แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Messages - ฮักล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 38
1
4 ตระกูล เจ้าเมืองเชียงของ
รายนามเจ้าเมืองเชียงของ นับแต่เมื่อครั้งเจ้าเมืองเชียงของอพยพหนีศึกสงคราม (เชียงแสนแตก พ.ศ.2347) ไปอยู่เมืองน่าน และเจ้านครน่านได้รับมอบหมายให้ฟื้นฟูเมืองเชียงของขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ.2385 มีดังนี้
1. เจ้าอริยะ (ขึ้นกับเชียงแสน อพยพชาวเชียงของหนีศึกสงครามไปอยู่เมืองน่าน)
2. เจ้ารำมะเสน (ต้นตระกูล ติยะธะ) เจ้านครน่านแต่งตั้งให้ยกพลเมืองชาวเชียงของที่แตกหนีศึกมาตั้งเมืองอยู่ที่เวียงติน (ปัจจุบันคือ บ้านแจมป๋อง อ.เวียงแก่น) กระจายชาวเมืองตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านปอ บ้านยาย (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จ.เชียงราย) บ้านน้ำปึก บ้านด่านติน (ฝั่งลาว) เนื่องจากยังเข้าไปอยู่ในเวียงเชียงของเก่าไม่ได้ เพราะรกร้างมาหลายสิบปี และได้จัดให้ราษฎรอีกส่วนมาแผ้วถางและตั้งเมืองชั่วคราวขึ้นที่ทิศใต้ของเมืองเชียงของเดิม คือบ้านหาดไคร้และบ้านสบสมในปัจจุบัน โดยตั้งชื่อว่า บ้านเวียงใหม่ หลังจากได้แผ้วถางฟื้นฟูเวียงเชียงของเดิมแล้ว เจ้ารำมะเสนได้ย้ายเข้ามาตั้งในเวียงเดิม ราษฎรที่ตั้งบ้านเรือนที่บ้านปอได้ย้ายติดตามมาและตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆ เวียงห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 6 กิโลเมตร และตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อเดิมที่เคยอยู่ในเมืองน่าน คือ บ้านสถาน
3. เจ้าวิฑูระ (ต้นตระกูล วิฑูรย์)
4. เจ้าหอหน้าคำขึ้น (ต้นตระกูล ธุระเสน)
5. เจ้าอนุรศ
6. เจ้าอริยะ (ชื่อพ้องกับเจ้าเมืองคนแรก)
7. เจ้าอินต๊ะยศ
8. เจ้าจิตวงษ์ (ต้นตระกูล จิตตางกูร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลเมื่อ 25 กันยายน พ.ศ.2457)

ข้อมูลจากเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

2
เบื้องหลังข่าวกระโดดตึก
ของเจ้าหญิงยวงแก้ว
ธิดา “เจ้าน้อยค่ำคน”

เจ้าหญิงผู้นี้มีนามว่า “ ยวงแก้ว สิโรรส “ เจ้าปู่คือ เจ้าหนานไชยวงศ์ ซึ่งเป็นหลานปู่ของ เจ้าฟ้าชายสาม เจ้าฟ้าเชียงตุง เจ้าย่าของเจ้าหญิงฟองสมุทร ซึ่งเป็นธิดาของ เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 3 กับแม่เจ้าตาเวยราชเทวี เจ้าพ่อคือ เจ้าน้อยคำคง ( คนเดียวกันที่ชาวเมืองเรียกว่า “ ค่ำคน “ ) เจ้าน้อยคำคง คนนี้เป็นน้องชายของเจ้าน้อยมหาวงศ์ เศรษฐีแห่งบ้านสันทรายมหาวงศ์ อำเภอสารภี เชียงใหม่
เจ้าหญิงยวงแก้ว สิโรรส มีเจ้าพ่อคือ เจ้าน้อยคำคง ( คนเดียวกันที่ชาวเมืองเรียกว่า “ ค่ำคน “ ) เป็นคนรูปงามมากคนหนึ่ง ซึ่งบรรดาเจ้าพี่นายน้องเทียบโฉมเปรียบกันก็ยากอยู่ และเป็นคนที่ค่อนข้างจะใจคอเข้มแข็งห้าวหาญแสนงอนและดุดันมากอยู่ทีเดียว ทั้งนี้เพราะได้ถ่ายทอดสายเลือดไปจากเจ้าน้อยตำตน ยอดนักเลงใหญ่แห่งนครเชียงใหม่ ในยุคกระนั้นเลยทีเดียว เจ้าหญิงยวงแก้วขาดแม่ที่อยู่ใกล้ เพราะเจ้าพ่อกับเจ้าแม่แยกกันไป เสด็จพระราชชายาทราบเข้า จึงโปรดให้รับตัวไปอยู่กับเสด็จตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เท่านั้น พร้อมกับเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่
เมื่อปี 2449 สมัยนั้น พวกนางในข้าหลวงในพระตำหนักของเจ้าจอมต่าง ๆ นิยมการเล่นเพื่อน หลงรักผู้หญิงด้วยกัน จนกระทั่งเอาทรัพย์สินเป็นของขวัญแลกเปลี่ยนกันไปมามิได้ขาด ซึ่งในสมัยนี้ เรียกกันว่า “ แฟน “ นั่นเอง
เจ้าหญิงยวงแก้ว สิโรรส มีแฟนเป็นหญิงชื่อ หม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพ ผู้อยู่ในตำหนักหนึ่งในพระบรมมหาราชวัง แต่บังเอิญหม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพ ผู้นี้มี “ แฟน “ สาวคนหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว ชื่อ น.ส. หุ่น ต่างคนต่างชิงดีชิงเด่น ชิงไหวชิงพริบที่จะเอาชนะจิตใจซึ่งกันและกัน ระหว่างน.ส.หุ่นกับเจ้าหญิงยวงแก้วและในขณะที่ชิงดีชิงเด่นกันนี้เอง น.ส.หุ่นได้ปล่อยข่าวเป็นเชิงใส่ไฟกรอกเข้าหูบรรดาเจ้าพี่นายน้องว่า เจ้าหญิงยวงแก้ว นำของที่ได้ประทานจากพระราชชายา ซึ่งเป็นแก้วแหวนเงินทองเพชรพลอยที่เสด็จประทานให้นั้น ไปปรนเปรอหม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพ เสียหมดสิ้น
คราวนี้บรรดานางในได้นำไปกราบทูลเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ให้ทราบว่าเจ้าหญิงยวงแก้วถูก “ หลอกตุ๋น “ เสด็จกริ้วมากที่สุดเรียกเจ้าหญิงยวงแก้วไปพบพร้อมบริภาษอย่างรุนแรงและสำทับให้เอาของมาคืนเสด็จท่านให้หมด นอกจากนี้ ก็ให้คาดโทษว่าจะส่งกลับนครเชียงใหม่เสียที ขณะนี้อารมณ์ยังไม่ปกติขอผลัดชำระโทษไว้อีกสัก 7 วัน จะลงโทษให้สาสมกับที่ทำให้พระองค์ช้ำพระทัยในความรักที่มีต่อเจ้าหญิงยวงแก้ว
ความอับอาย “ แฟน “ และเพื่อนในตำหนักเจ้าจอมต่าง ๆ และอายต่อหม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพ ทำให้เจ้าหญิงเกิดความกลัดกลุ้มใจมากเพราะจะเอาของมาคืนก็ไม่ได้ 2 – 3 วันต่อมาเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ก็ยังเฉย ๆ อยู่ ในคืนที่เจ้าหญิงยวงแก้วจะทำอัตวินิบาตกรรมนั้น ตอนกลางคืน ยังได้นอนปรับทุกข์กับ เจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้น ได้สมรสกับ
เจ้าอุตรการโกศล ( ศุขเกษม ) แล้ว และได้เข้าไปพักในพระตำหนักของเสด็จพระราชชายา โดยเจ้าอุตรการโกศล ขึ้นมาราชการที่นครเชียงใหม่
เจ้าหญิงยวงแก้ว พร่ำรำพัน ต่าง ๆ นานา ในความอาภัพของตนที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีในครั้งนี้ แทนที่ทุกคนจะเห็นใจกลับเยาะเย้ยเหยียดหยามอีก เจ้าหญิงบัวชุมได้เพียรปลอบใจให้คลายโศกเศร้าลง แต่แล้วหลังจากเจ้าหญิงบัวชุมได้นอนหลับสนิทนั่นเอง..
เจ้าหญิงยวงแก้ว ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนให้โลกรู้ว่าตนนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์มิได้กระทำดั่งข้อกล่าวหาและมิได้บังอาจกระทำการละเมิดต่อเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ไม่มีใครจะตัดสินให้ความยุติธรรมแก่ตนได้ในโลกนี้ จึงขึ้นไปบนตึกพระตำหนักชั้น 4 แล้วกระโดดลงมาอย่างไม่กลัวตาย ด้วยน้ำใจอันเด็ดเดี่ยวแบบเจ้าน้อยคำคงผู้เป็นเจ้าพ่อ เพื่อให้โลกรู้ว่า “ข้ามิได้ทำผิดดังคนแกล้วใส่ความ” ผลคือเจ้าหญิงสลบคาที่
ในคืนนั้นเจ้าหญิงยวงแก้ว ถูกหามนำตัวไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลฝรั่ง ทางประตูผีท้องที่อำเภอสำราญราษฎร์และได้ถึงแก่ความตาย ณ โรงพยาบาลแห่งนั้น..
การตายของเจ้าหญิงยวงแก้ว พระพุทธเจ้าหลวงทรงทราบจึงได้รับสั่งให้เจ้าหน้าที่กรมวังไปทำการสอบสวนสาเหตุว่ามีเบื้องหลังซับซ้อนหรือไม่ นับว่าเป็นโชคดีที่เสด็จพระชายายังมิได้ลงโทษเฆี่ยนตีลงไป

ที่มา: หนังสือเพ็ชร์ลานนาฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๐๗ โดย ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง
จากเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

3
ตำนานแคว้นพะเยา หรือ นครรัฐพะเยา เป็นนครรัฐอิสระ ในจังหวัดพะเยา ตั้งอยู่ใกล้น้ำแม่อิงซึ่งไหลลงมาจากเทือกเขาผีปันน้ำ เป็นอาณาจักรร่วมสมัยเดียวกับยุคปลายของหิรัญนครเงินยางเชียงแสน

แคว้นพะเยาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในรัชกาลพญางำเมือง เคยขยายอำนาจปกครองนครรัฐน่านระยะหนึ่ง ทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรล้านนา และอาณาจักรสุโขทัย แต่ภายหลังในช่วงปี พ.ศ. 1877-1879 พะเยาถูกผนวกเข้ากับล้านนาในสมัยพญาคำฟูที่เข้าปล้นพะเยาจากความร่วมมือของนครรัฐน่าน

แคว้นพะเยา เกิดจากการขยายตัวของราชวงศ์ลาวที่แยกตัวออกมาเพื่อสร้างเมืองใหม่ สันนิษฐานว่าประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 โดยพญาลาวเงินแห่งเมืองเงินยางได้ส่งเจ้าราชบุตรนามขุนจอมธรรมสร้างเมืองพะเยาและปกครองในฐานะนครรัฐอิสระไม่ขึ้นกับใคร มีความสัมพันธ์อันดีกับเมืองเงินยางในฐานะญาติและพันธมิตร

แคว้นพะเยา เริ่มมีบทบาทโดดเด่นขึ้นต้นพุทธศตวรรษที่ 19 กษัตริย์นามพญางำเมือง กษัตริย์พระองค์ที่เก้า เป็นพระสหายของพ่อขุนรามคำแหง และพญามังราย ทั้งสามพระองค์ได้ร่วมมือกันทำสัญญาสามกษัตริย์ในปี พ.ศ. 1830 เพื่อต่อต้านการขยายตัวของจักรวรรดิมองโกล ทั้งที่ก่อนหน้านี้พญามังรายเคยยกทัพไปเมืองพะเยาในปี พ.ศ. 1819 ซึ่งไม่ได้รบกันแต่กลับเจรจากัน สรัสวดี อ๋องสกุลได้สันนิษฐานว่าเป็นเพราะ "...ความเป็นสหายและความเข้มแข็งของพญางำเมืองในขณะนั้นเป็นอุปสรรคต่อการยึดเมืองพะเยา"[1] ด้วยความเข้มแข็งดังกล่าวพญางำเมืองได้ขยายอำนาจและยึดครองนครรัฐน่านโดยส่งพระชายาและราชบุตรไปปกครอง ถือเป็นยุคที่พะเยาเจริญรุ่งเรืองสูงสุด

หลังสิ้นรัชกาลพญางำเมือง ท้าวคำแดงพระโอรสได้ครองเมืองสืบต่อ ยังคงสัมพันธ์อันดีกับล้านนา และเคยช่วยพญาไชยสงครามปราบกบฏขุนเครือ และหลังจากการปราบกบฏก็ได้ขอนางแก้วพอตาธิดาพญาไชยสงครามให้เสกสมรสกับท้าวคำลือ พระราชโอรสซึ่งเป็นกษัตริย์พะเยาองค์สุดท้าย ซึ่งเฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี มองว่าการมาของนางแก้วพอตาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พะเยาเสียเอกราชเพราะในปี พ.ศ. 1877-1879 พญาคำฟูแห่งล้านนาทรงประสบความสำเร็จในการปล้นเมืองพะเยาจากความร่วมมือของนครรัฐน่าน และอาจได้รับการสนับสนุนจากนางแก้วพอตาที่เป็นพระปิตุจฉาพญาคำฟู[8] อันเป็นการดีต่อล้านนาที่เมืองเชียงรายและเชียงแสนจะปลอดภัยจากการโจมตีของพะเยา และตั้งเมืองพะเยาเป็นฐานอำนาจที่จะขยายลงไปสู่นครรัฐแพร่และน่านต่อไป

หลังสิ้นเอกราช เมืองพะเยาปรากฏความสำคัญในฐานะส่วนหนึ่งของล้านนาในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน เพราะได้ส่งขุนนางที่มีฐานะเป็นอา ช่วยเหลือให้พระองค์ครองราชย์มาปกครองพะเยา และตอบแทนความชอบด้วยการกำหนดตำแหน่งเจ้าเมืองพะเยาเป็น "เจ้าสี่หมื่น" และในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช ทรงให้ความชอบแก่พระยายุทธิษฐิระ อดีตเจ้าเมืองสองแควผู้มาสวามิภักดิ์ให้การยกให้ครองพะเยา แต่กาลต่อมาเมือล้านนาได้ยึดครองนครรัฐแพร่และน่านแล้ว เมืองพะเยาจึงถูกลดบทบาทลง

ประชากร

ด้วยความที่พะเยาเป็นผลจากการขยายตัวของเมืองเงินยางที่ขยายลงมายังที่ราบลุ่มเชียงราย-พะเยา เป็นดินแดนที่เรียกว่า "โยนก" มีประชากรเป็น ไทยวน ด้านการตั้งถิ่นฐานจะกระจายตามแอ่งหรือที่ราบลุ่มแม่น้ำเป็นแนวยาวตามลำน้ำอิง[10] เมื่อขุนจอมธรรมตั้งเมืองพะเยา ได้รวบรวมไพร่พลจากหัวเมืองต่าง ๆ ได้ 80,000 คน แบ่งเป็น 36 พันนา นาละ 500 คน ชุมชนที่เกิดขึ้นในระยะแรก ๆ เป็นชุมชนเล็ก ๆ แยกกันอยู่เป็นแห่ง ๆ มีผู้นำชุมชนในนามของเจ้าผู้ปกครอง การตั้งชุมชนบ้านและเมืองได้พัฒนาจากถิ่นฐานที่อยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองที่มีวัฒนธรรมด้อยกว่า ผสมผสานกับวัฒนธรรมต่างถิ่นที่เจริญกว่า นอกจากนี้ประชากรบางส่วนเป็นชาวกาว โดยเฉพาะที่เมืองงาวที่อยู่ใกล้กับนครรัฐน่านที่มีชาติพันธุ์เดียวกัน

ทั้งนี้แคว้นพะเยาแต่เดิมนับถือผี ต่อมาพญางำเมืองได้มีศรัทธารับคติพุทธศาสนาจากหริภุญชัยมาประดิษฐานในแคว้น หลังการรับพุทธศาสนาจึงมีการสร้างพระพุทธรูปหินทรายและศาสนาวัตถุอื่น ๆ กษัตริย์ทรงนับถือศาสนาพุทธ และตั้งพระองค์ตามหลักทศพิศราชธรรม
ภูมิศาสตร์

จากการขยายตัวของราชวงศ์ลาวที่ขยายตัวลงมาตามที่ราบลุ่มเชียงราย-พะเยา ทั้งนี้ตัวเมืองพะเยาตั้งอยู่บนลุ่มน้ำอิงที่ไหลลงสู่กว๊านพะเยา เป็นที่ราบปลายภูเขาที่มีชื่อเรียกตามตำนานว่า "ภูยาว" ต่อมาได้กลายเป็นคำว่า "พยาว" และเป็น "พะเยา" ที่ตั้งเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะมีแหล่งน้ำสองแหล่งคือ น้ำแม่อิงและกว๊านพะเยา และเป็นที่ราบกว้างใหญ่เหมาะสมแก่การตั้งเมือง

เมื่อขุนจอมธรรมมาตั้งเมืองพะเยา เวียงแห่งแรกมีผังเมืองเป็นรูปน้ำเต้าเรียก "เวียงน้ำเต้า" ต่อมาในสมัยพญาสิงหราชได้มีการขยายชุมชนออกมาทางกว๊านพะเยาเพราะใกล้แหล่งน้ำเป็นเวียงรูปสี่เหลี่ยมเรียก "เวียงลูกตะวันตก" และถือว่าเวียงทั้งสองเป็นเวียงแฝด ทั้งยังเป็นเวียงหลักของพะเยา นอกจากนี้ยังมีเวียงบริวาร ได้แก่ เวียงพระธาตุจอมทอง, เวียงปู่ล่าม, เวียงหนองหวี และเวียงต๋อม

แต่อย่างไรก็ตามแคว้นพะเยามีข้อจำกัดด้านที่ตั้ง เพราะแวดล้อมไปด้วยเขาสูง พะเยาจึงเป็นเมืองเล็กและค่อนข้างปิด มีเพียงทางตะวันออกเฉียงเหนือที่สามารถติดต่อกับเมืองเชียงของและเชียงรายได้สะดวก ส่วนทิศตะวันตกเป็นเทือกเขาสูงติดกับอำเภอวังเหนือ ด้านใต้ต่ออำเภองาวด้วยเขาสูง ส่วนตะวันออกติดกับนครรัฐน่านที่เต็มไปด้วยขุนเขาเช่นกัน ด้วยข้อจำกัดดังกล่าวทำให้นครรัฐแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองเพียงช่วงแรก ๆ เท่านั้น ก่อนที่จะถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรล้านนาในกาลต่อมา

โดยแคว้นพะเยา ปกครองเมืองต่าง ๆ ดังนี้

ทิศตะวันออก จรดขุนผากาดจำบอน ตาดม้าน บางสีถ้ำ ไทรสามต้น สบห้วยปู น้ำพุง สบปั๋ง ห้วยบ่อทอง ตาดซาววา กิ่วแก้ว กิ่วสามช่อง มีหลักหินสามก้อนฝังไว้กิ่วฤๅษี แม่น้ำสายตา กิ่วช้าง กิ่วง้ม กิ่วเปี้ย ดอยปางแม่นาค
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อแดนขรนคร
ทิศตะวันตก โป่งปูดห้วยแก้วดอยปุย แม่คาว ไปทางทิศใต้กิ่วรุหลาว ดอกจิกจ้อง ขุนถ้ำ ดอยตั่ง ดอยหนอก ผาดอกวัว แซ่ม่าน ไปจรดเอาดอยผาหลักไก่
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีเมืองในอำนาจปกครอง คือ เมืองงาว เมืองกาว สะเอียบ เชียงม่วน เมืองเทิง เมืองสระ เมืองออย สะสาว เมืองดอบ เชียงคำ เมืองลอ เมืองเชียงแลง เมืองหงาว แซ่เหียง แซ่ลุล ปากบ่อง เมืองป่าเป้า เมืองวัง แซ่ซ้อง เมืองปราบ แจ้ห่ม
ทิศใต้ จรดนครเขลางค์และนครหริภุญชัย

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

แคว้นเงินยาง
พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ หน้าหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ประกอบด้วย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พญางำเมือง และพญามังราย ตามลำดับ

แคว้นพะเยามีความสัมพันธ์กับแคว้นเงินยางด้วยมีปฐมกษัตริย์มาจากเมืองเงินยางดังกล่าว การดำเนินการระหว่างสองรัฐจึงเป็นเป็นในฐานะเครือญาติ เมื่อมีศึกสงครามทั้งสองรัฐก็จะช่วยกันปกป้องบ้านเมือง เช่น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงขุนเจืองครองเมืองพะเยาได้ไปช่วยเมืองเงินยางปราบแกว หลังจากทำสงครามไล่แกวแล้ว ขุนเจืองจึงขึ้นครองเมืองเงินยางสืบมา หรือกรณีของพระชายาของพญางำเมืองคือ นางอั้วเชียงแสน จากชื่อแสดงให้เห็นว่า นางอั้วเป็นธิดาจากเมืองเชียงแสน นั่นคือพะเยาและเงินยางมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่แนบแน่นผ่านการเสกสมรส ด้วยเหตุนี้แคว้นเงินยางจึงเป็นทั้งพระสหายและพระประยูรญาติสนิทสืบเนื่องหลายชั่วอายุคน

อาณาจักรล้านนา

พญางำเมืองได้มีสัมพันธภาพกับพญามังรายแห่งล้านนา โดยใน พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน ระบุว่า พญางำเมืองกับพญามังรายเป็นสหายกันมาแต่รุ่นปู่ การเป็นพระสหายของสามกษัตริย์ทำให้เกิดการป้องกันภัยจากการรุกรานของมองโกล ด้วยการทำสนธิสัญญาสามกษัตริย์ในปี พ.ศ. 1830 ทั้งที่ก่อนหน้านี้พญามังรายเคยยกทัพไปเมืองพะเยาในปี พ.ศ. 1819 ซึ่งไม่ได้รบกันแต่กลับมีการเจรจากัน

แม้พะเยาและล้านนาจะมีการเสกสมรสเพื่อสร้างความสัมพันธ์เครือญาติกัน ดังกรณีของนางแก้วพอตาธิดาพญาไชยสงครามกับท้าวคำลือ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพะเยา แต่พะเยาก็ถูกล้านนาหักหลังในสมัยพญาคำฟูที่ได้รับความร่วมมือกับนครรัฐน่าน และหลังจากนั้น
เป็นต้นมาพะเยาจึงตกเป็นส่วนหนึ่งของล้านนามาแต่นั้น

อาณาจักรสุโขทัย — พญางำเมืองได้มีสัมพันธภาพกับพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย ด้วยทรงศึกษาที่เมืองละโว้ร่วมรุ่นกัน ทั้งมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติด้วยพระราชธิดาในพญางำเมืองเสกสมรสกับบุคคลชนชั้นปกครองของสุโขทัย ซึ่งเฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมีเสนอว่าคือพระยาเลอไทย
มีพระราชโอรสด้วยกันคือ พ่องำเมือง

นครรัฐน่าน — เคยถูกพญางำเมืองยึดครอง พร้อมกับส่งพระชายาและพระราชบุตรปกครองอยู่หลายปี แต่ได้อิสระในหลายปีต่อมา และภายหลังได้ร่วมมือกับล้านนาปล้นเมืองพะเยาจนเป็นสาเหตุให้แคว้นพะเยาสลายตัวไปเป็นส่วนหนึ่งของล้านนา

แคว้นหริภุญชัย — เผยแผ่ศาสนาพุทธมายังแคว้นพะเยาจนเป็นที่แพร่หลายในรัชกาลพญางำเมือง

แป้หม่าเก่า Ancient Phrae # อนุรักษ์ สืบสาน ตำนาน ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต เมืองแพร่
https://www.facebook.com/Ancient.Phrae
No History no Future

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/แคว้นพะเยา

4
รื้อวัง สร้างคุก ในอาณาจักรล้านนา ภาพประกอบ เรือนจำ เชียงใหม่

เวียงแก้ว หรือ วังเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ คือสถานที่พำนักอาศัยและเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์​แห่งราชอาณาจักรล้านนาในหลายพระองค์ สร้างนับตั้งแต่รัชกาลพญามังราย โดยพื้นที่เวียงแก้วนี้ หรือพระราชวังเจ้าเชียงใหม่มีความสำคัญเพราะเป็นพื้นที่ที่กษัตริย์ล้านนาประทับได้เพียงเท่านั้น ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์​มาแต่โบราณ ภายในเวียงแก้วประกอบไปด้วยหมู่ราชมณเฑียรมากมาย หลายอาคาร เช่น “คุ้มหลวง” หรือ “หอคำ” ซึ่งกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายทุกพระองค์ทรงประทับอยู่ที่นี่อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเมื่อสยามหรือรัฐบาลกรุงเทพฯสามารถเข้าปกครองอาณาจักรล้านนาได้สำเร็จและผนวกล้านนาให้มาอยู่ภายใต้อิทธิพลกรุงเทพฯได้แล้ว เวียงแก้วจึงรกร้าง เจ้าผู้ครองนครก็ย้ายที่ประทับออกจากเวียงแก้วไปหลายพระองค์ นอกจากนี้มีการรื้อคุ้มเจ้าหลวงหรือหอคำของอาณาจักรล้านนาหลายแห่ง

ท้ายที่สุดก็ได้มีการโอนพื้นที่เวียงแก้วที่ทรุดโทรมให้กับรัฐบาลกรุงเทพฯ และรัฐบาลกลางได้ใช้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ส่วนราชการ โดยได้ทำการนำพื้นที่เวียงแก้วมาสร้างเป็นเรือนจำประจำมณฑล​พายัพ หรือเรียกว่า คอกหลวง ตามคำแนะนำของเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ต่อมาเรืิอนจำได้เปลี่ยนชื่อเป็นเรือนจำกลางเชียงใหม่ และทัณฑสถาน​หญิงจังหวัดเชียงใหม่ตามลำดับ

จนถึงปี 2529 มีการคัดค้านจากชาวเชียงใหม่่ให้มีการย้ายเรือนจำออกไปจากเขตพื้นที่โบราณเวียงแก้ว เพราะถือเป็นการนำสิ่งไม่ดีมาอยู่ในเขตวังหลวงของเมือง (การนำนักโทษมาคุมขังในเขตวังที่ประทับกษัตริย์ล้านนา ถือว่าเป็นสิ่งที่ชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็นอัปมงคลแก่เมืองเชียงใหม่)​กระทั่งปี 2555 จึงเริ่มมีการย้ายเรือนจำออกไป และปี2559 จึงเริ่มรื้อถอนเรือนจำออกจากพื้นที่เวียงแก้วได้ในที่สุด

การรื้อหอคำ หรือคุ้มที่อยู่ของเจ้าเมืองหรือกษัตริย์เมืองเหนือในหลายเมืิองของอาณาจักรล้านนา บางที่นั้นรื้อลงแล้วสร้างเป็นศาลากลางส่วนราชการ เช่นที่จ.น่านและจ.แพร่ แต่ในหลายเมืองกลับพบว่ามีการสร้าง “คุก” หรือ เรือนจำ" (หรือ “คอก”ในภาษาเหนือ)​ทับลงบนหอคำหรือที่อยู่ของเจ้าเมืองนั้น ๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว พบว่านอกจากเชียงใหม่ ยังมีที่จ.ลำปางเช่นกัน ส่วนที่จ.ลำพูนแม้ว่าไม่มีการสร้างคุกทับ “คุ้มหลวง” แต่ ทำการสร้างคุกอยู่ตรงข้ามกับพระบรมธาตุหริภุญชัย และทำการรื้อ “วัดแสนข้าวห่อ"แล้วสร้างคุกเพื่อขังนักโทษแทน โดยเรือนจำกลางจังหวัดลำพูนอยู่ตรงข้ามวัดพระธาตุหริภุญชัย ภายหลังจึงมีการรื้อเรือนจำดังกล่าวออกไป

ภาพ : เรือนจำเชียงใหม่ ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่เขตพระราชฐานของเจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านนา หรือเป็นวังของกษัตริยล้านนา ต่อมาได้รื้ออาคารที่ทรุดโทรมของเวียงแก้วลงแล้วสร้างเรือนจำแทน ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม สำนักพิมพ์​มติชน

5
เจ้าสายสกุล ณ ลำปาง ในคุ้มหลวงลำปาง
ภาพถ่ายฟิล์มกระจกฝีมือหลวงอนุสารสุนทร ณ คุ้มเจ้าหลวงนครลำปาง

บุคคลในภาพ ประทับนั่งกลาง : เจ้าหลวงบุญวาทย์วงศ์มานิตย์

เจ้านายบุรุษยืนหลัง : เจ้าอุปราชทิพจักร , เจ้าราชวงศ์แก้วปราบเมรุ ,เจ้าราชบุตรแก้วเมืองพรวน , เจ้าราชสัมพันธวงษ์ ,เจ้าไชยสงคราม

เจ้านายสตรีนั่งเก้าอี้ : เจ้าหญิงอ้ม ,เจ้าหญิงสำเภาแก้ว ,เจ้าหญิงดาวบิน ,เจ้าหญิงศรีนวล

เจ้านายองค์เล็ก : เจ้าหญิงสร้อยแก้ว , เจ้าหญิงฟองสมุทร , เจ้าวงเกษม , เจ้าทิพวรรณ

ภาพ : หลวงอนุสารสุนทร
จากเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

6
ซอล้านนาประยุกต์ เรื่อง พระธาตุ ๑๒ ราศี - ศิลปินขับซอล้านนา : จั๋นติ๊บ - พรรณี

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=i9_vZ_ZXZY4" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=i9_vZ_ZXZY4</a>

ซอล้านนาประยุกต์ เรื่อง พระธาตุ 12 ราศี
ศิลปินชับซอล้านนา : จั๋นติ๊บ จอมทอง - พรรณี แม่แตง
ประพันธ์บทซอ ทำนองเงี้ยว : จั๋นติ๊บ จอมทอง
ทำนอง - ดนตรี : อ.ไพบูรณ์ ยาวิโรจน์ (อ.หนุ่ย) , กวินท์ ดวงแก้ว , คำเเซม สารภี
 Creative & VDO Production : เก่ง วัชรินทร์ , เอสโซ่ พลากร

สร้างสรรค์ และผลิต ในรูปแบบ Video clip และ Audio file เผยแพร่เพื่อการศึกษา และ เพื่อสืบสาน การขับขาน การขับซอ การดนตรี รวมถึงศิลปวัฒนธรรมล้านนา โดย เก่ง วัชรินทร์ ศิลปินนักดนตรีล้านนา และ Executive Producer - Creative Organizer
ติดต่อ งานซอ งานดนตรีล้านนา งานสร้างสรรค์ และผลิตงาน TV - VDO Production ทุกรูปแบบ : โทร. 089-635-8999 (เก่ง วัชรินทร์) 
ติดตามผลงานได้ทาง YouTube Channel : เก่ง วัชรินทร์ 089-635-8999
www.youtube.com/user/keng0896358999
Page Facebook : รวมศิลปินล้านนา
Page Facebook : สืบสานศิลป์ ฝากไว้แผ่นดินล้านนา
Page Facebook : Perfect Fifth Creation
E-mail :  keng0896358999@gmail.com

7
รูปนักโทษกบฏ (หรือนักสู้) เงี้ยวเมืองแพร่

๑. หนานพียะ ลาว (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) โทษฆ่าหลวงวิมล ข้าหลวงผู้ช่วย จำคุก ๑๕ ปี
๒. โสม ลาว (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) โทษลักโค จำคุก ๒ ปี
๓. สล่าปา เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๔. หม่องหลวง พม่า คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๕. ส่างกราน เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษฆ่านายร้อยตำรวจตรีตาด จำคุก ๑๐ ปี
๖. คำพีละ เงี้ยว โทษปล้นเมืองแพร่และเมืองลำปาง จำคุก ๑๕ ปี
๗. น้อยใจ ลาว (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) โทษลักโค จำคุก ๒ ปี
๘. ส่างยอน เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษฆ่านายร้อยตำรวจตรีตาด จำคุก ๒ ปี
๙. หม่องปลิว พม่า คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๑๐. หม่องกาซิน แขก คนในบังคับอังกฤษ โทษตีคนลาวตาย (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) จำคุก ๑๒ ปี
๑๑. หม่องยง พม่า โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๑ ปี
๑๒. ส่างน้อย เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองสอง จำคุก ๑๐ ปี
๑๓. คำยี เงี้ยว โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๑ ปี
๑๔. ส่างหมูลินต๊ะ เงี้ยว โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๑ ปี
๑๕. ส่างคำ เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๑๖. ปู่มอง เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน

ถ่ายภาพที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ร.ศ.๑๒๑ (สมัยนั้นเปลี่ยนปีใหม่เมื่อวันจักรี เทียบ พ.ศ.ปัจจุบันคือ พ.ศ. ๒๔๔๖) นักโทษบังคับสยามไปจำคุกมหันตโทษ ขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม มิสเตอร์โรแรนซ์ แวนเดอร์ เป็นผู้บัญชาการเรือนจำ ส่วนนักโทษบังคับอังกฤษไปจำคุกสถานทูตอังกฤษ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้วัดม่วงแค บางรัก

ข้อมูลจากเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

8
สถานีตำรวจเมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พุทธศักราช 2480

Cr.Siam Thailand&Bangkok Old

9
ถนนท่าแพ พ.ศ.2495 ทุกอย่างดูวุ่นวาย เพราะ น้ำท่วมกาดหลวง
จึงทำให้แม่ค้าย้าย มากางร่ม ขายชั่วคราว
ที่ถนนท่าแพ
ในภาพ ด้านขวา
จะเห็นป้ายโฆษณาจักรยาน ราเลห์
และ มุมซ้าย ก็เป็นอาคารเก่า ที่คุ้นตา
ปัจจุบันเป็นธนาคารUOB
ภาพถ่ายเมื่อ 68 ปีที่แล้ว
เด็กคนหน้าสุดในภาพ
ตอนนี้คงอายุ ราว 75ปี

ภาพถูกถ่ายโดย
คุณสุทธิพร พงศ์เดชขจร

คุณ สุทธิพร เป็น ผู้เปิดกิจการ
ขายเสื้อเชิ้ตชาย ก่อนพัฒนามาเป็น
เครื่องแบบนักเรียน "สุทธิพร"
ที่ชาวเชียงใหม่รู้จักกันดี

ขอบคุณภาพถ่ายจาก เพจ Surapong Nae

10
เจ้าหลวงกาวิละ ถูกลงโทษตัดขอบใบหู !!!

พระยาจ่าบ้าน (บุญมา)
ได้รับการสถาปนาเป็น “พระยาวชิรปราการ”
.
เมื่อพระยาจ่าบ้าน (บุญมา)
ยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้แล้ว
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สิน)
โปรดเกล้าฯ รับรองสถาปนา

เจ้าพระยาหลวงจ่าบ้าน (เจ้าบุญมา)
อรรคมหาเสนาบดีที่ ๓ ของเมืองเชียงใหม่
เป็น “พระยาวชิรปราการ” (พระยาวิเชียรปราการ) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๓๑๗-๒๓๒๒)

เจ้าน้อยก้อนแก้ว (หลานเจ้าพระยาหลวงจ่าบ้าน) เป็นพระยาอุปราช เมืองนครเชียงใหม่

เจ้าน้อยโพธิ์ เป็นพระยาราชวงศ์ เมืองนครเชียงใหม่

เช็กคายแคง (พระเมืองไชย หรือ พญาไชยวงศา)
เจ้าเมืองลําพูนเป็น “พระยาไชยวงศา”
เจ้าผู้ครองนครลําพูนตามเดิม

เจ้าน้อยตอนต้อ (น้องเช็กคายแคง)
เป็นพระยา อุปราช เมืองนครลําพูน

เมืองนครเชียงใหม่ เมืองนครลําปาง
และ เมืองนครลําพูน
จึงกลายเป็นประเทศราชของสยาม
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๗ เป็นต้นมา
.
ข้าหลวงสยาม ข่มเหงประชาราษฎรล้านนา
จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๓๒๒
เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง)
และ เจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา)
สั่งให้ข้าหลวงสยาม ยกพลจํานวน ๓๐๐ คน
มาจากเวียงจันทน์ เพื่อมาดู
หัวเมืองประเทศราชล้านนา
ที่เพิ่งยอม เข้าสวามิภักดิ์

แต่ข้าหลวงสยาม ได้กระทําประพฤติมิชอบ
ข่มเหงชิงทรัพย์ และ ฉุดคร่าข่มขืนหญิงสาว
ชาวบ้าน ชาวเมืองจึงไปร้องทุกข์
ต่อเจ้าหลวงกาวิละ
เจ้าผู้ครองนครลําปางองค์ที่ ๓
(พ.ศ. ๒๓๑๗ - ๒๓๒๕)

เจ้าหลวงกาวิละ จึงได้ทรงยกกําลังไพร่พล
ไปฆ่าข้าหลวงสยาม
บาดเจ็บล้มตายเป็นจํานวนมาก
.
“...เจ้าแม่ทับใหญ่ทั้งสองพระองค์
จึงเกณฑ์กองทับ ๓๐๐ ตนเป็นข้าหลวงลุก
มาแต่เมืองเวียงจัน มาตรวจตรา ผ่อคอย
หัวเมืองทั้งมวล เมืองน่าน เมืองลคร เมืองแพล่ ข้าหลวงหมู่นั้นค็มาข่มเหงคระเนงร้าย
ลู่ชิงเอาสิ่งของเงินคำ ผ้าผ่อนชักลากเอา
ลูกเด็กลูกอ่อน ลูกร้างหลานสาวชาวบ้าน
ชาวเมืองไพ กะทําตามน้ำใจ...”
.
ในส่วนข้าหลวงสยาม ที่รอดตายได้
ลงไปกราบทูลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สิน)
พระองค์จึงมีท้องตราเรียกให้
พระยาจ่าบ้าน (บุญมา)
และ เจ้าหลวงกาวิละ
ให้เข้าเฝ้าถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง
และ มีท้องตราเรียกให้เข้าเฝ้าอีก

เมื่อเจ้าหลวงกาวิละ ได้เข้าเฝ้า
จึงทรงให้เฆี่ยนองค์ละ ๑๐๐ ที
และ ปาดขอบหูของเจ้าหลวงกาวิละ ทั้ง ๒ ข้าง
แล้วก็ให้จําคุกไว้ที่กรุงธนบุรี

ต่อมาเจ้าหลวงกาวิละ
จึงทูลขอไปตีเมืองเชียงแสน
เพื่อแก้โทษของตน
ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สิน)
ก็โปรดเกล้าฯ ให้คืนอยู่ในราชศักดิ์เดิม
แต่มิได้ให้ เจ้าพพระยาหลวงจ่าบ้าน (เจ้าบุญมา) กลับคืนมาด้วย

ต่อมาไม่นานเจ้าพระยาหลวงจ่าบ้าน (เจ้าบุญมา)
ก็ประชวร และ ถึงแก่พิราลัยในคุกที่กรุงธนบุรี
ใน พ.ศ. ๒๓๒๒

เจ้าหลวงกาวิละ ได้จัดกองทัพคุม
กองกําลัง ๓๐๐ คนขึ้น ไปรบเชียงแสน
แต่ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕
ทางสยามมีการผลัดแผ่นดินใหม่

เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง)
ได้สั่งให้ประหาร สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สิน)
และ ทําการปราบดาภิเษก
ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ทองด้วง)
ปฐมกษัตริย์สยามราชวงศ์จักรี (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๕๒)

และมี เจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา)
พระราชอนุชา ขึ้นเป็น
กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

เจ้าหลวงกาวิละ จึงได้นําสิ่งของเครื่องใช้
และ เชลยศึกเมืองเชียงแสน
ลงไปถวายพระมหากษัตริย์สยามพระองค์ใหม่ พระองค์ก็ทรงถือเป็นความชอบ

จึงโปรดเกล้าฯ รับรองสถาปนา
เจ้าหลวงกาวิละ เจ้าผู้ครองนครลําปางองค์ที่ ๓

เป็น "พระยามังราวชิรปราการกําแพงแก้ว”
(เจ้าหนานกาวิละ)
เจ้าผู้ครอง นครเชียงใหม่องค์แรก
ในราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน (พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๕๘)
ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุ ๔๐ พรรษา

ขอบคุณเรื่องราวจาก

อภิชิต ศิริชัย
6.3.63

เอกสาร ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

11
ในขณะที่พระญามังรายได้ส่งขุนฟ้าไปเมืองหริภุญชัยแล้ว จึงรับสั่งให้ราชโอรสองค์ใหญ่ ทรงพระนามว่าขุนเครือง ซึ่งมีพระชนมายุ ๑๓ พรรษาให้ไปครองเมืองเชียงราย ส่วนพระยามังรายครองราชย์สมบัติ ณ เมืองฝาง ฝ่ายขุนเครื่องราชโอรส เสด็จไปครองเมืองเชียงราย อยู่ไม่นานนักอำมาตย์ผู้หนึ่ง มีชื่อว่าขุนใสเวียง ได้กราบทูลยุยงให้คิดกบฎต่อพระบิดา โดยให้ชิงเอาราชสมบัติเมืองเชียงรายเสีย และให้จัดกำลังพลแข็งเมือง ฝ่ายพระยามังรายทรงทราบ จึงปรารภว่าขุนเครืองผู้มีบุญน้อยจะมาคิดแย่งราชสมบัติกูผู้เป็นพ่อเช่นนี้ จักละไว้มิได้จึงมอบให้ขุนอ่องซึ่งเป็นทหารผู้ไว้วางพระราชหฤทัยผู้หนึ่ง ไปเชิญขุนเครืองผู้โอรสให้มาเฝ้าที่เมืองฝาง ในขณะที่ราชโอรสเดินทางจากเมืองเชียงราย จะมาเฝ้าพระราชบิดาตามคำบอกเล่าของขุนอ่อง ท่านพระยามังรายจึงมอบให้ทหารผู้แม่นธนูได้ดักยิงที่กลางทางด้วยธนูอาบยาพิษ ทำให้ขุนเครืองสิ้นพระชนม์ระหว่างทาง ที่แห่งหนึ่งในเขตอำเภอพร้าว บริเวณนั้นพระยามังรายได้เสด็จมาจัดการพระศพราชโอรสและทรงให้สถาปนา บริเวณ ที่ขุนเครืองถูกปลงพระชนม์นั้นเป็นอารามเรียกว่า วัดเวียงยิง มีซากเจดีย์ร้างอยู่แห่งหนึ่งอยู่บนเนินเขาที่บ้านทุ่งน้อย ตำบลบ้านโป่งอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านเรียกว่า วัดเชียงยิง หรือวัดกู่ยิง(วัดสันป่าเหียง) ครั้นแล้วก็โปรดให้อัญเชิญพระศพไปฌาปนกิจเสียที่เมืองเชียงรายและในวัดแห่งนี้ต่อมาเป็นวัดร้าง และมีพระพุทธรูปเก่าแก่ประดิษฐานอยู่ ๒ องค์มีลักษณะสวยงามมาก ขณะนี้เก็บไว้ที่ วัดป่าลัน ตำบลบ้านโป่ง และที่วัดหนองอ้อตำบลเวียง เรียกว่า พระฝนแสนห่า

จากเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

12
ภาพเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าเมืองเชียงใหม่คนสุดท้าย เดินคู่กับ​ เจ้ามหาพรหม​สุรธาดา​ เจ้าเมืองน่าน​ (ขวา) ใน พ.ศ.2469

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 7 เสด็จเลียบมณฑลพายัพ พระราชราชาเจ้าดารารัศมี จึงได้ชักชวนเจ้านายในมณฑล ทั้งชายหญิงให้ฟ้อนรำรับเสด็จ

หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงบันทึกว่า ตามประเพณีของทางเหนือแล้ว หากมีแขกต่างบ้านต่างเมืองมาถึง เจ้าเมืองจะต้องออกมาฟ้อนรับ เป็นการแสดงความยินดี รวมถึงการทำขวัญ ที่มีการให้พร ผูกข้อไม้ข้อมือ เพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่ผู้นั้น ในวันพิธีนั้นรัชกาลที่ 7 พร้อมด้วยสมเด็จฯ พระราชินีประทับ ณ พลับพลา หน้าศาลากลาง (ปัจจุบันที่ตั้งพลับพลาเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์สามกษัตริย์) กระบวนนำมาด้วยบายศรีใหญ่ สำหรับรัชกาลที่ 7 “…หลังบายศรีอันหน้าก็ถึงเจ้านายผู้ชาย…คู่หน้าเจ้าหลวงเชียงใหม่ และ เจ้าหลวงน่าน
คู่ที่ 2 เจ้าหลวงเมืองลำพูน และ เจ้าราชบุตร

แล้วก็ต่อมาตามยศและอายุเป็นคู่ ๆ ราว 16 องค์

ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงบันทึกไว้อีกว่า
“…เมื่อวันสมโภชเมืองเชียงใหม่ วันนั้นมีกระบวนต่าง ๆ ของพวกชาวเชียงใหม่ ทุกชาติ ทุกภาษา แห่นำหน้า แล้วถึงกระบวนบายศรี มีปี่พาทย์นำหน้า พวกเจ้านายผู้ชายเดินตามบายศรี
ที่สำหรับสมโภชสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีเจ้านครเชียงใหม่ เจ้านครน่าน และเจ้านครลำพูน เป็นหัวหน้า ต่อมาถึงเจ้านายชั้นรอง รวมกันกว่า 30 คน แต่ละคน แต่งตัว นุ่งผ้าปักลาย ใส่เสื้อเยียรบับ คาดสำรดประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เดินเป็นคู่ ๆ อยู่ข้างหลังบายศรี พอเข้าในบริเวณพลับพลา ก็พร้อมกันยกมือขึ้นกราบถวายบังคม แล้วต่างฟ้อนตรงเข้าไปเฝ้า พวกเจ้านายผู้หญิงก็เดินตามเป็นคู่ ๆ และฟ้อนเข้าไปเฝ้าอย่างเดียวกัน พวกคนดูทั้งไทยและฝรั่งขึ้นไป จากกรุงเทพและชาวเมืองนั้น พากันออกปากว่า สง่างามอย่างแปลก ดูน่าชมเป็นอย่างยิ่ง”


ขอขอบคุณเพจ เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

13
ชุดกาบคำ ที่ เจ้าบ่าวเจ้าสาว สวมใส่ในงาน มงคลสมรสของ เ้จ้าสุคันธา ณ เชียงตุง กับ เจ้าเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ ที่เมืองเชียงตุงเมื่อ 22 /2/2475

ในภาพเจ้าอินทนนท์สวม เสื้อกาบคำตัวยาว เจ้านางสุคันธา สวมเสื้อกาบคำ และ ซิ่นไหมคำเชียงตุง

สัมภาษณ์ตอนหนึ่งในนิตยสารแพรวเมื่อหลายสิบปีก่อน เจ้าสุคันธาได้ย้อนรำลึกถึงสมัยแต่งงานว่า

ถาม : ท่านพบกับเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ (สามี) ได้อย่างไรคะ?

พบกันตอนอายุยี่สิบสองปีเท่ากัน
แต่ฉันแก่กว่าเจ้านนท์สิบกว่าวัน
เจ้าแว่นแก้ว พี่สาวของฉัน มีคนมาสู่ขอ
เมื่ออายุสิบหก เลยถูกเจ้าพ่อบังคับให้แต่งงาน
นั่งร้องไห้ร้องห่ม ไม่มีโอกาสได้รู้จัก
กับชายคนอื่นเลยต้องโดนจับคลุมถุงชน
ตั้งแต่เด็ก ฉันเองไม่เคยรู้จักเจ้านนท์มาก่อน
แต่ตอนนั้นจะมีนักสืบ หรือ แม่สื่อ
เป็นคนสืบให้ว่าคนที่มาสู่ขอนั้นมีประวัติ
นิสัยใจคอเป็นอย่างไร หลังจากหมั้นได้
แปดเดือนก็แต่งงาน

ถาม : วันพิธีแต่งงานเป็นอย่างไรบ้างคะ?

มีเรียกขวัญ ผูกข้อมือ เจ้าพ่อท่านส่งจดหมายไปเชิญเจ้าเมืองต่างๆมาร่วมงานด้วยแต่การเดินทางสมัยนั้นยังลำบากอยู่ และไม่ใช่งานแต่งของเจ้าฟ้าคนสำคัญอะไรเขาเลยส่งของขวัญมาแทนงานหมั้น ไม่มีพิธีหรอกมีแต่เลี้ยงข้าวและสวมแหวนเท่านั้นเอง ส่วนพิธีแต่งงานมีสองวัน วันแรกเป็นวันผูกข้อมือ จะมีคนออกมาอ่านหนังสือกล่าวขวัญอวยพรให้กับเจ้าบ่าวเจ้าสาวเสร็จแล้วแขกผู้ใหญ่จะเอาด้ายผูกข้อมือใครที่เตรียมของขวัญมาก็ให้คู่บ่าวสาวในตอนนั้นวันต่อมาเป็นวันดำหัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องยืนบนแท่นสูงเพื่อให้แขกพรมน้ำอวยพร
ฉันจำได้แม่นว่า วันนั้นเจ้านนท์ใส่เสื้อครุยยาว ที่เรียกกันว่าเสื้อคำ ซึ่งเป็นเสื้อเฉพาะของเจ้าฟ้าเชียงตุงที่ได้รับพระราชทานจากกษัตริย์อังวะ และสวมชฎา ทีแรกท่านสวมชฎา แต่บอกว่าเจ็บ ตอนหลังทนไม่ไหวเลยต้องถอดออกแล้วใช้ผ้าเคียนหัวแบบธรรมดาแทน หลังจากที่คู่สมรสกล่าวเสร็จจึงจะดำหัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว เป็นการพรมน้ำไม่ใช่ดำหัวจริงๆ จากนั้นจะมีการแห่คู่บ่าวสาวหนึ่งรอบก่อนเสร็จพิธี ถ้าเป็นสมัยก่อนนั้นไปอีกคู่บ่าวสาวต้องนั่งแห่ไปบนหลังช้าง แต่พอมาถึงสมัยฉัน เจ้าสาวกลับนั่งแห่ไปบนรถยนต์ประดับประดาด้วยดอกไม้ฉันต้องนั่งรถจากตำหนักเจ้าพรมลือเพื่อไปรับเจ้าบ่าวที่ศาลากลาง แล้วเจ้าบ่าวจะขี่ช้างตามเจ้าสาวไปที่บ้านฉัน ถ้าเป็นงานแต่งระดับเจ้าผู้ครองนคร ต้องกมีการเลี้ยงอาหารฝรั่ง เนื่องจากในเชียงตุงมีฝรั่งมาพักอยู่มากเหมือนกัน

งานเสกสมรสของเจ้าอินทนนท์ กับเจ้าหญิงแห่งเมืองเชียงตุง คือ เจ้าหญิงสุคันธา ณ เชียงตุง ธิดาในเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง ณ หอคำเชียงตุงนั้นในหนังสือเพชรล้านนา เล่มสอง ระบุไว้ในหน้าที่๘๘ ว่า เจ้าหญิงบัวทิพย์ ได้เคยเดินทางไปเชียงตุงในพ.ศ. ๒๔๗๖ พร้อมคณะซึ่งมี อำมาตย์โท เจ้าราชภาคินัย( เมืองชื่น ณ เขียงใหม่ ) สวามี และ เป็นเจ้าภาพแทนเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้านายที่ได้เดินทางไปในครั้งนี้ มี เจ้าหญิงทิพวรรณ กฤษดากร เจ้าหญิง บุ้ ราชภาติกวงค์ ณ เชียงใหม่ เจ้าหญิง อำพัน สิโรรส

เจ้าอินทนนท์ ได้เสกสมรส กับ เจ้าหญิงแห่งเมืองเชียงตุง คือ เจ้าหญิงสุคันธา ณ เชียงตุง ธิดาในเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง ณ หอคำเชียงตุง ขณะที่มีพระชนมพรรรษา 22 พรรษาทั้ง 2 พระองค์ โดยมีเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินทแถลงเจ้าหอคำ เจ้านางปทุมมหาเทวี เป็นเจ้าภาพเมื่อ พ.ศ. 2475 มีร้อยเอกโรแบรด์ ข้าหลวงอังกฤษผู้กำกับราชการนครเชียงตุง ร่วมเป็นเกียรติในงานมงคลสมรส เจ้านางสุคันธาและเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ จึงเป็นสายใยแห่งความรักของราชสำนักเชียงใหม่และเชียงตุง รุ่นราชโอรส ราชธิดา "เจ้าหลวง" สองราชสำนักรุ่นสุดท้าย โดยมีโอรส ธิดา 5 พระองค์ คือ

1. เจ้ารัตนนินดนัย ณ เชียงใหม่
2. เจ้าวิไลวรรณ ณ เชียงใหม่
3. เจ้าสรรพสมบูรณ์ ณ เชียงใหม่
4. เจ้าไพฑรูย์ศรี ณ เชียงใหม่
5. เจ้าวีระยุทธ ณ เชียงใหม่ อดีตผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสันป่าตอง สิ้นชีพิตักษัย

เจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ สิ้นชีพตักษัยในปี พ.ศ. 2534 สิริพระชนมายุ 81 พรรษา ถึงแก่พิราลัย
เจ้านางสุคันธา ณ เชียงใหม่ ได้สิ้นชีพเมื่อชันษา 90 ปี ที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งพระศพบำเพ็ญกุศลที่วัดเจดีย์หลวง ส่งสการ ณ ฌาปนกิจสถานสันกู่เหล็ก ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2546

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=-cV2trnv1zM" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=-cV2trnv1zM</a>

14
ภาพเจดีย์ เชียงยัน วัดเชียงยัน เมืองลำพูน

มีเจดีย์องค์หนึ่งถ้าไม่ตั้งใจไปชมจริงๆ จะไม่ได้เห็นเพราะเป็นจุดลับตาจากนักท่องเที่ยว เจดีย์องค์นี้มีชื่อเรียกกันว่าเจดีย์เชียงยันตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาสด้านทิศเหนือขององค์พระธาตุหริภุญชัย ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐทรงปราสาท 5 ยอด นักประวัติศาสตร์ศิลปะหลายท่านกำหนดอายุของ
เจดีย์องค์นี้ ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ส่วนประติมากรรมปูนปั้นประดับองค์เจดีย์นั้นสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นงานซ่อมในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21
และน่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับการปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุหริภุญชัย ไม่ยุคไดก็ยุคหนึ่งเพราะมีรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน
เจดีย์เชียงยัน มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติโบราณสถานโบราณวัตถุศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
พศ 2508 เมือวันที่ 30 ตุลาคม 2522 เล่ม 96 ตอนที่184 ในภาพเก่าภาพนี้เป็นภาพเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ ผู้ตรวจราชการมณฑลพิษณุโลกและมณฑลพายัพ ถ่ายรูปยืนใกล้กับเจดีย์เชียงยันภาพนี้ถ่ายไว้ปี พศ 2459 หรือเมื่อ 103 ปีผ่านมาแล้ว

สำเนาภาพจากหอจดหมายแห่งชาติ
ขอขอบคุณภาพและประวัติหมายเหตุหริภุญไชยและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองลำพูน

เครดิต เล่าเรื่องเมืองล้านนา, เรื่องเล่าล้านนา

15
เทวดาในมุมหนึ่งของหอพระแก้ว

หน้า: [1] 2 ... 38