แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Messages - ฮักล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 36
1
หนึ่งภาพประวัติศาสตร์ยุคเปลี่ยนผ่านของเชียงใหม่ กับการรับมอบรัฐธรรมนูญฉบับแรกราวปี 2477และเปลี่ยนสถานะเชียงใหม่จากมณฑลสู่จังหวัด ก่อนยุติบทบาทของเจ้าผู้ครองนครอย่างถาวร น้อมรำลึกในพระเมตตาเจ้าหลวงแก้วนวรัฐที่สามารถประคองสถานะอย่างปราณีปราณอม ไม่ก่อเกิดสงครามแม้จะมีความสัมพันธ์อันดีกับอังกฤษผ่านเชียงตุง และสามารถดำรงพระเกียรติได้อย่างภาคภูมิในฐานะเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์สุดท้าย

หลวงศรีประกาศ (ขวา) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนแรกของ จังหวัดเชียงใหม่
เจ้าเเก้วนวรัฐ(กลาง) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่๙
เเละ พระยาพหลพลพยุหเสนา(ซ้าย)
บันทึกภาพร่วมกัน ในงานฉลองรัฐธรรมนูญ
หน้าซุ้มเสมา บริเวณ ศาลากลางจังหวัด เชียงใหม่

แชร์จาก ทศพล นันทา ,ท่านวรรธคม อินคำปัน,best kung

2
รวมภาพเก่า ภาพใหม่ล้านนา / ถนนท่าแพ พ.ศ.2445
« เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2019, 12:14:01 PM »
ถนนท่าแพ ถ่ายโดยหลวงอนุสารสุนทร พ่อค้าชาวจีนที่มีฐานะดีในเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นเป็นผู้บันทึกไว้ใน พ.ศ.2445

3
เหตุการณ์การประหารชีวิตเจ้าน้อยพรหมวงศ์ตามบันทึกของฝรั่ง "Vorbereitungen für Hinrichtungen in Siam"
Burger, Wilhelm 1869

   กรณีประหารชีวิตเจ้านายเมืองลำพูน   "มีอยู่คืนหนึ่งข้าหลวงที่มีอำนาจเป็นลำดับที่สามของสยามได้นั่งช้างผ่านเมืองลำพูน และมีคนมาแทงช้างของข้าหลวงจนเป็นบาดแผลฉกรรจ์
         เรื่องก็มีอยู่ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานน้องชายของเจ้าหลวงเมืองลำพูนได้ไปเล่นการพนันที่บ่อนในเมืองแล้วมีเรื่องทะเลาะกับคณะผู้ติดตามของข้าหลวงชาวสยามจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยโดยปริยาย อีกทั้งเจ้าชายหนุ่มผู้นี้มีนิสัยเกเรแตกต่างจากเจ้านายคนอื่นทั่วไปจึงต้องเป็นคนร้ายอย่างแน่นอน

         เรื่องไปถึงพระยาราชเสนาและเจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าหลวงเชียงใหม่พิโรธมากเพราะช้างเชือกนั้นเป็นช้างของพระองค์ เจ้าชายหนุ่มเมืองลำพูนต้องถูกลงโทษตามกฎหมายด้วยข้อหาดังนี้ ๑.สบประมาทข้าหลวงซึ่งเป็นตัวแทนของสยาม ๒.ทำร้ายช้างของเจ้าหลวง ๓.ประพฤติตัวเป็นคนพาล และ ๔.ต้องหาคนมาลงโทษให้ได้ (แพะรับบาป)

           เจ้าหลวงเมืองลำพูนนั้นพยายามแก้ต่างและแจงว่าน้องชายเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ไม่ยอม เจ้าชายหนุ่มต้องถูกประหารชีวิตเท่านั้น เจ้าหลวงเมืองลำพูนคิดว่าน้องชายนั้นนำความอัปยศอดสูมาให้ จึงไม่นำศพกลับเมืองลำพูน แต่จะฝังไว้ในวัดท่าวังตาลที่อยู่ใกล้ลานประหารนอกกำแพงเมือง

          เช้าตรู่ของวันที่ ๑๗ มกราคม ผมรู้ข่าวมาว่าจะมีการประหารชีวิตน้องชายเจ้านายเมืองลำพูน จึงรีบออกไปชมการประหารที่น่าสยดสยองครั้งนี้ ทั่วทั้งเมืองเงียบกริบเพราะผู้คนต่างไปยังลานประหารกันเกือบหมด ถึงแม้ว่าในเมืองเชียงใหม่มีการประหารชีวิตอยู่บ่อยครั้ง แต่การประหารชีวิตเจ้านั้นถือว่าเป็นกรณีพิเศษ ผมเดินข้ามทุ่งนาไปยังลานประหารอย่างเร่งรีบ จากที่พักไปยังลานประหารนั้นใช้เวลาเดินเพียง ๑ ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อมาถึงครึ่งทางผมก็เห็นขบวนช้าง ๑๕ ถึง ๒๐ เชือก ซึ่งแต่ละเชือกก็มีขนาดใหญ่มาก มีทหารนับ ๑๐๐ คน เดินขนาบข้าง มีทหารม้าอยู่ในขบวนเพียงสองสามคน ปรากฏว่าขบวนช้างเพิ่งกลับมาจากลานประหาร และการประหารชีวิตเจ้าชายหนุ่มนั้นก็เสร็จสิ้นแล้ว แต่ผมก็ไม่หันหลังกลับ

           เมื่อเดินไปถึงลานประหารก็เห็นเจ้าหน้าที่ ๒ คนกำลังขุดหลุมตื้นๆ กันอยู่ ใกล้กันเป็นศพที่ถูกตัดหัวแล้ว ร่างของเจ้าชายหนุ่มมีรอยสักที่งดงาม อีกทั้งร่างกายก็ได้สัดส่วน ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่นาที เจ้าชายหนุ่มยังคงเป็นชายหนุ่มรูปงาม ร่างกายแข็งแรง แต่เวลานี้เหลือแต่ร่าง มีผ้าพันศพอย่างง่าย ดูแล้วชวนให้อดสู และอีกไม่ช้าก็คงถูกโยนลงหลุม

          ร่างของเจ้าชายหนุ่มถูกฝังอยู่ในป่าช้า ปราศจากเกียรติยศใดๆทั้งสิ้น ผมเข้าไปวิเคราะห์ศพของเจ้าชายหนุ่มอย่างละเอียดก็พบว่าครั้งแรกนั้นเพชฆฌาตฟันพลาด เพราะมีรอยฟันลึกอยู่ที่ไหล่ข้างซ้าย

          ศีรษะของเจ้าชายหนุ่มนั้นวางคว่ำอยู่ใกล้กัน เจ้าชายหนุ่มมีใบหน้าที่หล่อเหลาทีเดียว อายุประมาณ ๒๐ ปี ใบหน้านั้นสงบ เยือกเย็น ปราศจากความหวาดกลัวหรือเจ็บปวดจากการฟันที่ผิดพลาดในครั้งแรกเลย

          บริเวณลานประหารนั้นมีหลุมศพอยู่มากมาย แต่ไม่เหมือนหลุมศพในประเทศตะวันตกที่เห็นจนชินตา ศพถูกฝังอย่างตื้นๆ เมื่อฝนตกน้ำคงท่วมขัง บรรดานักโทษนอนพักผ่อนเป็นครั้งสุดท้ายโดยมีดินกลบหน้าเพียงสองสามนิ้วเท่านั้น ศพจะสลายกลายเป็นฝุ่นดินถ้าอีแร้งไม่มารุมทึ้งกินซากศพเสียก่อน

         เมื่อมองไปรอบๆ ก็เห็นไม้หรือซุงปักทำเป็นรูปกากบาทอย่างง่าย คล้ายไม้กางเขนปักอยู่ เมื่อมองตอนแรกก็เข้าใจว่าเป็นป้ายหลุมศพเหมือนในป่าช้าของคริสเตียน อันที่จริงไม้ดังกล่าวมีรูปทรงเป็น Y มากกว่า T หรือกางเขนเสียอีก ใกล้กับศพของเจ้าชายหนุ่มนั้นเป็นเเอ่งเลือด สุดท้ายผมจึงเข้าใจว่าไม้กากบาทนั้นก็คือหลักประหารนั่นเอง...

          ผมไม่รู้ว่าหลุมศพและเลือดของผู้บริสุทธิ์ในป่าช้านั้นมีมากมายเท่าใด และผมขอกล่าวว่าความผิดของเจ้าชายหนุ่มที่ถูกประหารชีวิตในครั้งนี้มีมูลความจริงน้อยมาก
...สุทธิศักดิ์ถอดความ     
   
      Temples and elephants : the narrative of a journey of exploration through upper Siam and Lao
      Carl Bock
      London S. Low 1884               
         "Vorbereitungen für Hinrichtungen in Siam"
      Burger, Wilhelm 1869

ช้างเชือกนี้ เป็นช้างพระที่นั่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ / ในครั้งนั้นเจ้าราชสัมพันธวงษ์ (เจ้าหนานธรรมลังกา ณ เชียงใหม่) เจ้าขัน 5 ใบแห่งเมืองนครลำพูน ยืมช้างพระที่นั่งของพระเจ้านครเชียงใหม่ไปใช้ในงานราชการบ้านเมือง เพื่อให้ขุน..... ซึ่งเป็นชาวทวาย มาทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาพม่า+ภาษาอังกฤษในคุ้มหลวงพระเจ้านครเชียงใหม่ เจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ ได้มัดช้างไว้ 2 ตัวใกล้เคียงกัน เชือกที่ 1 คือช้างพระเจ้านครเชียงใหม่ เชือกที่ 2 เป็นช้างของเจ้าราชสัมพันธ์

             ในคืนต่อมาเจ้าตุ้ย ณ ลำพูน เป็นราชบุตรของ เจ้าหลวงไชยลังกาพิศาล เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ก่อน เจ้าตุ้ย(เจ้าน้อยพรหม) เป็นน้องชาย ของเจ้าหลวงดาราดิเรกรัตน์ (เจ้าหลวงที่อยู่ในช่วงเกิดเหตุแทงช้าง)เจ้าตุ้ย เมาเหล้าอย่างชนิดไม่มีสติ (เรื่องภายในเล่าว่า เป็นเจ้าที่ชอบคบนักเลง นิสัยเกเร) ด้วยความเมาและความคึกคะนอง จึงแทงช้างพระที่นั่งฯเมื่อ มหาเทวีแม่เจ้าเทพไกสร ทรงทราบทรงกริ้วมาก หาว่าเจ้าตุ้ย หมิ่นพระเกียรติยศ พระเจ้านครเชียงใหม่

               จึงมีพระบัญชาให้เจ้าอุปราชบุญทวงศ์ (น้องชายต่างมารดา ของพระเจ้าเชียงใหม่) จัดการในเรื่องนี้ มันก้อเลยจบลงที่ เจ้าตุ้ย โดนฆ่าตาย เจ้าอุปราชบุญทวงศ์ เองค์นี้เปรียบเสมือนเจ้าหลวงองค์ที่ 2 ของเชียงใหม่ เพราะสามารถลบล้างคำสั่งของ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ได้

ภาพประกอบ เจ้าดาราดิเรกรัตนไพโรจน์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 7 ซึ่งเป็นพระเชษฐาของ “เจ้าน้อยพรหม”

4
ประตูเก่าเมืองเชียงตุง

6
หอหลวงเมืองเชียงตุง (รูปเก่า)

7
รถโดยสารคันแรกของเมืองแพร่ เป็นรถยนต์ยี่ห้อตระกูล Ford ตราหมา ชนิด4สูบ เป็นเครื่องยนต์เบนซินสตาร์ทมือแบบมือหมุนที่มูเล่ย์ สั่งซื้อจากประเทศอังกฤษในราคา 4,000 บาท ประมาณปี พ.ศ.2481 (ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) หมายเลขทะเบียน พร.0018 สามารถจุผู้โดยสารได้ 14 คน ค่ารถหรือค่าโดยสารมี 2 ราคา คือ นั่งหน้าข้างคนขับได้ 2 คน ค่ารถคนละยี่สิบสตางค์ ซึ่งคนนั่งหน้าจะได้ชมวิวทิวทัศน์ตลอดสองฝั่งของเส้นทาง ธรรมชาติอันเป็นป่าไม้ทีเขียวชะอุมหนาทึบ บางครั้งอาจมีสัตว์ป่า เช่น หมูป่า เลียงผา เก้ง งูเหลือม และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ วิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถเพื่อไปหาแหล่งน้ำที่มีอยู่ตลอดสองข้างทาง ส่วนด้านหลังสามารถให้ผู้โดยสารนั่งได้สองแถวๆละ 6 คน ราคาค่าโดยสารคนละสิบสองสตางค์หรือหนึ่งเฟื้อง

รถจะวิ่งสายในเวียง –ป่าแดง เป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร ให้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อรถวิ่งมาได้ครึ่งทางก็จะแวะพักที่ศาลาหม่องโพเส็ง เพื่อให้ผู้โดยสารดื่มน้ำ –ปัสสาวะเข้าห้องน้ำและทำธุระส่วนตัว แล้วจึงวิ่งต่อไปถึงตำบลป่าแดง และวัดพระธาตุช่อแฮ โดยขากลับก็จะบรรทุกเมี่ยงไปส่งในเวียงด้วย เพื่อไม่ให้รถวิ่งเสียเที่ยวเปล่า วันหนึ่งจะวิ่ง 2 เที่ยว คือเที่ยวเช้าและเที่ยวบ่าย ย้อนหลังไปสมัยนั้นราคาน้ำมันลิตรละ 0.20 สตางค์ ถังน้ำมันจุได้ 50ลิตร เติมเต็มถังเพียง 10 บาทเท่านั้น(ปัจจุบัน พ.ศ. 2561-2481= 80 ปี) โดยคุณชาลี หรรษ์ภิญโญ บุตรเจ้าของรถเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่เตี่ยเลือกใช้รถยนต์ยี่ห้อ FORD เพราะเป็นรถที่สำบุกสำบัน แรงดีเยี่ยม ขึ้นดอยแรงไม่มีตก วิ่งทางราบประหยัดน้ำมันดี อะไหล่ก็หาง่ายและดัดแปลงได้เมื่อภาวะคับขัน เช่น ซี่ล้อรถเมื่อหัก ก็หาไม้แดงเปลี่ยนแทนได้วิ่งหาสตางค์ได้ ไม่ต้องเสียเวลา แตรรถยนต์ก็เป็นแตรยางใช้บีบไม่เปลืองไฟสะดวกดี

สำหรับสถานที่ถ่ายภาพ คือสะพานบ้านร่องแวง(ขัวร่องแวง) ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ถ่ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481 เป็นช่วงปีใหม่ไทย นายกิติพงษ์ หรรษภิญโญ(แซ่ห่าน) เจ้าของรถยนต์ คนที่สองนับจากซ้ายมือในรูป ได้พาครอบครัวและญาติๆไปเที่ยวชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดแพร่ แม่น้ำยม พระยาไชยบูรณ์ และสะพานร่องแวง สะพานไม้ที่สร้างด้วยไม้สักเกือบทั้งหมด เชื่อมระหว่างตัวในเวียงกับอำเภอสูงเม่นและอำเภอเด่นชัย โดยหลังจากถ่ายภาพแล้วนายกิติพงษ์ ได้สอนลูกๆว่าสายลำน้ำยมเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงคนเมืองแพร่ให้ได้ดื่มกิน เพาะปลูก อุปโภคบริโภค จึงควรค่าแก่การรักษาดูแลและส่งต่อแก่คนรุ่นหลังต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก นายชาลี หรรษ์ภิญโญ ผู้จัดการการไฟฟ้าจังหวัดน่าน เจ้าของเรื่อง ,สภาวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ อวดเก่า แพร่ย้อนยุค เมื่อ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2011

ข้อมูลประกอบภาพ บุคคลในภาพ 1.นายท้ายรถ (คนเก็บสตางค์ค่าโดยสาร) 2..นายกิติพงษ์ หรร์ภิญโญ (เจ้าของรถ)เป็นคนจีนไหหลำ มาตั้งรกรากที่เมืองแพร่ ได้แต่งงานกับแม่ตุ่นแก้ว หรรษภิญโญ (แผ่นทอง) มีลูก 11 คน ชาย 5 คน หญิง 6 คน 3.สามีแม่นางป๋อก (คนพม่า) 4.คนจีนค้าขาย (ไหหลำ) 5.บุตรชาย 6.ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 7.ผู้ใหญ่บ้าน

ภาพจากหนังสือประวัติศาสตร์เมืองแพร่ฉบับปีพ.ศ.2550
ข้อมูลลจาก http://phrae365.blogspot.com/search/label/รถโดยสารคันแรกของจังหวัดแพร่

8
ขบวนแห่ศพแม่เจ้าจามรี ภรรยาของเจ้าแก้วนวรัฐ
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2472
เคลื่อนศพจากคุ้มหลวงริมแม่น้ำปิงไปวัดสวนดอก

จากหนังสือ "สมุดภาพ กรมหมื่นพิทยลาภฯ ตอนตรวจราชการกระทรวงธรรมการ" ของ คุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์

9
รูปเพิ่มเติม

10
รูปภาพเพิ่มเติม

11
วัด ถ้ำตับเตา เมืองฝาง เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๖๐-๒๔๗๐

ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ข้าราชการไทยขี่ม้าไปสำรวจ และ ถ่ายภาพ

“ถ้ำตับเตา” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บริเวณโดยรอบถ้ำตับเตาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาพรรณ เป็นถ้ำหินปูนกว้างและสูงประมาณ ๖ เมตร เป็นวัดที่ร่มรื่นและยังคงความเป็นธรรมชาติ ถ้ำตับเตาเป็นถ้ำที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดถ้ำตับเตา ถือเป็นศาสนสถานโบราณนานนับหลายร้อยปีมาแล้ว ตัวถ้ำเป็นแนวเขาหินปูนกั้นเขตอำเภอไชยปราการกับอำเภอเมืองเชียงดาว ถ้ำตับเตามีขนาดเล็กกว่าถ้ำเชียงดาว แต่มีความสวยงามไม่แพ้กันภายในถ้ำ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ถ้ำตับเตานี้แยกออกเป็น ๒ ถ้ำ คือถ้าขึ้นทางขวาไปถ้ำมืด (ถ้ำปัญเจค) ซึ่งจะมืดสนิท มีไฟดวงเล็กๆ ส่องเป็นระยะๆ และ ทางซ้ายไป ถ้ำแจ้ง (ถ้ำผาขาว) เข้าไปนิดเดียว ข้างใน มีวิหารพระนอนองค์ใหญ่ กับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ บริเวณหน้าถ้ำมีกุฏิและศาลาสำหรับพักผ่อน ภายในบริเวณวัดยังมีหอพระไตรปิฎกสร้างอยู่กลางน้ำอีกด้วย

วัดถ้ำตับเตาปรากฏพระพุทธรูปไสยาสน์องค์ใหญ่ ขนาดความยาวกว่า ๙ เมตร สร้างด้วยการก่ออิฐถือปูนพอกด้วยยางไม้รักปิดทองแบบศิลปะอยุธยา ทั้งนี้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นโดยสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถเมื่อคราวท่านยกกองทัพมาเพื่อจะเข้าตีเมืองพม่าและตีเมืองตองอูในปี พ.ศ.๒๑๓๕ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกกองทัพหลวงไปทางเชียงดาวเข้าพักพลที่เมืองหาง ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองในราชอาณาจักรไทย ถ้ำตับเตาแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับพักกองทัพของสมเด็จพระเอกาทศรถ

วัดถ้ำตับเตาเป็นวัดที่ร้างมานานก่อนที่เจ้าหลวงมหาวงค์ จะสั่งให้บูรณปฏิสังขรณ์ สร้างวัดถ้ำตับเตาขึ้น ได้มีฝรั่งชาวนอร์เวย์ ชื่อ มร.คาร์ลบ็อก มาสำรวจธรรมชาติในล้านนาเข้ามาพักที่เมืองฝาง เขาได้บันทึกถึงความสำคัญของสถานที่นี้ไว้ว่า ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนามากกว่าร้อยปี มีองค์พระนอนที่ชำรุดทรุดโทรมมาก ยางไม้และทองหลุดร่อนลงเป็นแห่งๆ รอบๆ พระนอนองค์ใหญ่นี้มีพระสาวกนั้งประนมมือประหนึ่งฟังคำสวดจากพระพุทธเจ้า

ถ้ำตับเตา ถือเป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนในแอ่งที่ราบโหล่งเมืองไชยปราการ – ฝาง มีอายุเก่าแก่ โดยมีตำนานที่ผูกเรื่องราวพื้นบ้านเข้ากับความศรัทธาในพระพุทธศาสนาว่า ในสมัยพุทธกาล ขณะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใกล้จะปรินิพพาน หลังจากทรงตรากตรำพระวรกายในการประกาศพระศาสนาในถิ่นฐานต่างๆ เมื่อจวนได้เวลาเสด็จดับขันธ์ปรินิพานตามคำทูลอาราธนาของพญามาร พระพุทธองค์ได้รับบิณฑบาตอาหารที่ประกอบด้วยสุกรมัทวะจากนายจุนนะ เป็นเนื้อหมู (เนื้อหมูเป็นโรค บางตำนานก็ว่าเป็นอาหารประกอบจากเห็ดที่งอกจากหลุมฝังศพซากหมูตายด้วยโรค) หลังจากรับบิณฑบาต พระพุทธองค์ก็ทรงประชวรและอาเจียน เนื่องจากอาหารเป็นพิษ ขณะที่ทรงประชวรอยู่ก็ทรงประทับที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำนั้นคือถ้ำตับเตา

วัดถ้ำตับเตา เป็นชื่อที่เรียกเพี้ยนมาจากคำว่า “ดับเต้า” ซึ่งหมายถึงการดับขี้เถ้า ที่เกิดจากการเผาไหม้ของป่า ทั้งนี้เมื่อเรียกกันนานๆ เข้าก็เลยเพี้ยนมาเป็นตับเตา ซึ่งคนในภูมิภาคอื่นไม่ทราบความหมายก็เลยเรียกว่า”ถ้ำตับเตา” ซึ่งมีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง คือตับของสัตว์ชนิดหนึ่ง

เจ้าอาวาสจึงสันนิษฐานว่าด้วยเหตุผลที่พระพุทธรูปไสยาสน์องค์นี้เก่าแก่โบราณ ซึ่งคนโบราณแต่ละถิ่นแคว้นจะมีลักษณะศิลปะการก่อสร้างเป็นของตนเอง ถ้าสร้างโดยช่างฝีมือล้านนาไทยคงจะต้องมีลักษณะศิลปะแบบล้านนา สร้างแล้วก็คงมอบให้เจ้าเมืองฝางเป็นผู้ดูแล

วัดถ้ำตับเตาเป็นวัดที่ร้างมานานก่อนที่เจ้าหลวงมหาวงศ์จะสั่งให้บูรณะปฎิสังขรณ์สร้างวัดถ้ำตับเตาขึ้น ได้มีฝรั่งชาวนอรเวย์ ชื่อ มร.คาร์ลบ็อก มาสำรวจธรรมชาติในล้านนาไทยเข้ามาพักที่เมืองฝาง เขาได้บันทึกถึงความสำคัญของสถานที่นี้ไว้ว่า ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนามามากกว่าร้อยปี มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นพระนอน ก่อด้วยอิฐโบกปูนทาด้วยยางไม้และปิดทอง ชำรุดทรุดโทรมมาก ยางไม้และทองหลุดร่อนลงเป็นแห่งๆ รอบๆพระนอนองค์ใหญ่นี้มีพระสาวกนั่งประนมมือประหนึ่งฟังคำสวดจากพระพุทธเจ้า

ภายในบริเวณวัดร่มรื่น มีหอพระไตรปิฎกสร้างอยู่กลางน้ำ สิ่งสำคัญในวัดคือถ้ำตับเตา ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าถ้ำเชียงดาว แต่มีความสวยงามไม่แพ้กัน ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ถ้ำตับเตานี้แยกออกเป็น ๒ ถ้ำ คือถ้ำแจ้ง และถ้ำมืด (ถ้ำผาขาว และถ้ำปัญเจค) บริเวณหน้าถ้ำมีกุฏิและศาลาสำหรับพักผ่อน
ถ้ำผ้าขาวมีบันไดขึ้นไปบริเวณถ้ำกว้างประมาณ ๑๐ วา มีแสงสว่างจากช่องโหว่บนเขาส่องลงมา มีพระพุทธรูปก่อปูนขนาดใหญ่ อยู่บนแท่นกับพระพุทธรูปนอน พระอรหันต์ล้อมรอบแสดงถึงตอนพระพุทธเจ้าประชวร อีกถ้ำหนึ่งอยู่ห่างจากถ้ำผ้าขาวราว ๔๕ เมตร เรียกถ้ำปัจเจค ปากถ้ำลึกประมาณ ๕ วา มีบันไดพาดเป็นบางแห่ง ในถ้ำทางคดเคี้ยวบางตอนเป็นช่องแคบ ถ้ำลึกมากต้องหาเทียนไขหรือตะเกียงเจ้าพายุเข้าไป

สุดปลายถ้ำมีพระพุทธรูปและเจดีย์นอกจากนี้มีรูปปูนปั้นเป็นเด็กหญิงแถวหนึ่ง เด็กชายแถวหนึ่งปราศจากเครื่องแต่งกาย ผู้ใดต้องการมีบุตรหญิงหรือบุตรชายก็ให้หาธูปเทียนสักการบูชา พระพุทธรูปอธิษฐานขอเอาตามความปรารถนา มีผู้เล่าว่าผู้ไปขอแล้วมักสมปรารถนาเสมอ ตำนานของถ้ำมีจารึกอยู่บนศิลา ๓ แผ่นว่า พระอรหันต์เดินทางมาบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ณ ที่นี้ แล้วเข้าสู่นิพานตรงปากถ้ำ เทพยดาจึงทำพิธีศพจนเป็นเหตุให้ไหม้ลึกลงไปในดินด้านยาว ๑,๐๐๐ วา ด้านกว้าง ๑๐๐ วา พญานาคขึ้นมาพ่นน้ำดับ จึงปรากฏมีขี้เถ้าเต็มถ้ำ เดิมเรียกว่า “ถ้ำตับเต้า” (ถ้ำทับเถ้า) เลยเพี้ยนมาเป็นถ้ำตับเตาภายหลัง ถ้ำนี้คนไทยใหญ่มักเดินทางมานมัสการเสมอเมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้วถือเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์

อีกนัยหนึ่ง มีผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า ชื่อเดิมของถ้ำตับเตา คือ “ทับเถ้า”มาจากเรื่องเล่าที่ว่า พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป มานิพพานที่ถ้ำนี้ จึงได้นำเอาอัฐิหรือเถ้ามากอบกันขึ้นเป็นพระเจดีย์ และตั้งชื่อว่า “พระเจดีย์นิ่ม” ซึ่งอยู่ในถ้ำมืด และจารึก ปี พ.ศ. ๑๔๖๓ ไว้ที่ฐานพระเจดีย์ ถ้ำนี้ต้องใช้เวลาเดินประมาณ ๑ ชั่วโมง จะเที่ยวชมอย่างทั่วถึง

จากหนังสือประวัติวัดถ้ำตับเตา เรียบเรียงโดยอาจารย์อินทร์ศวร แย้มแสง ได้ให้ความหมายของคำว่า “ตับเตา” ว่าอาจเพี้ยนมาจากคำว่า ดับเถ้า (อ่าน ดับ – เต้า) ภาษาเหนือหมายถึงดับขี้เถ้าที่เกิดมาจากการเผาไหม้ของป่าไม้ และภายหลังเพี้ยนมาเป็น “ตับเตา”

ที่ตั้งถ้ำตับเตา
บ้านตับเตา ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ ณ ภูเขาทางทิศตะวันตก หมู่ที่ ๑๓ บนเส้นทางสายเชียงใหม่-ฝาง ระหว่างหลักกิโลเมตร ที่ ๑๒๐ และ ๑๒๑ แยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ ๓ กิโลเมตร

12
ภาพเก่าแก่ของ มงกุฏ ประดับผอบ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ที่หอสรงพระธาตุ วัดพระธาตุศรีจอมทอง
อ.จอมทอง จ. เชียงใหม่
เมื่อ พ.ศ. 2409 หรือ 144 ปีก่อน
ด้านหลังมีพระพม่ายืนอยู่ สองตน
และ มี พ่อค้าไม้ชาวพม่า
หลวงโยนธการพิจิตร (หม่องปันโย)
และ น้องชาย
นั่งพนมมือไหว้ด้านหน้า
ท่านเป็นผู้ สร้าง ผอบ
ที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ
พร้อม มงกุฏทอง
ประดับเพชรนิลจินดา ชิ้นนี้
เพื่อถวายเป็น พุทธบูชา
ปัจจุบัน มงกุฏยังจัดแสดงอยู่ใน
วิหาร วัดพระธาตุศรี จอมทอง,

บันทึกพระธาตุศรีจอมทอง

ถึง พ.ศ. 2314 ปีขาล
โทศก เดือน 5 แรม 11 ค่ำ วันจันทร์
พระบรมธาตุเจ้าองค์ประเสริฐ
ก็อันตรธานสูญหายไป

จนถึง พ.ศ. 2322 พระยาวิเชียรปราการ
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้มาคำนึงถึง
พระบรมธาตุเจ้าจอมทอง
องค์ประเสริฐ อันได้สูญหายไป
แต่ พ.ศ. 2314 นั้น จึงได้ให้นายช่างทอง
สร้างโกศเงินและโกศทองคำ
เพื่อจะได้นำไปเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุเจ้า
แล้วจึงรับสั่งอำมาตย์ทั้งหลาย
ไปทำพิธีอาราธนาอัญเชิญพระบรมธาตุเจ้า
ตามโบราณประเพณีเป็นครั้งแรกก่อน
พระบรมธาตุก็ยงไม่เสด็จมา
และ ได้อาราธนาอีก 2 ครั้ง
จนถึงแรม 4 ค่ำเวลาก๋องงาย( 19.00 น)
พระบรมธาตุเจ้า ก็ได้เสด็จมาปรากฏ
ในคูหาปราสาท ตามคำอธิษฐาน

จากนั้นพระยาวิเชียรปราการ
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
ได้อัญเชิญพระบรมธาตุ
เข้าไปในเมืองเชียงใหม่
ทำการสระสรง และ ถวายทานต่างๆ
นาน 7 วัน 7 คืน
แล้วจึงได้อัญเชิญพระบรมธาตุเจ้า
กลับคืนไปประดิษฐานไว้
ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองตามเดิม

ขอบคุณภาพจาก สำนักงานเลขานุการ เจ้าคณะอำเภอแม่วาง

13
พิธีบูชาเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง ซึ่งชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ อินทขิลหรือเรียกว่า เสาหลักเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ทราบดีว่า ทุกๆ ปีจะต้องมีพิธีสักการะบูชาเสาอินทขิล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองรวมทั้งผู้ที่ทำเกี่ยวกับเกษตรโดยการเพาะปลูก โดยงานดังกล่าวได้อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าอันเป็นพระพุทธรูปที่บันดาลให้ฝนตกมาเป็นประธานในขบวนแห่และมีการสวดคาถาอินทขิลของหมู่สงฆ์ด้วย ชาวเชียงใหม่จะทำพิธีบูชาอินทขิลในตอนปลายเดือน 8 ต่อเดือน 9 หรือระหว่างเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน โดยเริ่มในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 8 เรียกว่า วันเข้าอินทขิล การเข้าอินทขิลจะมีไปจนถึงในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งเป็นวันออกอินทขิล จึงเรียกว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก

ตำนานอินทขิลหรือตำนานสุวรรณคำแดงที่พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ วัดหอธรรม เชียงใหม่ เล่าความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนานั้น เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะ ในเมืองนี้มีผีหลอกหลอนทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือ บันดาลบ่อเงิน บ่อทองและบ่อแก้วไว้ในเมือง ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้ง 3 บ่อละ 3 ตระกูล โดยชาวลัวะต้องถือศีลรักษาคำสัตย์ เมื่อชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใดก็จะได้ดังสมปรารถนา ซึ่งชาวลัวะก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี บรรดาชาวลัวะทั้งหลายต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์ ข่าวความสุขความอุดมสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี ซึ่งเป็นตระกูลของชาวลัวะเลื่องลือไปไกลและได้ชักนำให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน ชาวลัวะตกใจจึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ หรือยักษ์ 2 ตน ขุดอินทขิล หรือ เสาตะปูพระอินทร์ ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี เสาอินทขิลมีฤทธิ์มากดลบันดาลให้ข้าศึกที่มากลายร่างเป็นพ่อค้า พ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะแนะนำให้พ่อค้าถือศีลรักษาคำสัตย์และอย่าละโมบ เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้ พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่เฝ้าเสาอินทขิลโกรธพากันหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป และบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง มีชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่งไปบูชาเสาอินทขิลอยู่เสมอ ทราบว่ายักษ์ทั้งสองนำเสาอินทขิลกลับสวรรค์ไปแล้ว ก็เสียใจมากจึงถือบวชนุ่งขาวห่มขาว บำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึง 3 ปี ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ พระเถระบอกว่า ให้ชาวลัวะร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่ ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษาใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุมแล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนทำพิธีสักการบูชา จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ การทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาจึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ประเพณีอินทขิล ในสมัยเจ้าผู้ครองนครกับปัจจุบันนี้แตกต่างกันมาก ในอดีตเจ้าผู้ครองนครจะเริ่มพิธีด้วยการเซ่นสังเวยเทพยาดาอารักษ์ ผีบ้าน ผีเมือง และบูชากุมภัณฑ์ พร้อมกับเชิญผีเจ้านายลงทรง เพื่อถามความเป็นไปของบ้านเมืองว่าจะดีจะร้ายอย่างไร ฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ หากคนทรงทำนายว่าบ้านเมืองชะตาไม่ดี ก็จะทำพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง นอกจากนี้ยังมีการซอและการฟ้อนดาบ เป็นเครื่องสักการะถวายแด่วิญญาณบรรพบุรุษด้วย พิธีกรรมนี้ทำสืบต่อมาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงหยุดไป ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่ได้ดำเนินการสืบทอดประเพณีอินทขิล โดยมีพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสาน ในวันแรกของการเข้าอินทขิล มีการแห่พระเจ้าฝนแสนห่า หรือพระพุทธรูปคันธารราษฎร์รอบตัวเมือง เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำและใส่ขันดอก เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต ส่วนภายในวิหารอินทขิล พระสงฆ์ 9 รูป จะทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขิล ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินภายใต้บุษบกที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป เมื่อเสร็จพิธีจะมีมหรสพสมโภชตลอดงาน

ที่มา : พระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล). ตำนานอินทขิล (ฉบับสมโภช 600 ปี พระธาตุเจดีย์หลวง). เชียงใหม่ : บุณย์ศิริงานพิมพ์, 2538.

14
เจ้าสายสกุล " ตุงคนาคร " ในนครลำพูน

"ตุงคนาคร" อันมีความหมายว่า นครเชียงตุง หรือ ตุงคบุรี ตั้งอยู่ในเขตรัฐฉานประเทศพม่า โดยมีเจ้าฟ้าครองเมืองได้สืบสายจากราชวงศ์ " #มังราย " กษัตริย์นครเชียงใหม่ ผู้เป็นต้นเค้าวงศ์เจ้าฟ้าเชียงตุง คือ พญาน้ำท่วม(ท้าวน้ำท่วม) สืบกันมาลุล่วงถึงสมัย เจ้าฟ้าชายสามจุฬามณีสิริเมฆภูมินทร์ องค์ที่๑ แห่งนครเชียงตุง ตรงกับรัชสมัยของราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้เกี่ยวดองกันกับเจ้านายนครลำพูนแห่งราชวงศ์ " ทิพยจักราธิวงศ์ " (เจ้าเจ็ดตน)

ผู้ที่ได้รับพระราชทานนามสกุล " ตุงคนาคร " คือ เจ้าน้อยดวงทิพย์ ซึ่งทำหน้าที่เสนาสรรพากร (พระยาวังซ้าย) คู่กับเจ้าหลวงจักรคำฯ ซึ่งทำหน้าที่เสนาคลัง (พระยาวังขวา) มาตั้งแต่ปี 2440 ในยุคเจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 9 คือเจ้าหลวงอินยงยศโชติ (พระบิดาของเจ้าหลวงจักรคำฯ)

ต่อมาเจ้าดวงทิพย์ ได้รับโปรดเกล้าสถาปนาขึ้นเป็น เจ้าราชภาติกวงษ์นครลำพูน ซึ่งรับราชการทำหน้าที่เหมือน “เสนานา” ดูแลการขุดเหมืองฝายเกษตรกรรม พร้อมกันนี้ได้รับพระราชทานนามสกุลจากล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ว่า " ตุงคนาคร "

เจ้าราชภาติกวงษ์ (ดวงทิพย์ ตุงคนาคร) เป็นเหลนของเจ้าหญิงบัวคำ ราชธิดาในเจ้าหลวงคำตัน เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ ๔ โดยเจ้าหญิงบัวคำได้เสกสมรสกับเป็นนางเทวีองค์หนึ่ง ใน เจ้าฟ้าชายสามแห่งนครเชียงตุง

เจ้าราชภาติกวงษ์นครลำพูน (ดวงทิพย์ ตุงคนาคร) ได้สมรส เจ้าแม่เกี๋ยงคำ ณ ลำพูน มีบุตร-ธิดา คือ
- เจ้าน้อยคาด ตุงคนาคร
- เจ้าน้อยเทพ ตุงคนาคร
- เจ้าหนานชื่น ตุงคนาคร
- เจ้าหญิงประภาวดี ตุงคนาคร
ฯลฯ

ตลอดจนมีลูกหลานในปัจจุบันที่ใช้นามสกุล " ตุงคนาคร " อีกมากมายในจังหวัดลำพูน

ข้อมูล ครูณัฏฐพัฒน์ สอนศิลปะ
เฟสบุ๊คเพจ ราชอาณาจักรล้านนา

15
สายเจ้าอินทะ(เจ้าเมืองเชียงแสนคนแรก) ยุคราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน โอรสพระเจ้าบุญมาเมือง(เจ้านครลำพูนที่ 2) มีบุตรชาย 9 หญิง 7 คือ
1.เจ้าน้อยสุขะ เป็นเจ้าราชวงศ์เชียงแสน สมรสกับเจ้าหญิวแปงเมือง หลานสาวพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
2.เจ้าน้อยเป็ง ภรรยาชื่อเจ้าอุ่นแก้ว
3.เจ้าจันทร์หอม(ญ)
4.เจ้าอินคำ(ญ) ภริยาเจ้าน้อยเหมือน
5.เจ้าหญิงวรรณา ชายาเจ้าอุปราชคำตัน เชียงแสน
6.เจ้าบัวจันทร์ ภริยาเจ้าน้อยสม ณ ลำปาง
7.เจ้ายวงคำ ภริยาน้อยเลี่ยม บุตรเจ้ามหาวันฝายแป้น จ.ลำพูน
8.เจ้าบัวเกสร(ญ)
9.เจ้าน้อยเว้อ ได้กับเจ้าหญิงชมพู ธิดาเจ้าอุปราชาคำฝั้น เชียงราย หลานเจ้าคำฝั้น เชียงราย
10.เจ้าเมืองไชย เป็นพระยารัตนาเขตร์ เจ้าเมืองเชียงรายคนที่ 4 สมรสกับเจ้าหญิงน้อยชมพู(พี่สะใภ้)
11.เจ้าน้อยคำปัน
12.เจ้าน้อยวัง
13.เจ้าน้อยตั๋น อยู่ป่าซาง ลำพูน(สมรสกับเจ้าอุษา หลานเจ้าบัวเที่ยง)
14.เจ้าน้อยหมื่นแก้ว เป็นเจ้าราชบุตรเชียงแสน(สมรสกับเจ้ากาบแก้ว)
15.เจ้าน้อยเหมย (สมรสกับเจ้าบัวล้อม เหลนพระเจ้ามโหตรประเทศ เชียงใหม่)
16 เจ้าหญิงบัวนาค(เกิดจากเจ้านางเกสร น้องสาวเจ้านางฟองนวล มารดาเจ้าราชภาคินัย(เจ้าน้อยเมืองชื่น))

ข้อมูล : อ.อภิชิต ศิริชัย นักประวัติศาสตร์เชียงราย
หนังสือ ชื่อบ้าน นามเมือง : อำเภอแม่จัน จ.เชียงราย

หน้า: [1] 2 ... 36