แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Messages - ฮักล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 35
1
เหตุนี้จึงไม่มีการขอพระราชทานนามสกุล " ณ แพร่ " เพราะว่าเหตุการณ์ กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ จึงเกิดการตั้งสกุลกันขึ้นมาเอง ทำให้เจ้านายเมืองแพร่แตกสายสกุลขึ้นมามากมาย อาทิ เทพวงศ์(สายตรงเจ้าหลวง) แพร่พันธุ์(ยาขอบ) หัวเมืองแก้ว รัตนวงศ์ นันทิยา กันจรรยา วงศ์วรญาติ ธงสังกา วราราช ใยญาณ เมืองพระ ดอกไม้ สารศิริวงศ์ ศรีจันทร์แดง อิ่นคำลือ อุตรพงศ์ มหายศปัญญา วิจผัน บุตรรัตน์ นามวงศ์ แก่นหอม แก่นจันทร์หอม ไชยประวัติ วงศ์วรรณ วังซ้าย ผาทอง วงศ์บุรี วงศ์พระถาง ขัติยะวรา รสเข้ม แสนสิริพันธุ์ วงศ์แก่นเมือง ฯลฯ

"“กบฏเงี้ยวเมืองแพร่” “กบฏอ้ายน้อยเทพวงศ์” แต่ถ้าหากมองจากสายตาคนพื้นถิ่นก็อาจถือได้ว่า “เงี้ยวเป็นวีรบุรุษ” และเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์เป็น “วีรกษัตริย์นครแพร่ (ล้านนา)” ที่ไม่ต่างจากชาวลาวมองเจ้าอนุวงศ์เป็น “วีรกษัตริย์นครเวียงจันทน์ (ล้านช้าง)”"

2
ราชการบ้านเมืองในสมัยนี้ก็แปรปรวนไปต่างๆ ไม่เหมือนแต่เช่นพระอัยโกอัยการ์เจ้าข้าพี่น้องกาลนานมาแต่ก่อนๆ มาบัดนี้บุญก็มาถึงเราเจ้าข้าพี่น้องได้รักษาราชสมบัติบ้านเมืองสืบวงษ์กระกูลในสมัยนี้ ก็มาเกิดแปรปรวนไปต่างๆ ดังนี้ ก็เปนกรรมของเราเจ้าข้าพี่น้องมาแต่หนหลัง ก็ชอบที่เราเจ้าข้าพี่น้องพร้อมมูลปรองดองกัน ปฤกษาผ่อนผันไปทีละเล็กละน้อยกว่าจะเปนไปตามกาล ...”

สาส์นลับจากเจ้าอุปราชเชียงใหม่
ถึงเจ้าหลวงนครลำปาง-เจ้าหลวงลำพูน
(เจ้าอินทวโรรสสุริยะวงศ์-เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตย์-เจ้าอินทยงยศโชติ)

ข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ระทมของเจ้านายหัวเมืองเหนือที่ถูกริบรอนอำนาจจากสยามขึ้นทุกๆวัน

เจ้าหลวงเชียงใหม่,เจ้าหลวงลำพูน,เจ้าหลวงลำปาง พร้อมเจ้านายบุตรหลานล้วนเป็นเครือวงศ์เจ้าเจ็ดตนถ้วนด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนนครน่านนั้นถือราชวงศ์ที่แยกวงศ์ออกมาจากทั้ง๓เมืองข้างต้น ร่วมทั้งเมืองแพร่ก็เฉกเช่นเดียวกับเมืองน่าน คือ ราชวงศ์พื้นเมืองที่ไร้เครือญาติ แต่ทั้ง๕หัวเมืองก็ล้วนเกี่ยวด้องกันทางบุตรหลานที่เสกสมรสกัน จึงไปมาหาสู่กันดั่งเครือญาติ นัยหนึ่งนั้นก็หมายความว่าเป็นเมืองขึ้นประเทศราชต่อสยามเหมือนกัน

พระยาราชวงศ์ (บุญศรี บุตรรัตน์) หรือ เจ้าน้อยบุญศรี เป็นบุตรเจ้าราชบุตร (เจ้าหนานขัตติยะ) กับแม่เจ้าพิมพา เสกสมรสกับ เจ้านางเวียงชื่น เทพวงศ์ ราชธิดาเจ้าพิริยเทพวงษ์ จึงมีศักดิ์เป็น ราชบุตรเขยเจ้าหลวงเมืองแพร่

พระยาราชวงศ์แพร่ หรือ เจ้าน้อยบุญศรีนั้น ถูกวางตัวให้เป็นเจ้าหลวงองค์ถัดไป ต่อจากรัชกาลของ เจ้าหลวงพิริฯ เนื่องจากขณะนั้นเจ้าอุปราช (เจ้าน้อยเสาร์ วราราช)ราชบุตรเขยใหญ่ ทำหน้าที่เป็นข้าหลวงเมืองเถิน และยังไม่ได้รับรองโปรดเกล้าฯแต่งตั้งจากกรุงเทพฯ ยังเป็นว่าที่เจ้าอุปราชหอหน้าและมีภริยาใหม่ ส่วนเจ้าอินทร์แปลงโอรสเพียงองค์เดียวในเจ้าพิริยเทพวงษ์ กับแม่เจ้าบัวไหลอายุยังน้อย และยังไม่มีตำแหน่งใด พระยาราชวงศ์จึงเป็นผู้บริหารบ้านเมืองร่วมกับเจ้าหลวงพิริยเทพวงษ์มาโดยตลอด เจ้าน้อยบุญศรีได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น "พระยาราชบุตร" และเลื่อนขึ้นเป็น"พระยาราชวงศ์" ในรัชสมัยเจ้าพิริยเทพวงษ์

ในปีพ.ศ. ๒๔๔๕ ได้เกิดความไม่สงบขึ้นในเมืองแพร่ โดยพวกไทใหญ่หรือเงี้ยวที่ได้เข้ามาอยู่อาศัยในเมืองแพร่ และทำมาหากินในการขุดพลอย ประเภทพลอยไพลินที่ตำบลบ่อแก้ว อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ในปัจจุบัน ได้ทำการก่อจลาจลในเมืองแพร่เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เจ้าหลวงนครแพร่ถูกกล่าวหาว่าคบกับพวกเงี้ยว จากหลักฐานต่างๆ หลวงนครแพร่ เจ้าราชบุตร เจ้าไชยสงคราม มีส่วนสนับสนุนให้กองโจรเงี้ยวก่อการกบฎขึ้นอย่างแน่นอน และเชื่อว่าต้องมีการตระเตรียมการล่วงหน้ามาช้านานพอสมควร

และวินาทีวิปโยคแห่งคุ้มหลวงก็ได้เกิดขึ้น ...

สยามจึงได้ทำการปราบปรามและลงโทษผู้ต่อต้านที่นครแพร่อันเป็นเมืองเกิดเหตุการณ์ชัดเจนกว่าเมืองนครประเทศราชอื่นอย่างรุนแรงดังนี้คือ

(๑) เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์(เจ้าน้อยเทพวงศ์) เจ้าผู้ครองนครแพร่ ได้เสด็จลี้ภัยการเมืองไปประทับอยู่ที่นครหลวงพระบาง(ลาว) สยามได้ปลดออกจากการเป็นเจ้าผู้ครองนครแพร่ ถอดราชศักดิ์ลงเป็นไพร่ ให้เรียกว่าพระองค์ว่า “น้อยเทพวงศ์” พร้อมกับยึดคุ้มหลวงและราชสมบัติ

๒) แม่เจ้าบัวไหล พระชายาของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ ถูกถอดออกจากสามัญสมาชิกาตติยจุลจอมเกล้า ริบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และถูกควบคุมลงไปกักตัวไว้ที่กรุงเทพฯ พร้อมกับราชบุตรราชธิดา

(๓) พระยาบุรีรัตน์(เจ้าน้อยหนู) น้องเขยเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ ถูกภาคทัณฑ์ ให้ย้ายออกจากนครแพร่ชั่วคราว และงดสิทธิพิเศษต่างๆ จนกว่าจะแสดงความจงรักภักดีให้สยามพอใจ

(๔) พระยาราชบุตร(เจ้าน้อยยอดฟ้า ณ น่าน) สวามีเจ้าหญิงสุพรรณวดี ราชบุตรเขยของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ ถูกถอดยศศักดิ์ ริบทรัพย์สมบัติ ให้ชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ และให้ย้ายออกจากนครแพร่

(๕) พระไชยสงคราม(นายจอน) สวามีเจ้าหญิงยวงคำ ราชบุตรเขยของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ ถูกถอดยศศักดิ์ และจำคุกไม่มีกำหนดที่กรุงเทพฯ ภายหลังลดเหลือ ๗ ปี

(๖) พระเมืองไชย(เจ้าน้อยไชยลังกา) น้องชายของพระยาบุรีรัตน์ ถูกถอดยศศักดิ์ และจำคุกไม่มีกำหนดที่กรุงเทพฯ ภายหลังลดเหลือ ๓ ปี

(๗) เจ้าน้อยพุ่ม บุตรของพระจันทราชา ถูกจำคุกที่กรุงเทพฯ ๕ ปี

(๘) เจ้าน้อยสวน ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้พิพากษารองนครแพร่และจำคุก ๓ ปี

(๙) พญาชนะ ขุนนางคนสนิทของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ ถูกจำคุกไม่มีกำหนด และภายหลังได้ผูกคอตายในคุก

(๑๐) พญายอด พ่อแคว้น พร้อมกับแก่บ้าน คนเงี้ยว คนเมือง คนต่องสู้ จำนวนหลายคนถูกตัดสินประหารชีวิต

(๑๑) คนเงี้ยว คนเมือง คนพม่า คนแขก จำนวน ๑๖ คนถูกส่งลงไปจำคุกมหันตโทษอย่างไม่มีกำหนด ที่กรุงเทพฯ

เมื่อสยามปราบปรามอย่างรุนแรง เจ้านายนครแพร่ก็เกิดความกลัวและอยู่ในภาวะตึงเครียด ดังเช่น เจ้าหญิงยวงคำ เมื่อสยามทำการสอบสวน ก็ได้ให้การซัดทอดว่า เจ้าหญิงเวียงชื่น ผู้เป็นพี่สาว และเจ้าแม่บัวไหล ผู้เป็นมารดาเป็นผู้มีส่วนสำคัญที่สุด เจ้านายบางองค์ก็หลบลี้หนีภัยออกจากนครแพร่ไปอยู่แถบเมืองชายแดนที่ติดกับพม่า

คืนนั้นที่คุ้มพระยาราชวงศ์(เจ้าน้อยบุญศรี) เจ้านางเวียงชื่นผู้เป็นชายาได้ตระเตรียมพร้อมที่จะปลิดชีวิตของตนกับเจ้าน้อยบุญศรี ทั้งสองได้เขียนจดหมายสั่งเสียไว้เกี่ยวกับการฝากลูกไว้กับบรรดาญาติๆ ได้แก่ เจ้าอินทร์สม เจ้าบุญตุ้ม และเจ้าน้อยดาวคำ จากนั้นได้ดื่มยาพิษเพื่อหลีกหนี้ปัญหาที่ยากจะเลี่ยงได้ กับความน้อยเนื้อต่ำใจที่ประสบ ทั้งสองได้ลาลับไป ต่อหน้าต่อตาลูกน้อยทั้ง ๓

นำความวิปโยคมาสู่เหล่าลูกๆ และแม่เจ้าบัวไหลพระมารดา จากนั้นสยามได้มีคำสั่งนัดเจ้านายทุกคนที่อยู่ในเมืองแพร่มาชุมนุมกันที่คุ้มหลวง เพื่อร่วมกันดื่มน้ำสาบานสัญญาว่า จะไม่พูดถึงเหตุการณ์ทั้งหมดอีก หากใครที่แพล่งพายเรื่องราวทั้งหมด จะนำตัวมาสำเร็จโทษด้วยการประหาร พร้อมทั้งยกเลิกการเรียกขานคำว่า เจ้า ต่อเจ้านายเมืองแพร่ เปลี่ยนเป็น นาย และนาง หากความขมขื่นที่บรรดาลูกหลานเจ้านายเมืองแพร่นั้นยังต้องรับความทุกข์ระทมในจิตใจคือการกำชับว่า ให้ทุกคนจดจำไว้ว่า " เจ้าหลวงเมืองเป็นกบฏต่อบ้านเมือง " ทำให้ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเหตุการณ์นี้มาหลายทศวรรษ

ช่วงสถานการณ์ได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงนั้น ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ จึงทรงเลือกประณามว่า
“... เมืองแพร่เปนเมืองที่เลวทรามยิ่งกว่าเมืองอื่น ...”
ตีตราว่า “กบฏเงี้ยวเมืองแพร่” “กบฏอ้ายน้อยเทพวงศ์” แต่ถ้าหากมองจากสายตาคนพื้นถิ่นก็อาจถือได้ว่า “เงี้ยวเป็นวีรบุรุษ” และเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์เป็น “วีรกษัตริย์นครแพร่(ล้านนา)” ที่ไม่ต่างจากชาวลาวมองเจ้าอนุวงศ์เป็น “วีรกษัตริย์นครเวียงจันทน์(ล้านช้าง)”

หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดได้สงบลง
ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ก็ทรงรู้สึกสำนึกและเสียพระทัยไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้นโดยที่พระองค์ไม่ทรงสามารถหาทางออกที่ดีกว่านี้ได้ ดังทรงมีลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๕ ว่า

“... เราปกครองหัวเมืองลาว(ลาวเฉียงคือล้านนา) ..ค่อนข้างจะผิดไปจากสภาพอันแท้จริง อาจจะกล่าวได้ว่าเรานำแบบการปกครองของต่างประเทศมาใช้แต่ผิดแบบเขาไป ..เมื่ออังกฤษใช้รูปแบบการปกครองนี้นั้น เขาให้คำแนะนำปฤกษาแก่ผู้ปกครองซึ่งถือเสมือนเป็นเจ้าของหัวเมืองเหล่านั้น..ในทางตรงข้าม เราถือว่าหัวเมืองเหล่านั้นเป็นของเรา ซึ่งมันไม่จริง เพราะ..คนลาวเขาจะถือว่าหัวเมืองเหล่านั้นเป็นของพวกเขา เมื่อเราพูดว่าเราไว้วางใจเขา แท้จริงเราก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่เรากลับส่งข้าหลวงและผู้ช่วยไปให้คำปฤกษาแก่พวกเขา แล้วข้าหลวงกับผู้ช่วยที่ได้รับมอบอำนาจไปก็จะเชิดพวกนี้เหมือนหุ่น หรือไม่ก็ถ้าทำไม่ได้ก็จะคอยสอดส่องพวกเขาและรายงานความลับของเขาเข้ามา อย่างไรก็ตามเราแก้ตัวไม่ได้ในเรื่องนี้ ฉันคิดว่าการปกครองที่ไม่ได้ตรงไปตรงมาจะไม่เกิดผลในทางการเชื่อใจกันและกัน แลยังไม่ให้ความสงบทางจิตใจอีกด้วย ...”

เหตุนี้จึงไม่มีการขอพระราชทานนามสกุล " ณ แพร่ " เกิดขึ้น จึงเกิดการตั้งสกุลกันขึ้นมาเอง ทำให้เจ้านายเมืองแพร่แตกสายสกุลขึ้นมามากมาย อาทิ เทพวงศ์(สายตรงเจ้าหลวง) แพร่พันธุ์(ยาขอบ) หัวเมืองแก้ว รัตนวงศ์ นันทิยา กันจรรยา วงศ์วรญาติ ธงสังกา วราราช ใยญาณ เมืองพระ ดอกไม้ สารศิริวงศ์ ศรีจันทร์แดง อิ่นคำลือ อุตรพงศ์ มหายศปัญญา วิจผัน บุตรรัตน์ นามวงศ์ แก่นหอม แก่นจันทร์หอม ไชยประวัติ วงศ์วรรณ วังซ้าย ผาทอง วงศ์บุรี วงศ์พระถาง ขัติยะวรา รสเข้ม แสนสิริพันธุ์ วงศ์แก่นเมือง

แม้ว่า “รากเหง้า” หรือ “ตัวตน” นั้นอาจสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้คนในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าสามารถชี้ชัดถึงเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ให้แก่คนในพื้นที่ได้เข้าใจอย่างมีเหตุผล ก็จะส่งผลให้แต่ละชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษและท้องถิ่นที่จะนำมาสู่พลังของท้องถิ่นที่เข้มแข็ง มากกว่ามีประวัติศาสตร์ในอุดมคติ กดทับ คลุมเครือ และลับลวงพราง ที่รั้งแต่จะทำให้ภายในท้องถิ่นหรือระหว่างแต่ละท้องถิ่นเกิดความแตกแยก

ปล.บทความทั้งหมดข้างต้นนี้ ไม่มีเจตนาสร้างความแตกแยกหรือสร้างความขัดแย้งแต่อย่างใด นำเสนอขึ้นมาเพื่อเป็นวิทยาทานแด่ผู้ที่ชอบอ่านและศึกษาประวัติศาสตร์เท่านั้น ขอบพระคุณที่ติดตาม

๒๔/๐๒/๒๕๖๒ นัฏฐ์ ณัฏฐพัฒน์ ผู้นำเสนอ
ขอบคุณเพจ https://www.facebook.com/RachXaNaCakrLanNa

3
เจ้าหลวงพิริยเทพวงษ์ เจ้าเมืองแพร่องค์สุดท้ายที่ต้องลี้ภัย จากข้อหากบฎว่าคบกับพวกเงี้ยวที่เข้าก่อการจลาจลในเมืองแพร่ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2445 จนต้องไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองหลวงพระบาง และได้พำนักอยู่ที่นั้นจนกระทั่งพิราลัยในปี พ.ศ.2455 เมื่อถึงแก่พิราลัยก็มีการปลงศพที่แสนเรียบง่าย อัฐิก็นำไปเก็บไว้กู่น้อยหน้าอุโบสถ(สิม)​ วัดเชียงแมนเชษฐาราม บ้านเชียงแมน (ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขงกับเมืองหลวงพระบาง)​ สปป.ลาว (อาณาจักรล้านช้าง) กู่น้อยที่หลายๆ คน ไม่ให้ความสนใจมากนัก ความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่

เครดิต
เพจ นครหลวงพระบาง Luangprabang City
เพจ ราชอาณาจักรล้านนา

4
ภาพและข้อมูลมาจากเฟสหรอครับ

จากเฟสนี้เลยครับ อดีตล้านนา-เมืองไทยเมื่อวันวาน ภาพอดีตทั่วไทย ข่าวทุกทิศทั่วไทย

5
เมืองแพร่มีป่าช้าหรือที่เผาศพประจำเมืองคือที่ป่าช้าประตูมาร ประตูมารก็คือประตูผีประจำเวียงซึ่งเป็นช่องประตูเฉพาะสำหรับการนำศพออกจากเมือง เพราะในเวียงโดยปกติทั่วไปจะไม่มีธรรมเนียมในการเผาศพภายในกำแพงเมือง

การชักลากจูงศพในเวียงแพร่จะถือธรรมเนียมไม่ผ่านคุ้มเจ้าหลวง จะใช้เส้นทางด้านหลังเท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่ชาวเมืองแพร่ที่อยู่ด้านนอกเวียง หากต้องเดินทางผ่านเข้าเมืองเพื่อไปที่ฌาปนสถานป่าช้าประตูมารก็จะไม่ผ่านถนนด้านหน้าคุ้มและปฏิบัติสืบเนื่องมาถึงทุกวันนี้ สำหรับคนเชื้อสายจีนมีป่าช้าที่ฝังศพของชาวจีนอยู่ทางด้านส่วนขยายของเมืองทางถนนยันตรกิจโกศล

ประตูมารอยู่ทางทิศใต้ คำว่า “มาร”เป็นคำในท้องถิ่นที่เรียกการเผาผีหรือฌาปนกิจศพ ในอดีตของเมืองแพร่ หากผู้ใดทำผิดจะมีการประหารแล้วนำไปทิ้งไว้ที่ประตูมาร หรือทำการประหารที่ประตูมาร บริเวณประตูมารจะมีพระพุทธรูปชื่อ “หลวงพ่อพระวิชิตมารประทานสันติสุขสวัสดี ชีนสีห์ธรรมบพิตร”หรือ “พระวิชิตมาร” เป็นพระพุทธรูปเก่าในวัดร้างชื่อวัดนางเหลียว ปัจจุบันก็ยังมีซากฐานปรากฏอยู่ ครั้งแรกที่พบไม่มีเศียร เพิ่งบูรณะและใส่เศียรใหม่แล้วทำพิธีพุทธาภิเษกในภายหลัง นักโทษประหารมักจะมาไหว้ขอไม่ให้โดนประหาร คนเก่าแก่ในเมืองแพร่เล่ายืนยันว่า นักโทษบางคนถูกประหารที่สนามหลวงหรือสวนสุขภาพในปัจจุบัน แล้วเอาใส่ล้อใส่เกวียนไปทิ้งไว้ที่ประตูมาร

ประตูมารคือ “ประตูผี” ที่มีอยู่ในเมืองโบราณอื่นๆ จะมีการเคลื่อนย้ายศพออกไปเผาทางประตูมาร การเคลื่อนย้ายจะไม่ผ่านหน้าจวนผู้ว่าหรือคุ้มเจ้าหลวง หากนำศพเคลื่อนผ่านด้านหลังคุ้มหรือจวนแทน เพราะถือเป็นสิ่งอัปมงคล ทั้งเจ้านายและสามัญชนจะเผาที่ประตูมารเช่นเดียวกัน ในภายหลังก็ยังนิยมปฏิบัติเช่นนี้อยู่

ที่มา : เวียงญอง ล้านนา

6
คุ้มเจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า ณ น่าน)

... ภาพนี้ถือว่าเห็นภาพรวมของห้องโถงในคุ้มเจ้าราชบุตรได้อย่างชัดเจน บุคคลในภาพคือชายาเจ้าราชบุตร พร้อมด้วยธิดาและหลานสาวซึ่งต่อมาคือทายาทผู้สืบมรดกคุ้มเจ้าราชบุตรรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

โกศไม้ที่ประดิษฐานในภาพ คือ โกศที่สร้างขึ้นมาใช้สำหรับงานพระศพเจ้านายสายสกุล ณ น่าน เท่านั้น โดยเป็นโกศไม้ลำลอง ตามหลักฐานภาพถ่ายงานพระศพพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ผู้เป็นบิดาเจ้าราชบุตรก็ปรากฏโกศไม้องค์นี้ในภาพด้วย สันนิษฐานว่าใช้ลำลองเพื่อประดับเกียรติยศระหว่างรอโกศพระราชทานที่กรุงเทพขนส่งมา โกศไม้องค์นี้ยังปรากฏในภาพงานศพเจ้าราชวงศ์สิทธิสาร ณ น่าน โอรสพระเจ้าสุริยะพงษ์อีกด้วย และใช้ครั้งล่าสุดซึ่งถือว่าเป็นครั้งสุดท้าย คือ งานศพเจ้าราชบุตรหมอกฟ้า ณ น่าน ดังในรูปนี้ และไม่เห็นโกศองค์นี้ปรากฏในงานศพเจ้านายสายสกุล ณ น่าน ท่านใดอีกเลน

ลำดับบุคคลในภาพนี้จากนั่งฝั่งซ้ายไปขวา
1.เจ้าสมปรารถนา ณ น่าน หลานสาวเจ้าราชบุตร
2.แม่เจ้าบุญโสม ณ น่าน ชายาเจ้าราชบุตร
3.เจ้าวาสนา ณ น่าน หลานสาวเจ้าราชบุตร
4.เจ้าหญิงโคมทอง ณ น่าน ธิดาเจ้าราชบุตร

เครดิต : ครูณัฏฐพัฒน์ สอนศิลปะ
ข้อมูลจากเพจ ราชอาณาจักรล้านนา

7
แผ่นภาพอักษรล้านนา

8
มีการกำหนดความสำคัญของพื้นที่ไม่เท่ากันพื้นที่ที่สำคัญสูงสุด คือ บริเวณสี่เหลี่ยมในกำแพงเวียงชั้นในให้เป็นที่อยู่ของเจ้านายและข้าทาสบริวารอนุญาตให้คนยวนอยู่เท่านั้นสันนิษฐานว่าข้อกำหนดนี้คงใช้มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังรายแล้ว และกำหนดประเภทของไพร่ที่ถูกกวาดต้อนมา หากเป็นช่างฝีมือหรือไพร่ชั้นดีกำหนดให้อยู่ในเมือง เช่น เขิน บ้านนันทารามอยู่ระหว่างกำแพงเมืองชั้นในและกำแพงเมืองชั้นนอกด้านใต้อพยพมาจากเชียงตุง เชี่ยวชาญการทำเครื่องเขิน ยวน ที่บ้านฮ่อม มาจากเชียงแสน อยู่ระหว่างกำแพงเมืองชั้นในและกำแพงเมืองชั้นนอกด้านตะวันออกเที่ยวชาญการทําดอกไม้กระดาษ อาหาร และการค้า กลุ่มไตหรือกลุ่มไทใหญ่ มีอาชีพปั้นหม้อหรือการค้าขายมาแต่เดิม (ชาวจีนจะมีบทบาทแทนในช่วงสมัยใหม่) ได้ตั้งถิ่นฐานบริเวณช้างเผือกช้างม่อยและบ้านวัวลาย (ศรีสุพรรณและหมื่นสารเชี่ยวชาญทำเครื่องเงิน) การกำหนดพื้นที่ตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ดังกล่าวทำให้มีลักษณะพิเศษในด้านต่างๆ เพื่อสนองต่อความหลากหลายของชุมชนเมือง ส่วนไพร่ที่ไร้ฝีมือจะให้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่นอกเมืองเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกร เช่น เขินที่สันทราย สันกำแพง สันป่าตอง และดอยสะเก็ด ยองที่ลำพูนและสันกำแพง ผู้คนที่ถูกอพยพมาจะยกกันมาเป็นกลุ่มเมืองเมื่อมาตั้งถิ่นฐานใหม่ ได้ตั้งชื่อหมู่บ้านที่ตนตามชื่อบ้านเมืองเดิมที่ถูกกวาดต้อนลงมาเช่น บ้านเมืองลวง เมืองวะ เมืองเลนเมืองขอน เมืองกาย เมืองสาด เมืองยู้ เมืองหลวย พยาก เป็นต้น

ที่มา : หนังสือประวัติศาสตร์ล้านนา,ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล
ภาพ : กำแพงเมืองเชียงใหม่ ถ่ายเมื่อ ค.ศ.1896
ขอขอบคุณเพจ ราชอาณาจักรล้านนา

9
รายนามกษัตริย์ล้านนาทุกพระองค์ รวมทั้งปีครองราชย์

ล้านนาตอนต้น
พญามังราย พ.ศ 1839-1854
พญาไชยสงคราม พ.ศ 1854-1868
พญาแสนพู พ.ศ 1868-1877
พญาคำฟู พ.ศ 1877-1879
พญาผายู พ.ศ 1879-1898

ล้านนายุคทอง
พญากือนา พ.ศ 1898-1928
พญาแสนเมืองมา พ.ศ 1928-1944
พญาสามฝั่งแกน พ.ศ 1945-1984
พระเจ้าติโลกราช พ.ศ 1984-2030
พญายอดเชียงราย พ.ศ 2030-2038
พญาแก้ว พ.ศ 2038-2068

ล้านนายุคเสื่อม
พญาเมืองเกษเกล้า พ.ศ.2068-2081(ครั้งที่ 1)
ท้าวซายคำ พ.ศ.2081-2086
พญาเมืองเกษเกล้า พ.ศ.2086-2088(ครั้งที่ 2)
พระนางจิรประภา พ.ศ.2088-2089
พระไชยเชษฐา พ.ศ.2089-2091
ไม่มีผู้ปกครอง พ.ศ.2091-2094
ท้าวแม่กุ (พระเมกุฎิ) พ.ศ.2094-2101

ล้านนาภายใต้อำนาจพม่า
ท้าวแม่กุ (พระเมกุฎิ) พ.ศ.2101-2107 (ภายใต้อำนาจพม่า)
พระนางวิสุทธเทวี พ.ศ.2107-2121 (ภายใต้อำนาจพม่า)
สาวถีนรตรามังซอศรีมังสรธาช่อ พ.ศ.2121-2150
พระช้อย (ครั้งที่ 1) พ.ศ.2150-2151
พระชัยทิพ (มองกอยต่อ) พ.ศ.2151-2156
พระช้อย (ครั้งที่ 2) พ.ศ.2156-2158
เจ้าเมืองน่าน พ.ศ.2158-2174
พญาหลวงทิพเนตร พ.ศ.2174-2198
พระแสนเมือง พ.ศ.2198-2202
เจ้าเมืองแพร่ พ.ศ.2202-2215
อุปราชอึ้งแซะ (กรุงอังวะ) พ.ศ.2215-2218
บุตรเจ้าเจกุตรา(เจพูตราย) พ.ศ.2218-2250
มังแรนร่า พ.ศ.2250-2270
เทพสิงห์ พ.ศ.2270-2270
องค์ดำ พ.ศ.2270-????
เจ้าจันทร์ พ.ศ.????-2304
อดีตภิกษุวัดดวงดี (เจ้าขี้หุด) พ.ศ.2304-2306
โป่อภัยคามินี (โป่อะเกียะคามุนี) พ.ศ.2306-2311
โป่มะยุง่วน พ.ศ.2311-2317

ล้านนาภายใต้สยาม
พระเจ้ากาวิละ พ.ศ.2325-2356
พระยาธรรมลังกา (เจ้าเชียงใหม่ช้างเผือก) พ.ศ.2359-2365
พระยาคำฝั้น (เจ้าหลวงเศรษฐี) พ.ศ.2366-2368
พระยาพุทธวงศ์ (เจ้าหลวงแผ่นดินเย็น) พ.ศ.2369-2389
พระเจ้ามโหตรประเทศ พ.ศ.2390-2397
พระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ (เจ้าชีวิตอ้าว) พ.ศ.2399-2413
พระเจ้าอินทรวิชยานนท์ พ.ศ.2416-2439
พระเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ พ.ศ.2444-2452
เจ้าแก้วนวรัฐ พ.ศ.2454-2482

คณะราษฎร เปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วยกเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร แบ่งส่วนจังหวัดขึ้นกับส่วนกลาง เริ่มแต่งตั้งผู้ว่าราชการ ตั้งแต่ พ.ศ.2475 - ปัจจุบัน

ภาพ ราชตระกูล เจ้าเจ็ดตน

10
การขยายอำนาจของราชวงศ์มังรายไปสู่เขตด้านตะวันออกของอาณาจักรล้านนาเริ่มในสมัยพระญาคำฟูด้วยการยึดครองเมืองพะเยา แล้วขยายไปสู่เมืองแพร่และเมืองน่าน พระญาคำฟูยกทัพไปแพร่ พ.ศ.1883 ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่า ... "เถิงปลีกดสี สกราช 702 ตัว อายุพระญาคำฟูได้ 38 ปลี เอาริพลไฟปล่นเอาเมืองแพล่บ่ได้ หนีคืนมาทางนครเขลางค์ หื้อแสนใหม่ฝืนหลังพลมา ชาวแพล่ออกส่งเสิก็ จักไล่ตัดเอาหางช้างเอาพระญาฅำฟู พระญาฅำฟูหื้อแสนตาช้วย แสนใหม่รบ ชาวแพล่ตามทวยบ่ได้ หนีฅืน เจ้าพระญาฅำฟูเอาพลเสิก็ถอยมาเมืองเชียงแสนวันนั้น" ... สงครามยึดเมืองแพร่ในสมัยพระญาคำฟูประสบความล้มเหลว สะท้อนความเข้มแข็งของรัฐแพร่ และชี้ว่าสมัยพระญาคำฟูซึ่งเพิ่งจะผนวกพะเยาเข้ามาได้นั้น ยังไม่มีกำลังมากพอจะยึดครองแพร่ได้

อย่างไรก็ตาม นโยบายการขยายดินแดนสู่ด้านตะวันออกของล้านนามีอย่างสืบเนื่อง นับจากสมัยพญาคำฟูเป็นต้นมา แต่กว่าจะประสบความสำเร็จต้องใช้เวลาร่วมร้อยปีซึ่งมาสำเร็จ เมื่ออาณาจักรล้านนาเข้มแข็งที่สุดในสมัยพระเจ้าติโลกราชพระองค์ให้มหาเทวีซึ่งเป็นพระมารดายกทัพมาล้อมเมืองแพร่ ส่วนพระองค์ยกทัพเลยไปทำสงครามเมืองน่าน กองทัพของพระเจ้าติโลกราชมีกำลังและเทคโนโลยีสูงกว่าทำให้ท้าวแม่นคุณกษัตริย์รัฐแพร่ ยอมสวามิภักดิ์ใน พ.ศ. 1987 ยุคนครรัฐของเมืองแพร่จึงสิ้นสุดลง ได้ถูกยุบรวมเข้ากับอาณาจักรล้านนา ส่วนเมืองน่านพระเจ้าติโลกราชต้องต่อเวลาไปอีก 6 ปีจึงจะประสบความสำเร็จราว พ.ศ 1992

ที่มา : หนังสือประวัติศาสตร์ล้านนา,ศาสตรจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล
เรื่องจากเพจ ราชอาณาจักรล้านนา
ภาพ คุ้มหลวงเมืองแพร่

11
ฅนเม็งในล้านนา : นอกจากชนพื้นเมืองชาวลัวะแล้วยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง คือ เม็ง ซึ่งเป็นชนชาติมอญโบราณที่ตั้งถิ่นฐานในภาคเหนือมาช้านานแล้ว และเป็นกลุ่มเดียวกับมอญโบราณในภาคกลาง ตำนานเรียก เมงคบุตร หรือ ชาวเม็ง เป็นชนเผ่าโบราณที่เจริญก่อนพวกอื่นในเขตที่ราบลุ่มน้ำปิง เห็นได้ชัดว่ามีวัฒนธรรมสูงกว่าชาวลัวะ แต่ก็มีปริมาณน้อย มักกระจุกตัวอยู่ริมน้ำและไม่ค่อยขยายตัวออกไป เป็นไปได้ที่เม็งเป็นกลุ่มถือตัวในฐานะมีวัฒนธรรมสูง จึงไม่ดูดชนเผ่าอื่นเข้ามา ส่วนลัวะมีจำนวนมากและกระจายตัวทั่วไปทั้งที่ราบและบนดอย ลัวะจึงเป็นประชากรพื้นฐานแท้จริง เม็งและลัวะเป็นชนสองพวกซึ่งอยู่ในเขตลุ่มน้ำปิงมานานก่อนการขยายตัวเข้ามาของชนชาติไทย

ภาพ : ผีเม็งในพิธีบวงสรวงบรรพกษัตริย์เมืองเชียงใหม่
ข้อมูล : ประวัติศาสตร์ล้านนา,ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มช.
ขอขอบคุณเพจ ราชอาณาจักรล้านนา

12
ชาวบ้านใน ตัวจังหวัดเชียงราย
ช่วยกันหามศพ ใส่ แมว
ผ่านโรงพยาบาลโอเวอร์บรู๊ค เชียงราย

ระบบชนชั้นทางสังคมล้านนา
นั้นมีชนชั้นทางสังคมอยู่ ๒ ระดับ
ตามที่สรัสวดี อ๋องสกุล
ได้อธิบายไว้ในประวัติศาสตร์ล้านนาว่า
...สังคมล้านนาแบ่งคนออกอย่างกว้าง ๆ
เป็นสองชั้นคือ ชนชั้นมูลนายและพวกที่มิใช่มูลนาย
.. ชนชั้นมูลนายได้แก่ เจ้าผู้ครองนคร
รวมไปถึงขุนนาง ส่วนคนที่มิใช่มูลนาย
ได้แก่ ไพร่(คนทั่วไป) ทาส และรวมไปถึงพระภิกษุ
เมื่อแบ่งกันเช่นนี้ในคราวที่ยังมีชีวิตก็ย่อมแตกต่างกัน
โดยฐานะ เมื่อสิ้นชีวิตไปก็ย่อมจัดการศพ
กันตามฐานะถึงกับมีจารีตบอกไว้เลยว่า
ต้องทำปฏิบัติเช่นนี้ ๆ

แมว ก็คือสิ่งที่ใช้ปกปิดสิ่งที่อยู่ภายใน
โดยเอาโครงไม้สานครอบศพ คล้ายๆ มุ้ง
ประทุนครอบเด็ก หรือคล้าย ๆ
เต้นท์พักแรมในปัจจุบันนี้
เป็นสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อปกปิดศพไม่ให้ดูอุดจาดตา
..แมวนั้นเป็นสิ่งที่น่าจะมีมาก่อนโลงศพ
เพราะว่าคนตายสมัยก่อนนั้นมิได้ใส่โลง
เป็นแต่เพียงนำเอาเสื่อมาพันแล้วก็หามไปเผา
หรือฝังตามแต่ประเพณี ต่อมาเริ่มมีการพัฒนา
เป็นโลงศพขึ้นมาแต่แมวก็ยังมีบทบาทอยู่
โดยปรับปรุงให้เหมาะซึ่งสมัยต่อ ๆ มา
แมวควบศพจากที่มีแต่เพียงหลังคา

ในอดีตยุคที่ปกครองโดยเจ้าล้านนา
ศพทุกศพที่เป็นคนธรรมดาสามัญ
มีกฎห้ามมิให้ลากเป็นอันขาด และห้ามมีการบรรเลงดนตรี
ดังปรากฏในหนังสือประเพณีชีวิตคนเมืองว่า
...ศพคนสามัญนี้ต้องใช้หามไป จะลากชักไปไม่ได้ ถือว่าขึด
การหามใช้คนจำนวนตั้งแต่ ๘ คนขึ้น
จะมีเครื่องดนตรีแห่แหนไม่ได้..
หรือหากว่าจะแห่ต้องเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น
และห้ามนำเอาเครื่องดนตรีไปแห่ในบ้าน

*แมว บางที่ที่แอดมินเคยอ่านจะเรียกว่า โบม

อีกเรื่องราวเกี่ยวกับโบม

ภาพการหาม "โบม" หรือ "แมวควบ" ผ่าน/เข้าไปในโรงพยาบาลโอเวอร์บรู๊คเชียงราย ในสมัยโบราณหากไม่มีโลงศพก็ทำเป็นโบมที่ใส่ศพจักสานด้วยไม้ไผ่บุด้วยตองตึงครอบศพไว้เพียงอย่างเดียวแล้วหามกันไปแบบในภาพ

((((((ที่มาของคำว่า พายโบม/โบมผี))))))

อนุเคราะห์ข้อมูลโดย : ดร.โทนี่ ณ บ้านดู่

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากเพจ เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

13
เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าผู้ครองนครเจียงใหม่ องค์ที่ ๘ ไม่ทราบปีที่ถ่าย

ขอบคุณ อดีตล้านนา-เมืองไทยเมื่อวันวาน ภาพอดีตทั่วไทย ข่าวทุกทิศทั่วไทย

14
เจดีย์วัดแสนฝาง จังหวัดเจียงใหม่ ถ่ายโดยมิชชันนารีต่างชาติในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ไม่ทราบปีที่ถ่าย

ขอบคุณเพจ อดีตล้านนา-เมืองไทยเมื่อวันวาน ภาพอดีตทั่วไทย ข่าวทุกทิศทั่วไทย

15
เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ สมัยยังสาวๆ

ขอบคุณเพจ อดีตล้านนา-เมืองไทยเมื่อวันวาน ภาพอดีตทั่วไทย ข่าวทุกทิศทั่วไทย

หน้า: [1] 2 ... 35