แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Topics - ฮักล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 39
1
งานฉลองสมโภชวิหารวัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) พะเยา ภาพถ่ายเมื่อปี พ.ศ.2467

#วัดศรีโคมคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า
วัดทุ่งเอี้ยง หรือ #วัดพระเจ้าตนหลวง
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2067
สมัยพระเมืองตู้เป็นเจ้าเมืองพะเยา
ต่อมาวัดนี้ก็ชำรุดทรุดโทรมลงไป
ตามกาลเวลา

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2465
พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา พระยาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยาองค์สุดท้าย พร้อมกับหลวงสิทธิประศาสน์ และ
ประชาชนชาวเมืองพะเยา
อาราธนานิมนต์ #ครูบาเจ้าศรีวิชัย
มาสร้างวิหารหลวงหลังปัจจุบันนี้ ก่อนจะ
ฉลองสมโภชวิหารพระเจ้าตนหลวง
และ อาคารต่างๆ ใน พ.ศ. 2467

จดหมายจากพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา
ถึง
ครูบาเจ้าศรีวิชัย

ที่วัดราชคฤห์ เมืองพยาว จังหวัดเชียงราย

วันที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๖๕

ข้าพเจ้าพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา
เจ้าคณะแขวงเมืองพยาว ขอเรียนมายัง
ท่านพระศรีวิชัยเจ้าตนบุญวัดเชียงยัน
เมืองนครหริภุญชัย ทราบ

ด้วยตามคำสั่งของท่านที่ได้สั่งมากับพระปัญญา
วัดต้นต้อง ตำบลปิน เมืองพยาว
เมื่อวันเดือน ๓ แรม ปีพุทธศักราช ๒๔๖๔
ใจความว่า ให้ได้ปั้นดินกี่ไว้ ๔ แสน ๑
ส่วนดินกี่รายนี้ข้าพเจ้าก็ได้พร้อมกับภายในภายนอกได้พากันปั้นเผาแล้ว
ก็ได้เอามาจุ๊กองไว้นอกกำแพงวัดด้านเหนือ
ที่นั้นแล้ว ประการหนึ่งก็ได้เผาปูน
ไว้ทังมวลได้ปูน ๑๐ ล้าน

ประการหนึ่ง ก็ได้พร้อมกันสร้างแปลงโฮงกุฏิ
ไว้หลัง ๑ แปลงไว้นอกวัดพระเจ้าตนหลวง
ตังหนวันออกแจ่งเหนือ ไกลจากกำแพง ๑๐ วา ศรัทธาผู้สร้างโฮงหลังนี้ชื่อ นายป้อมเป็นไทยเงี้ยว นายป้อมได้จ้างคนแปลงสิ้นเงิน ๒,๒๗๐ แถบ
สร้างไว้ถวายตานกับท่านศรีวิชัยตนบุญ
ให้ท่านบริโภคอยู่สถิตสำราญเบิกบานใจ
เมื่อท่านได้เสด็จไปอยู่คึดสร้างพระวิหาร
พระเจ้าตนหลวง ผู้ข้าทังหลายก็ได้สร้าง
แปลงไว้ดีงาม

อนึ่ง ในเวลานี้พระวิหารพระเจ้าตนหลวง
ก็ชำรุดทรุดโทรมหลุปังไปเป็นอันมากกว่าเก่า
เสิ้งไปตางใต้จนเกือบจะโก้น ขื่อระเบียงตางข้างเหนือก็หลุดออกจากเสาใหญ่หลุปังตกลง
ฝนก็ฮั่ว ตกลงฮำพระพุทธรูปเจ้าแลฮำฝาปางเอก หล้างแห่งฝาป๋างเอกก็แตกยะไป
หล้างตี้ก็โปดปังลงไป ทุกวันนี้ข้าเจ้า
ก็เป็นดีฮ้อนใจบ่จ้างจะกึ๊ดอย่างใด
เพราะเป็นการใหญ่เหนือกว่ากำลัง

ในเวลานี้ก็บ่มีไผจะเป็นเก๊ากึ๊ดสร้าง ก็บ่มีไผสักคน เพราะฉะนั้นข้าเจ้าจิ่งได้ใช้พระปัญญาแทนตัว
ไปขอนิมนต์ยังตนท่านเจ้าพระศรีวิชัยตนบุญ
ขอท่านจุ่งมีเมตตากรุณารับเอานิมนต์แห่งผู้ข้า
แล้วขออราธนาตนท่านเสด็จไปเป็นเก๊ากึ๊ดสร้าง
ผู้อื่นจะกึ๊ดสร้างคงจะไม่สำเร็จเป็นแน่
เพราะเป็นการหนักใหญ่
ผู้หาบุญบ่ได้มากึ๊ดเห็นจะไม่สำเร็จ.

ที่มาภาพขาวดำ: Disapong Netlomwong

เทคนิคต่อภาพ สองภาพ และ ทำสี

เครดิต เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

2
ภาพสะพานนวรัฐที่เป็นไม้ เคยนำลงประกอบบทความเรื่องวันเปิดสะพานในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1910 สะพานนี้สร้างโดยเคาน์ (Count/Conte) Edmondo Roberti และทีมงาน ท่านเคาน์เป็นวิศวกรส่วนภูมิภาค ในสังกัดกระทรวงกิจการสาธารณะแห่งสยาม (provincial engineer of the Public Work Department of Siam) เขาเข้ามาทำงานในเชียงใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 และสร้างสะพานเสร็จในปี ค.ศ. 1910 ในภาพจะเห็นฉากหลังเป็นดอยสุเทพ ฉะนั้นภาพนี้ น.พ. คล็อด วิลเลียม เมสันน่าจะถ่ายที่ตลิ่งน้ำปิง หน้าคริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ (อาคารคริสตจักรเดิม ที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียนในปัจจุบัน) ท่านเคาน์ Edmondo Roberti di Castelvero ผู้สร้างสะพาน จบการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธาจาก School of Application for Engineers ที่เมือง Turin เขายังได้สร้างสะพานอีกแห่งหนึ่งที่ลำปาง (สะพานรัษฎาภิเศก) สะพานนวรัฐนี้ ประกอบด้วยส่วนโค้ง 3 ช่วง แต่ละช่วงกว้าง 60 เมตร เป็นสะพานไม้สักล้วน โดยมีส่วนเชื่อมต่างๆ ได้แก่ แผ่นยึดเสา ข้อต่อและหมุดเป็นเหล็ก

ส่วนประวัติการสร้างสะพานในเชียงใหม่นั้น ข้าเจ้าเคยเขียนประวัติไว้แล้ว แต่รู้สึกว่าจะไม่เป็นที่แพร่หลาย จึงขอสรุปสั้นๆ ดังนี้ สะพานข้ามน้ำปิงในเชียงใหม่นั้น มีมาตั้งแต่ราชวงศ์มังรายแล้วแต่ไม่ระบุว่าสร้างด้วยไม้หรือว่าเป็นขัวแตะ แต่หลักฐานที่ยืนยันว่าเป็นสะพานไม้ปรากฎดังนี้

บันทึกปั๊บสาของครูบาเถิ้ม (โสภา โสภโณ) อดีตธุหลวงวัดแสนฝางและวัดพระธาตุดอยสุเทพ แปลโดย พระครูประจักษ์พัฒนคุณ (ถนอม ฐิตายุโก)

จุลศักราช ๑๒๐๕ ตั๋ว ปีก่าเม้า เดือน ๖ เป็ง เมงวัน ๖ หรกุณมี ๔๔๐๑๓๘ เป็นพญาวัน เจ้าม่านมาเชียงใหม่ก็ปีนี้ พ่อเจ้าอุปราชาลุกไต้มาแล้ว หื้อเอาม่านร้องก็ปีนี้ หนานเมืองวินสิกปีนี้ เจ้าพระปกวิหารบุปาก็ปีนี้ ปกหอธรรมวัดมหาวันก็ปีนี้ เดือน ๔ ออก ๑๒ ค่ำ เมงวัน ๔ ขึ้นตั้งเมืองเชียงราย รอดเดือน ๗ ออก ๘ ค่ำ เข้าตั้งเวียงแล เดือน ๓ ออก ๑ ค่ำ วัน ๕ สุริยะคราสกิ๋นกั๋นวันนั้นแล แป๋งขัวหลวงแม่ปิงก็วันนี้แล

จุลศักราช ๑๒๐๙ ตัว ปีเมืองเม็ด เดือน ๖ ดับ เม็งวัน ๔ เป็นพญาวัน หรคุณ ๔๔๑๕๙๙ อวมาณ ๓๙๙ มาสเก็น ๑๔๖๕๓ พระมัตตะพละ ๕๖๙ เจ้าอุปราชาล่องเมืองไต้ เดือน ๗ แรม ๑๔ ค่ำ นำเอาช้างแดงลงถวายพระมหากษัตริย์เมืองไต้ เดือน ๑๒ ออก ๑๑ ค่ำ เอาควายเขาแก้วยังเมืองเชียงรายเข้ามาในเวียงเชียงใหม่ เดือน ๑๐ ปะถะมะเชียงใหม่ ๙ เหนือ แรม ๖ ค่ำ พ่ำว่าได้วัน ๗ ไตกัดไก้ ยามแตร๋เตี่ยง ได้โอกาสตานขัววันนั้น เดือน ๒ เชียงใหม่ ออก ๔ ค่ำ ปกเสาวิหารวัดร้อยข้อ

[หนังสือที่ระลึกงานฉลองกุฏิ 100 ปี โยนการพิจิตร พ.ศ. 2529 ขออนุญาตแชร์จากโพสต์ของ Nubkao Kiatchaweephan]

ในปี 1837 ร้อยเอก William McLeod มาเชียงใหม่ในสมัยพระยาพุทธวงศ์ บอกว่าสะพานข้ามแม่น้ำปิงเป็นสะพานไม้อย่างดี (ขัวหลวงน่ำปิงสร้างปีจ.ศ. 1205/2386/1843 เสร็จปี 1209/2390/1847 สมัยพญาพุทธวงศ์ แต่ทรงพิราลัยไปก่อนในปี 1208/2389/1846 มีข้อสงสัยว่าแล้วเขาไปเห็นข้วที่ไหน)

ในปี 1860 เมื่อ Sir Robert Schomburgk กงสุลอังกฤษมาเชียงใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรส เขาบันทึกไว้ว่าสะพานในเชียงใหม่เก่ามากแล้ว เวลากลางคืนเสียงล้อเกวียนดังมากหลับไม่ได้ (นาจะแปลว่าสร้างด้วยไม้)

ประมาณปี 1870 พ่อครูหลวงดาเนียล แมคกิลวารีบันทึกไว้ว่าตอนนี้ยังไม่อยากย้ายไปอีกฝั่งที่พ่อครูวิลสันไปสร้างบ้านไว้แล้วเพราะที่บ้านที่อยู่นี้ (บริเวณเดียวกับศาลาย่าแสงคำมา ปัจจุบันคือสามแยกร้านทองในตรอกเล่าโจ๊ว) มีแรงงานชาวลื้อชาวเขินมาซ่อมสะพานกัน เป็นโอกาสดีในการประกาศศาสนา

ในปี 1871 ร้อยเอก Thomas Lowndes นายทหารอังกฤษมาเชียงใหม่ พักอยู่ใกล้สะพานซี่งตรงกันข้ามมีตลาดนัดและบ่อนการพนัน และเป็นสะพาน ข้ามน้ำปิงเพียงแห่งเดียว
ในปี 1880 นางเคท วิลสัน ภรรยาศจ.โจนาธาน วิลสันเล่าว่าถ้ามองจากระเบียงหน้าบ้านของเรา อีกฟากของแม่น้ำจะเห็นบ้านหมอชีค (บ้านหลังเดิมคือโรงพยาบาลอเมริกันมิชชั่นในเวลาต่อมา) ถัดมาเป็นสะพานมีดอยสุเทพเป็นฉากหลัง

ในปี 1885 มี Mister Holt S. Hallett ชาวอังกฤษมาสำรวจเชียงใหม่ เพื่อสร้างทางรถไฟระหว่างพม่า-ไทย-จีน เขาบันทึกว่าสะพานในเชียงใหม่นั้น เป็นสะพานไม้ (timber bridge)สามารถยกตรงกลางซึ่งสูงกว่าส่วนอื่นราวฟุตหนึ่ง (สร้างโดยไม่ใช้ตะปูและน๋อต) ออกเพื่อให้เรือของพวกเจ้านายแล่นผ่าน เมื่อรถม้าของเขาข้ามสะพาน ต้องถูกยกขึ้นตรงพื้นสะพานส่วนที่ยกได้นี้ และแม่น้ำปิงห่างจากประตูท่าแพชั้นนอก 430 หลา

ในปี 1888 หมอชึคได้รับสร้างสะพานพระเจ้าอินทวิชยานนท์ สร้างเสร็จราวปี 1890 แต่ไม่ได้รับเงินจากพวกเจ้า ซึ่งอ้างว่าสะพานไม่แข็งแรงพอ จึงไม่ยอมจายเงิน หมอชีคจึงเอาช้างมาลองข้ามให้ดู แต่พวกเจ้าก็ยังไม่จ่าย หมอชีคจึงยึดเอาเป็นของตน และผู้ที่จะข้ามสะพานนี้ต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วยในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ยังมีข้อมูลด้วยว่า มีงานฉลองสะพานข้ามแม่น่ำปิงหน้าวัดเกตในปี 2420/1877 ถ้าเป็นความจริง แสดงว่าเป็นขัวที่ซ่อมแซมสมัยที่พ่อครูแมคกิลวารีได้เล่าไว้นั้น และยังมีสมัยกบฏพญาผาบ ในปี 2432/1889 คณะผู้ก่อการ มีการนัดกันที่ขัวกุลา จะเป็นไปได้ไหมว่าขัวหมอชีคสร้างเสร็จแล้วในปีนี้ (ไม่ปรากฏหลักฐานอื่น)

ข้อมูลขัวหมอชีค จากในรายงานของศจ.Chalmers Martin อดีตศิษยาภิบาลโบสถ์หนึ่งเชียงใหม่ ในปี 1889 บอกว่าบ้านพ่อครูแมคกิลวารีกับโรงเรียนหญิงอยู่ติดกัน และตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของน้ำปิง มีถนนคั่น มีทิศทางที่แทบตรงกับประตูท่าแพด้านนอก ส่วนขัวเดิมของเชียงใหม่มีมาหลายปีแล้วมีสภาพง่อนแง่น ตอนนี้ถูกน้ำซัดพังไป พวกชาวลาวต้องใช้เรือข้ามฟาก แต่ในหน้าร้อนนิยมลุยน้ำข้ามมากกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเรือข้ามฝากจำนวน "Three-quarters of a cent"(ไม่ทราบเท่ากับเท่าไร) ขัวที่หมายไว้มนแผนที่นั้น น่าจะตรงหรือใกล้เคียงกับขัวหมอชีค แต่ไม่ใช่ขัวหมอชีคเพราะขัวหมอชีคยังสร้่างไม่เสร็จและกว่าจะพังก็อีกหลายปี

[picture courtesy from Mason Family Photo Album, PC 085 at the Payap University Archives

3
ขบวนโกศพระศพ พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙

เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย

เจ้าแก้วนวรัฐ เริ่มป่วยตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2481
ต่อมาปรากฏว่าอาการไต และ ตับอักเสบ
ที่ประชวรอยู่ยังไม่ทันจะหายดี
ก็พบอาการปอดบวมขึ้นอีก
จนพิราลัย เมื่อเวลา 21.40 น.
ของวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2482

รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร 28 ปี สิริชันษา 76 ปี

ข่าวการพิราลัยแพร่ออกไป
บรรดาบุคคลสำคัญก็ได้มีโทรเลข
และ จดหมายถวายความอาลัยมาเป็นจำนวนมาก เช่น
#คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

ส่งมาถวายเจ้าราชบุตร ดังความว่า

เจ้าราชบุตรเชียงใหม่

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ในพระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ทราบข่าวด้วยความเศร้าสลดใจว่า
เจ้าแก้วนวรัฐฯ ได้ถึงแก่พิราลัยเสียแล้ว
จึงขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งมายัง
บรรดาบุตรและธิดาโดยทั่วกัน..

— อาทิตย์ทิพอาภา

พล.อ.พิชเยนทร์โยธิน

__________________________________

เรียน พ.ท.เจ้าราชบุตร เชียงใหม่

ผมได้รับโทรเลขของเจ้า แจ้งว่า
พล.ต.เจ้าแก้วนวรัฐฯ ได้ถึงแก่พิราลัยแล้ว
ในนามของรัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และในนามของผมเอง
ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง
มายังเจ้าและญาติทั้งหลายด้วย..

— พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

__________________________________

ในการพระราชทานน้ำหลวงสรงพระศพ
มีนาวาอากาศเอก ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
เป็นผู้แทนของรัฐบาล และ ได้มาเป็นประธาน
ในงานพระราชทานน้ำหลวงสรงพระศพ
โดยรถไฟกระบวนพิเศษ พร้อมด้วย
เจ้าพนักงานกรมพระราชพิธี
มีพระยาราชโกษา เป็นหัวหน้า
นำโกศ ฉัตร แตร และกลองชนะ
พระราชทานเป็นพระเกียรติยศ
แต่พระราชทานลองมณฑป มีเฟืองประกอบโกศ
เป็น เกียรติยศพิเศษ และโปรดเกล้าฯ
ให้มีการประโคม

สำหรับการพระราชกุศล
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน
สดับปกรณ์ และ พระสวดพระอภิธรรมกำหนด 7 วัน และ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ข้าราชการแต่งเครื่องแบบครึ่งยศ
ไว้ทุกข์ถวาย และทางราชการ
ได้สั่งให้ข้าราชการฝ่ายเหนือ
ไว้ทุกข์ถวาย มีกำหนด 7 วัน

ขอบคุณภาพ แต่งสี จาก
ครูณัฏฐพัฒน์ สอนศิลปะ

4
แม่เจ้าบัวไหล เทพวงศ์ #127ปีก่อน
(แม่เจ้าหลวง) (พ.ศ. 2390 - พ.ศ. 2475)
ชายา ในเจ้าพิริยเทพวงษ์
เจ้าผู้ครองนครแพร่ ปี 2437
Mae Chao Bua Lai Thepawongse (1847-1932) The queen of Moung Phrae ,1894
Credit : Mission Pavie ,Auguste Jean-Marie Pavie

แม่เจ้าบัวไหล เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2390
ที่เมืองนครน่าน เป็นธิดาในพระยาไชยสงคราม
เชื้อสายเจ้าเจ็ดตนทางพะเยา
กับ เจ้านางอิ่น ชาวไทยอง

มีเจ้าเชษฐา และ เชษฐภคินี ได้แก่

1.เจ้าจอมแปง (เจ้านางของ ซึ่งเป็นชายาเดิมพระยาไชยสงครามได้ขอไปอุปการะที่พะเยา)

2.เจ้าเทพรส รสเข้ม (ฝาแฝดกับเจ้าจอมแปง)

3.เจ้านางสามผิว (ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรงท้องร่วงตอนอายุ 13 ปี)

ตอนแรกเกิด พระยาไชยสงคราม
ถูกเรียกตัวจากเมืองน่านมายังกรุงเทพฯ
เนื่องจากต้องคดี เรื่อง ช่วยเจ้าหลวงนครน่าน
ยกพลไปกวดต้อนตีเอาเมืองหัวพันห้าทั้งหก
ที่แคว้นสิบสองปันนา
กวาดต้อนเชลยศึกชาวไทลื้อชาวไทยอง
มาไว้ที่เขตนาน้อยเมืองน่าน
ดังนั้นจึงต้องเดินทางโดยเรือ
ขณะที่น้ำน่านนองเต็มฝั่ง
บิดาเลยตั้งชื่อให้ว่า "บัวไหล"

แม่เจ้าบัวไหล ได้รับการสถาปนาให้
ดูแลเมืองแพร่ ก่อนที่เจ้าพิริยเทพวงษ์
จะกลับจากราชการที่กรุงเทพมหานคร
ชาวเมืองแพร่จึงเรียกขานเจ้าบัวไหลว่า
"แม่เจ้าหลวง"

เจ้าบัวไหล ได้รับการอบรมเลี้ยงดู
แบบเจ้านายตามขนบธรรมเนียมล้านนา
มาอย่างดี มีฝีมือในการเย็บปักผ้า
และงานปักเย็บทุกชนิด
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าบัวไหล ได้ปักผ้าม่านและหมอนขวาน
ตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ ถวาย
เป็นที่โปรดปรานของรัชกาลที่ 5
ถึงกับได้รับการโปรดให้จัดห้องเฉพาะ แล้วพระราชทานให้ชื่อว่า "ห้องบัวไหล"
เป็นเกียรติประวัติอันสูงยิ่ง
เพื่อแสดงถึงเจ้านายสตรีทางเหนือ
เป็นผู้มีฝีมือในงานศิลปะ

ข้อมูลจาก Wikipedia

5
พิธีส่งสการตานคาบพระราชทานเพลิงศพเจ้าแม่ทิพวรรณ ณ เชียงตุง (ณ ลำปาง)

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=xlz3SHvKOqw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=xlz3SHvKOqw</a>

งานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าแม่ทิพวรรณ ณ เชียงตุง เมื่อวันที่ ๓๐ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๓๓

ผลงานการจัดของอาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ที่เคยจัดงานให้ย่าแดงมาแล้วนั่นเอง สำหรับรูปถ่ายและวีดีโอนั้นนั้นแต่เดิมเป็นรูปที่ถ่ายและอัดออกมาเป็นสไลด์ แต่อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ท่านกรุณาอัดออกมาเป็นฟิมล์ถ่ายรูป แต่เนื่องจากตัวฟิล์มที่อัดตอนสุดท้ายมีความเสียหายจึงทำให้ไฟล์ช่วงท้ายตะกุกตะกักโดยท่านพระอาจารย์มหาพิพัฒน์ วิภัฑฒโณเป็นผู้เผยแพร่

6
รอยพระสรวลแห่งความสุขใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์

เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

“26 สิงหาคม วันประสูติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี“

Cr:หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

7
คุ้มเจ้าหลวงลำปาง เจ้าหลวงบุญวาทย์

คุ้มหลวง ถูกรื้อไปแล้ว ตำแหน่งเดิม อยู่ตรง ศาลากลางเก่า บริเวณสำนักโยธาและผังเมือง

ที่คุ้มหลวงนี้ เห็นจะเป็นที่เจ้าเมืองนครลำปางอยู่สืบกันมาตั้งแต่เจ้าฟ้าชายแก้ว ปรากฏแต่ว่า เมื่อพระยากาวิละเป็นเจ้าเมืองตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่คุ้มหลวงนี้ ครั้นเมื่อไทยรบพุ่งขับไล่พม่าไปจากเมืองเชียงใหม่ได้แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ โปรดให้พระยากาวิละย้ายไปเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ ทรงตั้งพระยาคำโสมน้องพระยากาวิละคนที่ 2 เป็นเจ้าเมืองนครลำปาง พระยานครลำปางคำโสมก็อยู่ในที่คุ้มหลวงนี้ต่อมา ถึงรัชชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงตั้งพระยาดวงทิพน้องพระยากาวิละคนที่ 3 เป็นเจ้าเมืองนครลำปาง ก็อยู่ในที่คุ้มหลวงนี้ ในรัชชกาลที่ 2 นั้น ทรงสถาปนาพระยานครลำปางดวงทิพให้มีเกียรติยศสูงขึ้นเป็นพระเจ้านครลำปาง เหมือนอย่างที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เคยทรงสถาปนาพระยาเชียงใหม่กาวิละขึ้นเป็นพระเจ้าเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่เคยสร้างเวียงแก้ว (คือทำนองเป็นอย่างวัง) ขึ้นประดับเกียรติยศ เมื่อพระยานครลำปางดวงทิพได้เป็นพระเจ้านครลำปาง ก็สร้าง “หอคำ” (แปลว่าตำหนักทอง) ขึ้นประดับเกียรติยศในที่คุ้มหลวงนั้น

แต่นั้นมาบริเวณที่คุ้มหลวงจึงมีชื่อเรียกเป็น 2 ตอน เรียกว่าที่หอคำตอน 1 คงเรียกว่าที่คุ้มหลวงตอน 1 แต่ที่ทั้ง 2 ตอนนั้นอยู่ในบริเวณที่อันเดียวกัน ต่อจากพระเจ้านครลำปางดวงทิพมา พระยาชัยวงศ พระยากันทิยะ พระยาน้อยอินทร ล้วนเป็นบุตรพระยานครลำปางคำโสม ได้เป็นเจ้าเมืองนครลำปางต่อกันมา 3 คนจนตลอดรัชชกาลที่ 3 ถึงรัชชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกตำแหน่งพระยานครลำปางขึ้นเป็นเจ้าประเทศราช และทรงตั้งเจ้าวรญาณรังสี บุตรพระยานครลำปางคำโสมอีกคน 1 เป็นเจ้าเมืองนครลำปาง เจ้าเมืองนครลำปางทั้ง 4 คนนี้ก็อยู่ในคุ้มหลวงทุกคน ถึงรัชชกาลที่ 5 เมื่อเจ้าวรญาณรังสีถึงพิราลัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งบุตรของพระเจ้านครลำปางดวงทิพ ขึ้นเป็นเจ้าพรหมาภิพงศธาดา เจ้าเมืองนครลำปาง ได้ยินว่า เจ้าพรหมาภิพงศธาดาปลูกเรือนอยู่ในที่ตอนหอคำไม่ได้มาอยู่ทางตอนคุ้มหลวง สันนิษฐานว่าเห็นจะเป็นด้วยไม่อยากจะไล่ครอบครัวของเจ้าวรญาณรังษี แต่ก็อยู่ในบริเวณอันเดียวกันดังกล่าวมาแล้ว

ข้อมูลจาก คุณ TUM SWAN

ภาพเจ้าหลวงบุญวาทย์ ด้านหลังคือคุ้มหลวงลำปาง

8
พระแท่นที่ประทับของพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิ์   หรือ พระเจ้าติลกปนัดดาธิราช (พระเมืองแก้ว) พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๑๑ ในราชวงศ์มังราย แห่งอาณาจักรล้านนา   
เป็นแท่นไม้จำหลัก ลงรักปิดทอง ประดับกระจจกแก้ว และกระจกจืน ขาทั้ง ๔ และตัวแท่น จำหลักเป็นลวดลายเครือเถาปิดทอง ลักษณะลวดลายเป็นแบบศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษ ที่ ๒๑

ขนาดกว้าง ๑๐๒ ซม. ยาว ๑๔๒ ซม. สูง ๔๕ ซม.

พระแท่นที่ประทับนี้ พระเมืองแก้วใช้สำหรับทรงงาน ในคราวประทับเพื่อทรงงานก่อสร้างพระวิหารหลวง และพระมณฑป ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้าจอมทอง ในปี พ.ศ. ๒๐๖๐

---------------------
พิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร
เปิดบริการ วันอังคาร - วันอาทิตย์
เวลา ๐๘.๓๐น. - ๑๖.๓๐ น.
(ปิดบริการวันจันทร์)
โทร ๐๕๓ ๓๔๒๑๘๔
ไม่เก็บค่าเข้าชม

9
หีบเหล็กใส่สมบัติของเจ้าพิริยะเทพวงศ์ เจ้าหลวงผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย หีบทรงสี่หลี่ยม มีกุญแจล็อคด้านหน้าสองข้าง มีตราลายดอกเป็นสัญลักษณ์ด้านหน้าหีบและบนฝาหีบ มีหูหีบเป็นห่วงเหล็กทั้งสองด้าน อายุหีบเหล็กราว 130 ปี

ซึ่งจากเหตุการณ์การจลาจลของกลุ่มเงี้ยวในเมืองแพร่ในปีพุทธศักราช 2445 ทำให้สมบัติต่างๆในคุ้มหลวงสูญหายออกไปมากมาย ซึ่งสมบัติบางส่วนตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นสู่มือลูกหลานเขื้อสายเจ้าหลวง ที่ได้เก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งนัอยคนนักที่จะได้เห็น ของโบราณที่ทรงคุณค่าในด้านประวัติศาสตร์เมืองแพร่แบบนี้

แป้หม่าเก่า Ancient Phrae # อนุรักษ์ สืบสาน ตำนาน ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต เมืองแพร่
https://www.facebook.com/Ancient.Phrae
No History no Future
ขอขอบคุณ พระวรรธคม กตธมฺโม อินคำปัน

10
ภาพเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๑๐ นครลำพูน แต่งชุดพม่า และเจ้าหญิงแขกแก้ว ณ ลำพูน ชายาแต่งตัวชุดเจ้านายหญิงสยาม เพื่อร่วมงานราตรีสโมสร รับเสด็จจอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ที่คุ้มเจ้าอุปราช(เจ้าน้อยอินทแก้ว ณ เชียงใหม่ ต่อมาคือพลตรีเจ้าหลวงแก้วนวรัฐ) นครเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙

สำเนาภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เมื่อเจ้าหญิงแขกแก้ว อายุได้ 17 ปีบริบูรณ์ย่างเข้า 18 ปี เจ้าน้อยพรหมเทพผู้เป็นบิดาได้ตกลงใจเลือกคู่ครองให้ท่าน คือให้สมรสกับเจ้าบุรีรัตน์ นครลำพูน (เจ้าน้อยจักรคำ) ในขณะนั้นเป็นพ่อหม้าย เนื่องจากชายาองค์แรกของท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมมา 2 ปีกว่าแล้ว เจ้าน้อยจักรคำมีความรักใคร่ในองค์เจ้าหญิงแขกแก้วยิ่งนัก ท่านให้เกียรติ ท่านยกย่อง ท่านถนอมน้ำใจ เป็นอย่างยิ่ง ตลอดช่วงเวลา 8-9 ปีที่ใช้ชีวิตร่วมกันของเจ้าหลวงจักรคำฯ กับเจ้าหญิงแขกแก้ว ท่านไม่เคยนำหม่อมคนใดเข้ามาอยู่ในคุ้มแม้แต่คนเดียว ชีวิตสมรสของเจ้าหญิงแขกแก้วในปีแรกจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขยิ่งนัก หนึ่งปีต่อมา คือปี พ.ศ. 2454 ท่านได้ให้กำเนิดโอรสองค์แรก คือเจ้าวรทัศน์ และในปีเดียวกันนั้นเอง เจ้าบุรีรัตน์ นครลำพูน (เจ้าน้อยจักรคำ) ก็ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ 6 แต่งตั้งให้เป็นเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 10 ชีวิตของเจ้าหญิงแขกแก้วจึงพร้อมไปด้วยความสุข ชื่อเสียง เกียรติยศ ฐานะ อำนาจ วาสนา ในปลายปี พ.ศ. 2455 นี้เองที่ท่านได้อุปการะดูแลเจ้าน้าของท่าน คือเจ้าคำย่น (ญ) ที่นำบุตรชายคือเจ้ากุศลวงศ์และบุตรสาวคือเจ้าส่วนบุญกลับมาอยู่ที่ลำพูน หลังจากเจ้าน้อยพุทธวงศ์ ณ เชียงใหม่ ผู้เป็นสามีถึงแก่อนิจกรรมเมื่อต้นปี พ.ศ. 2455 และในปี พ.ศ. 2456 ท่านได้ให้กำเนิดโอรสองค์ที่ 2 คือ เจ้ารัชเดช

เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์มีความพึงพอใจในตัวเจ้าส่วนบุญธิดาองค์เดียวเล็กของเจ้าคำย่น (ญ) ซึ่งขณะนั้น (พ.ศ. 2456) มีอายุได้ 16 ปีบริบูรณ์ จึงออกปากขอต่อเจ้าหญิงแขกแก้ว ด้วยในเวลานั้นเจ้าส่วนบุญอยู่ในความอุปการะของเจ้าหญิงแขกแก้ว ท่านจึงยกเจ้าส่วนบุญให้เป็นชายาของเจ้าหลวงจักรคำฯ และเพื่อเป็นการตอบแทนความมีน้ำใจดีของเจ้าหญิงแขกแก้ว เจ้าหลวงจักรคำฯ จึงได้ให้คำสัญญาเกี่ยวกับการครองเรือนระหว่างท่านกับเจ้าหญิงแขกแก้วไว้ 1 เรื่อง เจ้าส่วนบุญได้ให้กำเนิดโอรสในปี พ.ศ. 2457 คือ เจ้าพัฒนา เจ้าหญิงแขกแก้วได้ให้กำเนิดโอรสองค์ที่ 3 ในปี พ.ศ. 2458 แต่มีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่วันก็ถึงแก่อนิจกรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2459 ท่านได้ให้กำเนิดราชธิดา อีก 1 องค์ แต่มีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่วันก็ถึงแก่อนิจกรรมอีก ไม่เพียงแค่นั้น โอรสองค์ที่ 2  คือเจ้ารัชเดช ซึ่งกำลังอยู่ในวัยน่ารักก็ถึงแก่อนิจกรรมในปีถัดมา เจ้าหญิงแขกแก้วเต็มไปด้วยความโทมนัสอย่างแรงกล้า ความทุกข์ใจของท่านอันเกิดจากกรสูญเสียโอรสและราชธิดาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้นมากจนสุดจะบรรยาย และในช่วงเวลาที่ท่านโศกเศร้าเสียใจจนแทบจะตายลงไปนั้น  ก็มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นภายในคุ้มหลวงซึ่งทำให้ท่านพบว่าเจ้าหลวงจักรคำฯ ไม่รักษาคำสัญญาที่ให้ไว้ ท่านจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ที่คุ้มของเจ้าบุรีรัตน์ นครลำพูน (เจ้าน้อยพรหมเทพ) เมื่อท่านแจ้งความประสงค์ให้เจ้าหลวงจักรคำฯ รับทราบ ก็ได้รับการทัดทานมิให้ไป ไม่ว่าเจ้าหลวงจะพูด ท่านก็ยังยืนยันที่จะกลับไปอยู่ที่คุ้มของเจ้าบิดา เจ้าหลวงจึงห้ามนำเจ้าวรทัศน์ไปด้วย เพราะทราบดีว่าเจ้าหญิงแขกแก้วรักลูกมาก คงไม่กล้าทิ้งลูกไว้เพียงลำพัง แต่ผิดคาด เจ้าหญิงแขกแก้วกลับบอกว่า เจ้าวรทัศน์อายุ 7-8 ปีแล้ว ช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง ไม่มีจะมารังแกได้ ก็ขอฝากลูกไว้ด้วย

ในวันที่เจ้าหญิงแขกแก้วออกจากคุ้มหลวงนั้น เจ้าหลวงจักรคำฯ ได้ออกปากให้เจ้าหญิงแขกแก้วนำแก้ว แหวน เงิน ทอง เครื่องประดับ ที่ท่านซื้อหาและจัดทำให้ในระหว่างครองเรือนด้วยกัน แต่เจ้าหญิงแขกแก้วปฏิเสธ ไม่เอามาแม้แต่ชิ้นเดียว เจ้าหลวงฯ ได้ออกปากให้นำขันเงิน พานเงิน พานหมากพลูบุหรี่เงิน กระบุงเงินและเครื่องใช้เงินต่างๆ ไปด้วย เพื่อจะได้มีใช้สอยในการไปทำบุญที่วัดในวันข้างหน้า ไม่ต้องไปซื้อไปหาใหม่ แต่เจ้าหญิงแขกแก้วก็ปฏิเสธอีก ไม่ว่าเจ้าหลวงฯ จะพูดอย่างไร เจ้าหญิงแขกแก้วก็ไม่โต้ตอบ ท่านเดินออกจากคุ้มหลวงโดยมีญาติสนิท 3 คน และคนรับใช้ 1 คน ติดตามท่านไป เจ้าหลวงจักรคำฯ ได้แต่นั่งน้ำตาไหลมองเจ้าหญิงแขกแก้วออกจากคุ้มหลวงไปจนลับสายตา เหตุการณ์ในวันที่เจ้าหญิงแขกแก้วออกจากคุ้มหลวงนั้น ผู้คนที่อาศัยในคุ้มหลวงในเวลานั้นมีจำนวนมาก หลายคนเป็นญาติ หลายคนเป็นบริวาร ต่างก็ได้เห็นเหตุการณ์และได้ยินคำโต้ตอบระหว่างเจ้าหลวงจักรคำฯ และเจ้าหญิงแขกแก้วตั้งแต่ต้นจนจบ

เมืองลำพูนในสมัยนั้น มีผู้คนไม่มากนัก บ้านเมืองสงบ การดำรงชีพของชาวเมืองเรียบง่าย ยึดมั่นในขนบธรรมเนียม ประเพณี และพระพุทธศาสนา จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหลวงฯ กับเจ้าหญิงแขกแก้ว จึงเป็นที่โจษจัน พูดกันทั้งเมือง ถ้าเป็นสมัยนี้ก็เรียกว่า เป็น Talk of the town ได้เลย ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์คาดคะเนต่างๆ นานา แม้แต่ญาติพี่น้องของเจ้าหญิงแขกแก้วก็ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของท่าน ผู้คนที่รู้เรื่องนี้พูดคล้ายๆ กันในทำนองนี้ว่า การออกจากคุ้มหลวงมานี้ ก็เท่ากับทิ้งชื่อเสียง เกียรติยศ ทิ้งอำนาจ วาสนา และความสุขสบาย ตลอดจนฐานะที่มั่งคั่ง กลับมาเป็นเจ้าหญิงจนๆ ที่ไม่มีนา ไม่มีสวน ไม่มีคนนับหน้าถือตา แล้วจะอยู่ได้อย่างไร? เจ้าหลวงฯ ให้เอาอะไรมา ก็ไม่เอามาสักอย่าง แล้วต่อไปจะไปทำมาหากินอะไรกัน? เจ้าหญิงแขกแก้วไม่ตอบคำถามของใครสักคน ท่านไม่พูดเรื่องนี้กับผู้ใดเลย ท่านเล่าให้เจ้าน้อยพรหมเทพผู้เป็นบิดาแต่เพียงผู้เดียว ถึงเหตุผลที่ท่านตัดสินใจกลับมาบ้าน

เจ้าหลวงจักรคำฯ ไม่ละความพยายามที่จะให้เจ้าหญิงแขกแก้วกลับไปอยู่ที่คุ้มหลวงอีก ท่านไหว้วานขอร้องญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด สนิทสนม และเป็นผู้ที่เจ้าน้อยพรหมเทพเคารพนับถือหรือเกรงใจ เป็นผู้ประสานรอยร้าวและให้เกลี้ยกล่อมชักจูงด้วยเหตุผลนานาประการ ให้เจ้าหญิงแขกแก้วกลับมาอยู่ที่คุ้มหลวงดังเดิม มีทั้งญาติผู้ใหญ่ที่ใช้นามสกุล ณ ลำพูน ณ เชียงใหม่ ชนัญชยานนท์ ลังกาพินธุ์ ถึง 3 ครั้ง 3 หน แต่เจ้าหญิงแขกแก้วก็ไม่กลับไป ญาติผู้ใหญ่เหล่านั้นต่างก็เกรงจะได้รับคำตำหนิจากเจ้าหลวงจักรคำฯ จึงไปเกลี้ยกล่อมและขอร้องเจ้าน้อยพรหมเทพอีกต่อหนึ่ง แต่เจ้าน้อยพรหมเทพบอกว่า ท่านไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องของลูก ขอให้เจ้าหญิงแขกแก้วตัดสินใจเอง จากคำบอกเล่าที่ได้รับทราบมาว่า เจ้าหญิงแขกแก้วในช่วงเวลานั้น อายุเพียง 26-27 ปีเท่านั้น ยังคงงดงามอยู่ ที่สำคัญท่านเป็นสตรีที่มีความรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ ได้รับการอบรมมาอย่างดี ท่านจึงเป็นสตรีที่มีคุณค่า และยังเป็นที่หมายปองของชายที่มีฐานันดรศักดิ์ทั้งหลาย

ในที่สุดเจ้าหลวงจักรคำฯ ตัดสินใจไปง้องอนเจ้าหญิงแขกแก้วด้วยตัวท่านเองที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (เจ้าน้อยพรหมเทพ) เจ้าหลวงจักรคำฯ ได้พูดคุยกับเจ้าหญิงแขกแก้วตามลำพัง พูดกันอย่างไร? ไม่มีใครได้ยินในช่วงแรก หลายคนในคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (เจ้าน้อยพรหมเทพ) ได้ยินในช่วงสุดท้าย คนที่ได้ยินเล่าว่า เสียงของเจ้าหลวงฯ ดังลั่นบ้าน น้ำเสียงโกรธมาก เจ้าหลวงฯ พูดว่า เมื่อมารับกลับบ้านก็ยังไม่ยอมกลับ ก็ตามใจ อย่าหวังนะว่าจะได้แต่งงานใหม่ หากมีใครมาสู่ขอแต่งงาน จะขัดขวางจนถึงที่สุด แล้วเจ้าหลวงจักรคำฯ ก็เดินปึงปังงจากเรือนไป 2-3 สัปดาห์ต่อมาเจ้าหลวงฯ ได้ไปหาเจ้าบุรีรัตน์ยังที่ทำงาน ท่านได้พูดจากับเจ้าบุรีรัตน์เป็นเวลานาน เจ้าบุรีรัตน์ได้เล่าให้ญาติสนิทท่านหนึ่งในภายหลังว่า เจ้าหลวงฯ ขอให้ท่านช่วยพูดหรือสั่งให้เจ้าหญิงฯ ให้กลับไปที่คุ้มหลวง หากเจ้าบุรีรัตน์สั่งให้กลับ เจ้าหญิงฯ ต้องกลับไปคุ้มหลวงแน่นอน เจ้าบุรีรัตน์ได้บอกให้เจ้าหลวงฯ พูดกับเจ้าหญิงแขกแก้วด้วยตนเอง เพราะเป็นเรื่องในครอบครัว แล้วแต่เจ้าหญิงแขกแก้วตัดสินใจ เจ้าหลวงจักรคำฯ ผิดหวังถึงกับน้ำตาไหลต่อหน้าเจ้าบุรีรัตน์

ผู้เขียน (วรเทวี (ณ ลำพูน) ชลวณิช) ได้รับทราบเรื่องราวเหล่านี้จากบุคคลต่างๆ ทั้งจากวงศาคณาญาติ ทั้งจากผู้สูงอายุชาวลำพูนและผู้สูงอายุชาวเชียงใหม่ หลากหลายคน (ต้องใช้คำว่าเยอะมาก และได้ยินไม่รู้กี่ครั้งอยู่หลายปีคือได้ยินตั้งแต่เด็กจนโตเป็นสาว) จึงได้สอบถามมารดาว่า พอรู้เรื่องนี้บ้างไหม? คุณแม่บอกว่า ก็รู็จากพวกญาติๆ และพวกศรัทธาวัดมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้ยินเจ้าแม่เฒ่าพูดถึงเลย เมื่อผู้เขียนอายุประมาณ 17-18 ปีก็ได้ถามเจ้าแม่เฒ่าว่าเรื่องราวที่ผู้เขียนได้ยินมานั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร? คนทั่วไปอยากรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านทิ้งเจ้าหลวงฯ กลับมาอยู่ที่คุ้มของเจ้าบุรีรัตน์ เล่าให้ฟังบ้างได้ไหม? ท่านตอบช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “เรื่องมันนานมาแล้ว รู้ไปทำไม ไม่มีประโยชน์” ท่านพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เรื่อยๆ ว่า  “เจ้าแม่เฒ่าได้อโหสิกรรมให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตั้งแต่ก่อนที่เจ้าแม่เฒ่าจะเริ่มรับอุโบสถศีล” ท่านนิ่งไปสักครู่แล้วก็พูดตัดบทว่า “ต่อไปไม่ต้องมาถามอีกนะ ถึงถามก็ไม่บอก” หลังจากนั้นมาผู้เขียนก็เลยไม่ถามถึงเรื่องนั้นอีกเลย

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนมองเห็นจากเรื่องนี้ ก็คือเจ้าหญิงแขกแก้วเป็นสตรีที่มีการศึกษา มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างมาก และเป็นคนที่รักษาคำพูดอย่างยิ่ง ท่านมีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อสังคมรอบข้าง ท่านปฏิเสธที่จะเป็นนกน้อยในกรงทอง ท่านเลือกที่จะดำเนินชีวิตอย่างอิสระ ตามที่ใจท่านปรารถนา ซึ่งมิใช่วิถีชีวิตและมิใช่วิธีคิดของสตรีล้านนาในยุคสมัยนั้น – สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ; แน่นอน ท่านต้องมีความกล้าหาญ มีความเข้มแข็ง และมีความอดทนอดกลั้นอย่างมาก ในการที่จะดำรงชีวิตอยู่โดยลำพัง ท่ามกลางเสียงครหานินทา ในสังคมที่มีผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า สังคมที่ผู้ชายมีอภิสิทธิ์เหนือผู้หญิงในทุกๆ เรื่อง นั่นคือสังคมของคนไทยล้านนาใน พ.ศ. 2461
เรื่องเล่าจากคุ้มเจ้าหญิงแขกแก้ว ณ ลำพูน โดย วรเทวี (ณ ลำพูน) ชลวณิช

ภาพ เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ (เจ้าน้อยจักรคำ ณ ลำพูน) และเจ้าหญิงแขกแก้ว ณ ลำพูน อรรคชายา ถ่ายรูปที่คุ้มหลวงลำพูน หลังที่สร้างด้วยไม้สัก (หลังแรก)     

ข้อมูลจาก Nubkao Kiatchaweephan

11
บันใดนาค ทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ เมื่อแรกสร้างเป็นนาคเศียรเดียว

12
ภายในโบสถ์สองสงฆ์ วัดพระสิงห์ ที่มีโขงพระเจ้าตั้งแบ่งกึ่งกลางเพื่อแยกพระและชีไว้ที่ละฟาก เวลามีการสังฆกรรม

13
วัดกู่เต้าตั้งอยู่ริมขอบหนองบัวเจ็ดกอ

14
เจดีย์ธาตุวัดสวนดอก ที่บรรจุพระธาตุจากเมืองบางยาง เมืองสวรรคโลก อีกองค์ที่แตกออกมานำไปบรรจุยังเจดีย์วัดดอยสุเทพฯ

15
วิหารเจ็ดยอด วัดโพธาราม

หน้า: [1] 2 ... 39