่านประตูช้างเผือกด้านนอก​ (โรงเรียนโกวิทย์​-ขนส่งช้างเผือก)​

12
กำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านประตูหัวเวียง ช้างเผือก

13
กำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านแจ่งหัวลิน เป็นป้อมสูงกว่าแจ่งด้านอื่น เห็นดอนสุเทพฯด้านหลัง

14
เจ้าหญิงประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ธิดาใน เจ้าแก้วมงคล และเจ้าแสงดาว ณ เชียงใหม่ สูติกาล ณ ศาลาลอย สวนเจ้าสบาย พระตำหนักดาราภิรมณ์  แม่ริม เชียงใหม่ ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๔๗๖ โดยคุณพระพิจิตรโอสถ(สามีเจ้ากาบแก้ว ณ ลำพูน) แพทย์ประจำพระองค์ใน พระราชชายาฯ เป็นผู้ทำคลอด

ลำดับสาแหรก เจ้าหญิงประกายแก้ว ถือเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ อีกท่านหนึ่งที่สืบเชื้อสายเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗ และ ๘ จึงลำดับการสืบสาแหรกไว้ดังนี้
๑.พระเจ้าอินทวิชยานนท์ >> ๒. เจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยะวงศ์ >> ๓.เจ้าราชวงศ์(เลาแก้ว ณ เชียงใหม่)>> ๔.เจ้าแก้วมงคล ณ เชียงใหม่>> ๕." เจ้าหญิงประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ "
เจ้าหญิงประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจาก พระราชชายา เจ้าดารารัศมี และเป็นทายาทผู้ที่ได้รับพระมรดกจากพระราชชายาฯ ต่อมาได้รับการเสกสมรสกับ เจ้าชายเชื้อพระวงศ์แห่งอินโดนีเซีย ราชวงศ์ชวา (ย็อคยาการ์ต้า) ประทับอยู่พระตำหนักที่เมืองมาลัง มีบุตรและธิดา ๒ คน คือ คุณจิมมี่ และ คุณฮันนี่

เจ้าหญิงประกายแก้ว ถึงแก่กรรมลง วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ด้วยอุบัติเหตุรถยนตร์ สิริอายุ ๕๘ วัสสา

ข้อมูล : หนังสือพระราชทานเพลิงศพ เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่

15
เรียน ฯพณฯ เอ.บลุนเดลล์
ผู้ว่าราชการจังหวัดตะนาวศรี

ข้าพเจ้า ( ดร . ริชาร์ดสัน )ได้รับเกียรติให้รายงานผลการปฏิบัติภารกิจในราชสำนักสยาม และหัวเมืองฉานเหนือหรือเมืองลาว ตามสรุปบันทึกการเดินทางไปและกลับ อีกทั้งสำรวจหัวเมืองข้างต้น ดังต่อไปนี้
*******


วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าไปเข้าเฝ้า กรมหลวงรักษ์ ผู้เป็นอาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ทั้งพิธีการต้อนรับ และกรมหลวงฯ เอง ก็เป็นมิตร ทุกอย่างราบรื่นดี มิสเตอร์ฮันเตอร์ ผู้สละเวลาไปเพื่อนข้าพเจ้า เข้าพบชาวสยามทุกครั้ง และได้พบกรมหลวงฯ บ่อยๆ นั้น บอกว่า ทรงไว้พระองค์ และเก็บตัว

ทั้งหมดเป็นบุคคลสำคัญที่ข้าพเจ้าได้พบ แต่กรมหลวงรักษ์นั้น ไม่ได้พบอีกเลย ทรงปฏิเสธไม่ให้ข้าพเจ้าไปเข้าเฝ้า เพื่อกล่าวคำอำลา แต่ข้าพเจ้าไปพบ เจ้าคุณบดินทร์อีกครั้งก่อนออกเดินทาง และพระคลังผู้เป็นมิตรและให้ความช่วยเหลือทุกประการก็พบกันเนืองๆ เพราะต้องเจรจากิจธุระกับท่าน แต่ไม่มิตรภาพใดจะเหนือไปกว่าการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเป็นธุระในภาระกิจของข้าพเจ้า ตั้งแต่ต้นจนจบ

ข้าพเจ้าต้องรอจนกระทั่งบรรดาเสนาบดีพร้อมให้ความช่วยเหลือ แต่ดูเนื้อความในจดหมายฉบับล่าสุด มีแนวโน้มจะเป็นเช่นนั้นน้อยเต็มที ฯลฯ

ในที่สุดข้าพเจ้าออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าราชการคนหนึ่งซึ่งได้รับมอบหมายไปนครไชยศรีกับข้าพเจ้า ซึ่งได้ละช้างไว้ที่นั่น ได้ส่งช้างมาให้อีก ๔ เชือก เป็นเครื่องตอบแทนของทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และของกำนัลที่มอบให้พระคลัง

วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าออกเดินทางทางบกไปเมืองเชียงใหม่ จากนครไชยศรี พร้อมข้าราชการเมืองนครไชยศรีอีกคนหนึ่ง และวันที่ ๒๖ มีนาคม คณะมาถึงสุดเขตเมือง ที่มีคลองโคลนลึก กั้นเขตแดนเอาไว้ ผู้ใหญ่บ้านไม่ยอมให้เรือหรือแม้แต่เสบียงอาหาร

(ข้าพเจ้าได้ส่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง จากเมืองนครไชยศรี พร้อมคำสั่งจากเสนาบดี ให้เตรียมเสบียงอาหารและอย่าขัดขวางการเดินทางไปเมืองเชียงใหม่)

ข้าพเจ้าจึงต้องส่งคนไปพบมิสเตอร์ฮันเตอร์ ขอให้อธิบายเหตุการณ์ให้พระคลังได้รับรู้ เราจะรออยู่ที่นี่ ขอให้พระคลังออกคำสั่งที่ชาวเมืองต้องปฏิบัติตามมาด้วย

วันที่๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งครั้งที่ ๒ จากมิตรเก่าแก่ ให้ทุกแห่งหนตำบล และทุกเมืองที่เดินทางผ่าน ต้องจัดเตรียมเสบียงและบอกทาง หรือนำทางให้ มีคนพาคณะไปท่าจีนทันที เจ้าเมืองท่าจีนผู้ไร้ความเมตตา ส่งเสบียงอาหารและเรือมาให้บอกว่าไม่มีถนน และเบื้องหน้ามีหนองน้ำใหญ่ อันจะเป็นอุปสรรคการเดินทางไปเมืองเชียงใหม่ ..

ข้าพเจ้าออกเดินทางในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๘๒ สองวันจึงถึงเมืองสุพรรณ ตัวเมืองสุพรรณมีถนนเพียงเส้นเดียว มีแม่น้ำ หนึ่งหรือสองสาย จากที่นี่ มีเส้นทางเกวียนที่อาจไปถึงเมืองระแหงได้ สุจี-เจ้าเมืองสุพรรณจัดเตรียมเสบียงอาหารให้ และไม่ยอมรับเงิน ถึงแม้เป็นมิตร แต่ก็ยืนยันว่า ไม่มีถนนไปเมืองเชียงใหม่ จนกระทั่งวันที่ ๑๘ เมื่อเราเดินทางถึงบ้านกางริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าคำสั่งที่ให้จัดมัคคุเทศก์นำทาง มาไม่ถึงหูของสุจีแห่งสุพรรณ ตามที่ล่ามได้บอก แต่ท่านก็ส่งคนมานำทาง จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังหมู่บ้านหนึ่งต่อกันไป

เราถึงเมืองระแหงหัวเมืองของลาว ในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๓๘๒

ข้าพเจ้าลืมบอกไปว่า กรุงเทพฯ ส่งข้าราชการชาวสยามคนหนึ่งชื่อพระสุเรนทร์ ถือจดหมายถึงเจ้าเมืองลาว เขาออกเดินทางจากกรุงเทพฯ หลังข้าพเจ้า ๑ วัน และนั่งเรือมาจนถึง เมืองนครสวรรค์ จากนั้นเดินทางทางบก เพราะข้าพเจ้าถูกรั้งตัวเอาไว้ เขาจึงมาถึงก่อน และออกจากที่นี่ก่อนข้าพเจ้ามาถึง ๒ วัน

วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าออกจากเมืองระแหง และได้รับความช่วยเหลือและความปรารถนาเป็นอันดี จากบรรดาเจ้านายเมืองลาวและชาวเมืองตลอดการเดินทาง วันที่ ๒ ฝนตกหนัก คนในคณะไม่มีที่หลบฝน นอกจากใบไม้ อย่างไรก็ตาม เรามาถึงเมืองลำพูนในวันที่ ๑๔ พฤษภาคมโดยสวัสดิภาพ ไม่มีใครเจ็บป่วย ตอนบ่าย บรรดามิตรสหายเดิม ต่างมาพบ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปเข้าฝ้าเจ้าผู้ครองนครเสียอีก ทุกคนดีใจที่ได้พบกัน

ตอนบ่ายพระสุเรนทร์เดินทางมาถึงเมืองลำพูน

วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าไปพบ “สอพวา-เจ้าผู้ครองนคร” (เจ้าหลวงคำตัน) ผู้เป็นมิตร และแสดงความประสงค์จะผูกไมตรีเป็นมิตรสนิทกับอังกฤษ ตามคำแนะนำจากบิดา และนี่ ก็ไม่มีสิ่งใดจะสงสัยความจริงใจจากท่านอีกแล้ว

ท่านเป็นโอรสเจ้าชีวิตพระองค์ก่อน (พระเจ้าลำพูนไชย ) และได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นเจ้านายผู้ใหญ่เมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาครั้งแรก (ตอนนั้น มาจากมะละแหม่ง)

ตอนนั้นท่านเป็นเจ้านายลำดับที่สามของลำพูน ภายหลัง เจ้าหอหน้าได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นเจ้าหลวงเมืองละคอร (เจ้าหลวงน้อยอินทร์) ส่วนเจ้าราชวงศ์ถึงแก่กรรม

วันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าไปเข้าเฝ้าเจ้าหลวงคำตันอีกครั้ง เมื่อท่านได้เห็นคำสั่งของพระสุเรนทร์ ก็บอกว่าเพียงพอแล้ว ดังนั้นเราคงซื้อขายวัวได้สะดวก ตามที่พวกเขาจะขายให้

เราไปพบพระสุเรนทร์ ท่านยืนยันว่า ราชสำนักกรุงเทพฯ ต้องการผูกมิตรกับเรา ไม่มีสิ่งใดที่ท่านต้องการไปกว่า ให้ไมตรีระหว่างทั้งสองฝ่าย แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ เจ้าหลวงเมืองละคอร (เจ้าหลวงน้อยอินทร์) เดินทางมาถึงพร้อมทหารองครักษ์ ๓๐๐ นาย และช้าง ๓๐ เชือก วัตถุประสงค์เพื่อไปปรึกษางานราชการในเมืองเชียงใหม่ ว่าด้วยการค้าขายวัว (มีต่อ)

สุทธิศักดิ์ ถอดความ
Burney Papers Vol.4; Pt. 1 To 2)
งานสรงน้ำพระธาตุ ณ เมืองลำพูน

ภาพจากหลวงอนุสารฯ

หน้า: [1] 2 ... 40