แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Messages - ฮักล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 36
1
รถโดยสารคันแรกของเมืองแพร่ เป็นรถยนต์ยี่ห้อตระกูล Ford ตราหมา ชนิด4สูบ เป็นเครื่องยนต์เบนซินสตาร์ทมือแบบมือหมุนที่มูเล่ย์ สั่งซื้อจากประเทศอังกฤษในราคา 4,000 บาท ประมาณปี พ.ศ.2481 (ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) หมายเลขทะเบียน พร.0018 สามารถจุผู้โดยสารได้ 14 คน ค่ารถหรือค่าโดยสารมี 2 ราคา คือ นั่งหน้าข้างคนขับได้ 2 คน ค่ารถคนละยี่สิบสตางค์ ซึ่งคนนั่งหน้าจะได้ชมวิวทิวทัศน์ตลอดสองฝั่งของเส้นทาง ธรรมชาติอันเป็นป่าไม้ทีเขียวชะอุมหนาทึบ บางครั้งอาจมีสัตว์ป่า เช่น หมูป่า เลียงผา เก้ง งูเหลือม และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ วิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถเพื่อไปหาแหล่งน้ำที่มีอยู่ตลอดสองข้างทาง ส่วนด้านหลังสามารถให้ผู้โดยสารนั่งได้สองแถวๆละ 6 คน ราคาค่าโดยสารคนละสิบสองสตางค์หรือหนึ่งเฟื้อง

รถจะวิ่งสายในเวียง –ป่าแดง เป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร ให้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อรถวิ่งมาได้ครึ่งทางก็จะแวะพักที่ศาลาหม่องโพเส็ง เพื่อให้ผู้โดยสารดื่มน้ำ –ปัสสาวะเข้าห้องน้ำและทำธุระส่วนตัว แล้วจึงวิ่งต่อไปถึงตำบลป่าแดง และวัดพระธาตุช่อแฮ โดยขากลับก็จะบรรทุกเมี่ยงไปส่งในเวียงด้วย เพื่อไม่ให้รถวิ่งเสียเที่ยวเปล่า วันหนึ่งจะวิ่ง 2 เที่ยว คือเที่ยวเช้าและเที่ยวบ่าย ย้อนหลังไปสมัยนั้นราคาน้ำมันลิตรละ 0.20 สตางค์ ถังน้ำมันจุได้ 50ลิตร เติมเต็มถังเพียง 10 บาทเท่านั้น(ปัจจุบัน พ.ศ. 2561-2481= 80 ปี) โดยคุณชาลี หรรษ์ภิญโญ บุตรเจ้าของรถเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่เตี่ยเลือกใช้รถยนต์ยี่ห้อ FORD เพราะเป็นรถที่สำบุกสำบัน แรงดีเยี่ยม ขึ้นดอยแรงไม่มีตก วิ่งทางราบประหยัดน้ำมันดี อะไหล่ก็หาง่ายและดัดแปลงได้เมื่อภาวะคับขัน เช่น ซี่ล้อรถเมื่อหัก ก็หาไม้แดงเปลี่ยนแทนได้วิ่งหาสตางค์ได้ ไม่ต้องเสียเวลา แตรรถยนต์ก็เป็นแตรยางใช้บีบไม่เปลืองไฟสะดวกดี

สำหรับสถานที่ถ่ายภาพ คือสะพานบ้านร่องแวง(ขัวร่องแวง) ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ถ่ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481 เป็นช่วงปีใหม่ไทย นายกิติพงษ์ หรรษภิญโญ(แซ่ห่าน) เจ้าของรถยนต์ คนที่สองนับจากซ้ายมือในรูป ได้พาครอบครัวและญาติๆไปเที่ยวชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดแพร่ แม่น้ำยม พระยาไชยบูรณ์ และสะพานร่องแวง สะพานไม้ที่สร้างด้วยไม้สักเกือบทั้งหมด เชื่อมระหว่างตัวในเวียงกับอำเภอสูงเม่นและอำเภอเด่นชัย โดยหลังจากถ่ายภาพแล้วนายกิติพงษ์ ได้สอนลูกๆว่าสายลำน้ำยมเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงคนเมืองแพร่ให้ได้ดื่มกิน เพาะปลูก อุปโภคบริโภค จึงควรค่าแก่การรักษาดูแลและส่งต่อแก่คนรุ่นหลังต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก นายชาลี หรรษ์ภิญโญ ผู้จัดการการไฟฟ้าจังหวัดน่าน เจ้าของเรื่อง ,สภาวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ อวดเก่า แพร่ย้อนยุค เมื่อ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2011

ข้อมูลประกอบภาพ บุคคลในภาพ 1.นายท้ายรถ (คนเก็บสตางค์ค่าโดยสาร) 2..นายกิติพงษ์ หรร์ภิญโญ (เจ้าของรถ)เป็นคนจีนไหหลำ มาตั้งรกรากที่เมืองแพร่ ได้แต่งงานกับแม่ตุ่นแก้ว หรรษภิญโญ (แผ่นทอง) มีลูก 11 คน ชาย 5 คน หญิง 6 คน 3.สามีแม่นางป๋อก (คนพม่า) 4.คนจีนค้าขาย (ไหหลำ) 5.บุตรชาย 6.ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 7.ผู้ใหญ่บ้าน

ภาพจากหนังสือประวัติศาสตร์เมืองแพร่ฉบับปีพ.ศ.2550
ข้อมูลลจาก http://phrae365.blogspot.com/search/label/รถโดยสารคันแรกของจังหวัดแพร่

2
ขบวนแห่ศพแม่เจ้าจามรี ภรรยาของเจ้าแก้วนวรัฐ
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2472
เคลื่อนศพจากคุ้มหลวงริมแม่น้ำปิงไปวัดสวนดอก

จากหนังสือ "สมุดภาพ กรมหมื่นพิทยลาภฯ ตอนตรวจราชการกระทรวงธรรมการ" ของ คุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์

3
รูปเพิ่มเติม

4
รูปภาพเพิ่มเติม

5
วัด ถ้ำตับเตา เมืองฝาง เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๖๐-๒๔๗๐

ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ข้าราชการไทยขี่ม้าไปสำรวจ และ ถ่ายภาพ

“ถ้ำตับเตา” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บริเวณโดยรอบถ้ำตับเตาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาพรรณ เป็นถ้ำหินปูนกว้างและสูงประมาณ ๖ เมตร เป็นวัดที่ร่มรื่นและยังคงความเป็นธรรมชาติ ถ้ำตับเตาเป็นถ้ำที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดถ้ำตับเตา ถือเป็นศาสนสถานโบราณนานนับหลายร้อยปีมาแล้ว ตัวถ้ำเป็นแนวเขาหินปูนกั้นเขตอำเภอไชยปราการกับอำเภอเมืองเชียงดาว ถ้ำตับเตามีขนาดเล็กกว่าถ้ำเชียงดาว แต่มีความสวยงามไม่แพ้กันภายในถ้ำ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ถ้ำตับเตานี้แยกออกเป็น ๒ ถ้ำ คือถ้าขึ้นทางขวาไปถ้ำมืด (ถ้ำปัญเจค) ซึ่งจะมืดสนิท มีไฟดวงเล็กๆ ส่องเป็นระยะๆ และ ทางซ้ายไป ถ้ำแจ้ง (ถ้ำผาขาว) เข้าไปนิดเดียว ข้างใน มีวิหารพระนอนองค์ใหญ่ กับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ บริเวณหน้าถ้ำมีกุฏิและศาลาสำหรับพักผ่อน ภายในบริเวณวัดยังมีหอพระไตรปิฎกสร้างอยู่กลางน้ำอีกด้วย

วัดถ้ำตับเตาปรากฏพระพุทธรูปไสยาสน์องค์ใหญ่ ขนาดความยาวกว่า ๙ เมตร สร้างด้วยการก่ออิฐถือปูนพอกด้วยยางไม้รักปิดทองแบบศิลปะอยุธยา ทั้งนี้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นโดยสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถเมื่อคราวท่านยกกองทัพมาเพื่อจะเข้าตีเมืองพม่าและตีเมืองตองอูในปี พ.ศ.๒๑๓๕ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกกองทัพหลวงไปทางเชียงดาวเข้าพักพลที่เมืองหาง ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองในราชอาณาจักรไทย ถ้ำตับเตาแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับพักกองทัพของสมเด็จพระเอกาทศรถ

วัดถ้ำตับเตาเป็นวัดที่ร้างมานานก่อนที่เจ้าหลวงมหาวงค์ จะสั่งให้บูรณปฏิสังขรณ์ สร้างวัดถ้ำตับเตาขึ้น ได้มีฝรั่งชาวนอร์เวย์ ชื่อ มร.คาร์ลบ็อก มาสำรวจธรรมชาติในล้านนาเข้ามาพักที่เมืองฝาง เขาได้บันทึกถึงความสำคัญของสถานที่นี้ไว้ว่า ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนามากกว่าร้อยปี มีองค์พระนอนที่ชำรุดทรุดโทรมมาก ยางไม้และทองหลุดร่อนลงเป็นแห่งๆ รอบๆ พระนอนองค์ใหญ่นี้มีพระสาวกนั้งประนมมือประหนึ่งฟังคำสวดจากพระพุทธเจ้า

ถ้ำตับเตา ถือเป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนในแอ่งที่ราบโหล่งเมืองไชยปราการ – ฝาง มีอายุเก่าแก่ โดยมีตำนานที่ผูกเรื่องราวพื้นบ้านเข้ากับความศรัทธาในพระพุทธศาสนาว่า ในสมัยพุทธกาล ขณะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใกล้จะปรินิพพาน หลังจากทรงตรากตรำพระวรกายในการประกาศพระศาสนาในถิ่นฐานต่างๆ เมื่อจวนได้เวลาเสด็จดับขันธ์ปรินิพานตามคำทูลอาราธนาของพญามาร พระพุทธองค์ได้รับบิณฑบาตอาหารที่ประกอบด้วยสุกรมัทวะจากนายจุนนะ เป็นเนื้อหมู (เนื้อหมูเป็นโรค บางตำนานก็ว่าเป็นอาหารประกอบจากเห็ดที่งอกจากหลุมฝังศพซากหมูตายด้วยโรค) หลังจากรับบิณฑบาต พระพุทธองค์ก็ทรงประชวรและอาเจียน เนื่องจากอาหารเป็นพิษ ขณะที่ทรงประชวรอยู่ก็ทรงประทับที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำนั้นคือถ้ำตับเตา

วัดถ้ำตับเตา เป็นชื่อที่เรียกเพี้ยนมาจากคำว่า “ดับเต้า” ซึ่งหมายถึงการดับขี้เถ้า ที่เกิดจากการเผาไหม้ของป่า ทั้งนี้เมื่อเรียกกันนานๆ เข้าก็เลยเพี้ยนมาเป็นตับเตา ซึ่งคนในภูมิภาคอื่นไม่ทราบความหมายก็เลยเรียกว่า”ถ้ำตับเตา” ซึ่งมีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง คือตับของสัตว์ชนิดหนึ่ง

เจ้าอาวาสจึงสันนิษฐานว่าด้วยเหตุผลที่พระพุทธรูปไสยาสน์องค์นี้เก่าแก่โบราณ ซึ่งคนโบราณแต่ละถิ่นแคว้นจะมีลักษณะศิลปะการก่อสร้างเป็นของตนเอง ถ้าสร้างโดยช่างฝีมือล้านนาไทยคงจะต้องมีลักษณะศิลปะแบบล้านนา สร้างแล้วก็คงมอบให้เจ้าเมืองฝางเป็นผู้ดูแล

วัดถ้ำตับเตาเป็นวัดที่ร้างมานานก่อนที่เจ้าหลวงมหาวงศ์จะสั่งให้บูรณะปฎิสังขรณ์สร้างวัดถ้ำตับเตาขึ้น ได้มีฝรั่งชาวนอรเวย์ ชื่อ มร.คาร์ลบ็อก มาสำรวจธรรมชาติในล้านนาไทยเข้ามาพักที่เมืองฝาง เขาได้บันทึกถึงความสำคัญของสถานที่นี้ไว้ว่า ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนามามากกว่าร้อยปี มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นพระนอน ก่อด้วยอิฐโบกปูนทาด้วยยางไม้และปิดทอง ชำรุดทรุดโทรมมาก ยางไม้และทองหลุดร่อนลงเป็นแห่งๆ รอบๆพระนอนองค์ใหญ่นี้มีพระสาวกนั่งประนมมือประหนึ่งฟังคำสวดจากพระพุทธเจ้า

ภายในบริเวณวัดร่มรื่น มีหอพระไตรปิฎกสร้างอยู่กลางน้ำ สิ่งสำคัญในวัดคือถ้ำตับเตา ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าถ้ำเชียงดาว แต่มีความสวยงามไม่แพ้กัน ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ถ้ำตับเตานี้แยกออกเป็น ๒ ถ้ำ คือถ้ำแจ้ง และถ้ำมืด (ถ้ำผาขาว และถ้ำปัญเจค) บริเวณหน้าถ้ำมีกุฏิและศาลาสำหรับพักผ่อน
ถ้ำผ้าขาวมีบันไดขึ้นไปบริเวณถ้ำกว้างประมาณ ๑๐ วา มีแสงสว่างจากช่องโหว่บนเขาส่องลงมา มีพระพุทธรูปก่อปูนขนาดใหญ่ อยู่บนแท่นกับพระพุทธรูปนอน พระอรหันต์ล้อมรอบแสดงถึงตอนพระพุทธเจ้าประชวร อีกถ้ำหนึ่งอยู่ห่างจากถ้ำผ้าขาวราว ๔๕ เมตร เรียกถ้ำปัจเจค ปากถ้ำลึกประมาณ ๕ วา มีบันไดพาดเป็นบางแห่ง ในถ้ำทางคดเคี้ยวบางตอนเป็นช่องแคบ ถ้ำลึกมากต้องหาเทียนไขหรือตะเกียงเจ้าพายุเข้าไป

สุดปลายถ้ำมีพระพุทธรูปและเจดีย์นอกจากนี้มีรูปปูนปั้นเป็นเด็กหญิงแถวหนึ่ง เด็กชายแถวหนึ่งปราศจากเครื่องแต่งกาย ผู้ใดต้องการมีบุตรหญิงหรือบุตรชายก็ให้หาธูปเทียนสักการบูชา พระพุทธรูปอธิษฐานขอเอาตามความปรารถนา มีผู้เล่าว่าผู้ไปขอแล้วมักสมปรารถนาเสมอ ตำนานของถ้ำมีจารึกอยู่บนศิลา ๓ แผ่นว่า พระอรหันต์เดินทางมาบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ณ ที่นี้ แล้วเข้าสู่นิพานตรงปากถ้ำ เทพยดาจึงทำพิธีศพจนเป็นเหตุให้ไหม้ลึกลงไปในดินด้านยาว ๑,๐๐๐ วา ด้านกว้าง ๑๐๐ วา พญานาคขึ้นมาพ่นน้ำดับ จึงปรากฏมีขี้เถ้าเต็มถ้ำ เดิมเรียกว่า “ถ้ำตับเต้า” (ถ้ำทับเถ้า) เลยเพี้ยนมาเป็นถ้ำตับเตาภายหลัง ถ้ำนี้คนไทยใหญ่มักเดินทางมานมัสการเสมอเมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้วถือเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์

อีกนัยหนึ่ง มีผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า ชื่อเดิมของถ้ำตับเตา คือ “ทับเถ้า”มาจากเรื่องเล่าที่ว่า พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป มานิพพานที่ถ้ำนี้ จึงได้นำเอาอัฐิหรือเถ้ามากอบกันขึ้นเป็นพระเจดีย์ และตั้งชื่อว่า “พระเจดีย์นิ่ม” ซึ่งอยู่ในถ้ำมืด และจารึก ปี พ.ศ. ๑๔๖๓ ไว้ที่ฐานพระเจดีย์ ถ้ำนี้ต้องใช้เวลาเดินประมาณ ๑ ชั่วโมง จะเที่ยวชมอย่างทั่วถึง

จากหนังสือประวัติวัดถ้ำตับเตา เรียบเรียงโดยอาจารย์อินทร์ศวร แย้มแสง ได้ให้ความหมายของคำว่า “ตับเตา” ว่าอาจเพี้ยนมาจากคำว่า ดับเถ้า (อ่าน ดับ – เต้า) ภาษาเหนือหมายถึงดับขี้เถ้าที่เกิดมาจากการเผาไหม้ของป่าไม้ และภายหลังเพี้ยนมาเป็น “ตับเตา”

ที่ตั้งถ้ำตับเตา
บ้านตับเตา ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ ณ ภูเขาทางทิศตะวันตก หมู่ที่ ๑๓ บนเส้นทางสายเชียงใหม่-ฝาง ระหว่างหลักกิโลเมตร ที่ ๑๒๐ และ ๑๒๑ แยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ ๓ กิโลเมตร

6
ภาพเก่าแก่ของ มงกุฏ ประดับผอบ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ที่หอสรงพระธาตุ วัดพระธาตุศรีจอมทอง
อ.จอมทอง จ. เชียงใหม่
เมื่อ พ.ศ. 2409 หรือ 144 ปีก่อน
ด้านหลังมีพระพม่ายืนอยู่ สองตน
และ มี พ่อค้าไม้ชาวพม่า
หลวงโยนธการพิจิตร (หม่องปันโย)
และ น้องชาย
นั่งพนมมือไหว้ด้านหน้า
ท่านเป็นผู้ สร้าง ผอบ
ที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ
พร้อม มงกุฏทอง
ประดับเพชรนิลจินดา ชิ้นนี้
เพื่อถวายเป็น พุทธบูชา
ปัจจุบัน มงกุฏยังจัดแสดงอยู่ใน
วิหาร วัดพระธาตุศรี จอมทอง,

บันทึกพระธาตุศรีจอมทอง

ถึง พ.ศ. 2314 ปีขาล
โทศก เดือน 5 แรม 11 ค่ำ วันจันทร์
พระบรมธาตุเจ้าองค์ประเสริฐ
ก็อันตรธานสูญหายไป

จนถึง พ.ศ. 2322 พระยาวิเชียรปราการ
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้มาคำนึงถึง
พระบรมธาตุเจ้าจอมทอง
องค์ประเสริฐ อันได้สูญหายไป
แต่ พ.ศ. 2314 นั้น จึงได้ให้นายช่างทอง
สร้างโกศเงินและโกศทองคำ
เพื่อจะได้นำไปเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุเจ้า
แล้วจึงรับสั่งอำมาตย์ทั้งหลาย
ไปทำพิธีอาราธนาอัญเชิญพระบรมธาตุเจ้า
ตามโบราณประเพณีเป็นครั้งแรกก่อน
พระบรมธาตุก็ยงไม่เสด็จมา
และ ได้อาราธนาอีก 2 ครั้ง
จนถึงแรม 4 ค่ำเวลาก๋องงาย( 19.00 น)
พระบรมธาตุเจ้า ก็ได้เสด็จมาปรากฏ
ในคูหาปราสาท ตามคำอธิษฐาน

จากนั้นพระยาวิเชียรปราการ
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
ได้อัญเชิญพระบรมธาตุ
เข้าไปในเมืองเชียงใหม่
ทำการสระสรง และ ถวายทานต่างๆ
นาน 7 วัน 7 คืน
แล้วจึงได้อัญเชิญพระบรมธาตุเจ้า
กลับคืนไปประดิษฐานไว้
ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองตามเดิม

ขอบคุณภาพจาก สำนักงานเลขานุการ เจ้าคณะอำเภอแม่วาง

7
พิธีบูชาเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง ซึ่งชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ อินทขิลหรือเรียกว่า เสาหลักเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ทราบดีว่า ทุกๆ ปีจะต้องมีพิธีสักการะบูชาเสาอินทขิล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองรวมทั้งผู้ที่ทำเกี่ยวกับเกษตรโดยการเพาะปลูก โดยงานดังกล่าวได้อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าอันเป็นพระพุทธรูปที่บันดาลให้ฝนตกมาเป็นประธานในขบวนแห่และมีการสวดคาถาอินทขิลของหมู่สงฆ์ด้วย ชาวเชียงใหม่จะทำพิธีบูชาอินทขิลในตอนปลายเดือน 8 ต่อเดือน 9 หรือระหว่างเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน โดยเริ่มในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 8 เรียกว่า วันเข้าอินทขิล การเข้าอินทขิลจะมีไปจนถึงในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งเป็นวันออกอินทขิล จึงเรียกว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก

ตำนานอินทขิลหรือตำนานสุวรรณคำแดงที่พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ วัดหอธรรม เชียงใหม่ เล่าความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนานั้น เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะ ในเมืองนี้มีผีหลอกหลอนทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือ บันดาลบ่อเงิน บ่อทองและบ่อแก้วไว้ในเมือง ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้ง 3 บ่อละ 3 ตระกูล โดยชาวลัวะต้องถือศีลรักษาคำสัตย์ เมื่อชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใดก็จะได้ดังสมปรารถนา ซึ่งชาวลัวะก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี บรรดาชาวลัวะทั้งหลายต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์ ข่าวความสุขความอุดมสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี ซึ่งเป็นตระกูลของชาวลัวะเลื่องลือไปไกลและได้ชักนำให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน ชาวลัวะตกใจจึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ หรือยักษ์ 2 ตน ขุดอินทขิล หรือ เสาตะปูพระอินทร์ ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี เสาอินทขิลมีฤทธิ์มากดลบันดาลให้ข้าศึกที่มากลายร่างเป็นพ่อค้า พ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะแนะนำให้พ่อค้าถือศีลรักษาคำสัตย์และอย่าละโมบ เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้ พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่เฝ้าเสาอินทขิลโกรธพากันหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป และบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง มีชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่งไปบูชาเสาอินทขิลอยู่เสมอ ทราบว่ายักษ์ทั้งสองนำเสาอินทขิลกลับสวรรค์ไปแล้ว ก็เสียใจมากจึงถือบวชนุ่งขาวห่มขาว บำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึง 3 ปี ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ พระเถระบอกว่า ให้ชาวลัวะร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่ ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษาใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุมแล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนทำพิธีสักการบูชา จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ การทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาจึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ประเพณีอินทขิล ในสมัยเจ้าผู้ครองนครกับปัจจุบันนี้แตกต่างกันมาก ในอดีตเจ้าผู้ครองนครจะเริ่มพิธีด้วยการเซ่นสังเวยเทพยาดาอารักษ์ ผีบ้าน ผีเมือง และบูชากุมภัณฑ์ พร้อมกับเชิญผีเจ้านายลงทรง เพื่อถามความเป็นไปของบ้านเมืองว่าจะดีจะร้ายอย่างไร ฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ หากคนทรงทำนายว่าบ้านเมืองชะตาไม่ดี ก็จะทำพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง นอกจากนี้ยังมีการซอและการฟ้อนดาบ เป็นเครื่องสักการะถวายแด่วิญญาณบรรพบุรุษด้วย พิธีกรรมนี้ทำสืบต่อมาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงหยุดไป ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่ได้ดำเนินการสืบทอดประเพณีอินทขิล โดยมีพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสาน ในวันแรกของการเข้าอินทขิล มีการแห่พระเจ้าฝนแสนห่า หรือพระพุทธรูปคันธารราษฎร์รอบตัวเมือง เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำและใส่ขันดอก เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต ส่วนภายในวิหารอินทขิล พระสงฆ์ 9 รูป จะทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขิล ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินภายใต้บุษบกที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป เมื่อเสร็จพิธีจะมีมหรสพสมโภชตลอดงาน

ที่มา : พระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล). ตำนานอินทขิล (ฉบับสมโภช 600 ปี พระธาตุเจดีย์หลวง). เชียงใหม่ : บุณย์ศิริงานพิมพ์, 2538.

8
เจ้าสายสกุล " ตุงคนาคร " ในนครลำพูน

"ตุงคนาคร" อันมีความหมายว่า นครเชียงตุง หรือ ตุงคบุรี ตั้งอยู่ในเขตรัฐฉานประเทศพม่า โดยมีเจ้าฟ้าครองเมืองได้สืบสายจากราชวงศ์ " #มังราย " กษัตริย์นครเชียงใหม่ ผู้เป็นต้นเค้าวงศ์เจ้าฟ้าเชียงตุง คือ พญาน้ำท่วม(ท้าวน้ำท่วม) สืบกันมาลุล่วงถึงสมัย เจ้าฟ้าชายสามจุฬามณีสิริเมฆภูมินทร์ องค์ที่๑ แห่งนครเชียงตุง ตรงกับรัชสมัยของราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้เกี่ยวดองกันกับเจ้านายนครลำพูนแห่งราชวงศ์ " ทิพยจักราธิวงศ์ " (เจ้าเจ็ดตน)

ผู้ที่ได้รับพระราชทานนามสกุล " ตุงคนาคร " คือ เจ้าน้อยดวงทิพย์ ซึ่งทำหน้าที่เสนาสรรพากร (พระยาวังซ้าย) คู่กับเจ้าหลวงจักรคำฯ ซึ่งทำหน้าที่เสนาคลัง (พระยาวังขวา) มาตั้งแต่ปี 2440 ในยุคเจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 9 คือเจ้าหลวงอินยงยศโชติ (พระบิดาของเจ้าหลวงจักรคำฯ)

ต่อมาเจ้าดวงทิพย์ ได้รับโปรดเกล้าสถาปนาขึ้นเป็น เจ้าราชภาติกวงษ์นครลำพูน ซึ่งรับราชการทำหน้าที่เหมือน “เสนานา” ดูแลการขุดเหมืองฝายเกษตรกรรม พร้อมกันนี้ได้รับพระราชทานนามสกุลจากล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ว่า " ตุงคนาคร "

เจ้าราชภาติกวงษ์ (ดวงทิพย์ ตุงคนาคร) เป็นเหลนของเจ้าหญิงบัวคำ ราชธิดาในเจ้าหลวงคำตัน เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ ๔ โดยเจ้าหญิงบัวคำได้เสกสมรสกับเป็นนางเทวีองค์หนึ่ง ใน เจ้าฟ้าชายสามแห่งนครเชียงตุง

เจ้าราชภาติกวงษ์นครลำพูน (ดวงทิพย์ ตุงคนาคร) ได้สมรส เจ้าแม่เกี๋ยงคำ ณ ลำพูน มีบุตร-ธิดา คือ
- เจ้าน้อยคาด ตุงคนาคร
- เจ้าน้อยเทพ ตุงคนาคร
- เจ้าหนานชื่น ตุงคนาคร
- เจ้าหญิงประภาวดี ตุงคนาคร
ฯลฯ

ตลอดจนมีลูกหลานในปัจจุบันที่ใช้นามสกุล " ตุงคนาคร " อีกมากมายในจังหวัดลำพูน

ข้อมูล ครูณัฏฐพัฒน์ สอนศิลปะ
เฟสบุ๊คเพจ ราชอาณาจักรล้านนา

9
สายเจ้าอินทะ(เจ้าเมืองเชียงแสนคนแรก) ยุคราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน โอรสพระเจ้าบุญมาเมือง(เจ้านครลำพูนที่ 2) มีบุตรชาย 9 หญิง 7 คือ
1.เจ้าน้อยสุขะ เป็นเจ้าราชวงศ์เชียงแสน สมรสกับเจ้าหญิวแปงเมือง หลานสาวพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
2.เจ้าน้อยเป็ง ภรรยาชื่อเจ้าอุ่นแก้ว
3.เจ้าจันทร์หอม(ญ)
4.เจ้าอินคำ(ญ) ภริยาเจ้าน้อยเหมือน
5.เจ้าหญิงวรรณา ชายาเจ้าอุปราชคำตัน เชียงแสน
6.เจ้าบัวจันทร์ ภริยาเจ้าน้อยสม ณ ลำปาง
7.เจ้ายวงคำ ภริยาน้อยเลี่ยม บุตรเจ้ามหาวันฝายแป้น จ.ลำพูน
8.เจ้าบัวเกสร(ญ)
9.เจ้าน้อยเว้อ ได้กับเจ้าหญิงชมพู ธิดาเจ้าอุปราชาคำฝั้น เชียงราย หลานเจ้าคำฝั้น เชียงราย
10.เจ้าเมืองไชย เป็นพระยารัตนาเขตร์ เจ้าเมืองเชียงรายคนที่ 4 สมรสกับเจ้าหญิงน้อยชมพู(พี่สะใภ้)
11.เจ้าน้อยคำปัน
12.เจ้าน้อยวัง
13.เจ้าน้อยตั๋น อยู่ป่าซาง ลำพูน(สมรสกับเจ้าอุษา หลานเจ้าบัวเที่ยง)
14.เจ้าน้อยหมื่นแก้ว เป็นเจ้าราชบุตรเชียงแสน(สมรสกับเจ้ากาบแก้ว)
15.เจ้าน้อยเหมย (สมรสกับเจ้าบัวล้อม เหลนพระเจ้ามโหตรประเทศ เชียงใหม่)
16 เจ้าหญิงบัวนาค(เกิดจากเจ้านางเกสร น้องสาวเจ้านางฟองนวล มารดาเจ้าราชภาคินัย(เจ้าน้อยเมืองชื่น))

ข้อมูล : อ.อภิชิต ศิริชัย นักประวัติศาสตร์เชียงราย
หนังสือ ชื่อบ้าน นามเมือง : อำเภอแม่จัน จ.เชียงราย

10
น้อยคนนักที่จะทราบว่า "ครูบาอภิชัยขาวปี" ถึงแก่มรณภาพที่ "ดินแดนล้านนาแห่งกรุงสุโขทัย" ทุ่งเสลี่ยมบ้านเรา ท่านมรณภาพที่ หน้าวัดท่าต้นธงชัย ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม
หลายคนคงคิดว่า "นักบุญแห่งเวียงลี้" ผู้เป็นศิษย์เอกมือขวาของครูบาเจ้าศรีวิชัยรูปนี้ ท่านคงมรณภาพแถบวัดพระบาทผาหนามหรือพระบาทตะเมาะ ละแวก อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน - อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่

ความจริงก็คือ ในช่วงก่อนมรณภาพท่านปรารภว่าอยากไปถวายทานที่พระธาตุจอมสวรรค์ ตำบลดงดำ อำเภอลี้ อีกสักครั้ง อันเป็นบุญสถานที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยกับท่านเคยร่วมกันฟื้นฟู แต่ยังมิทันได้ไปก็มีศรัทธาถึงสองรายมานิมนต์ขอบารมีท่านให้ไปช่วยเป็นประธาน “นั่งหนัก” ในการก่อสร้างเสนาสนะ ทั้งๆที่ตอนนั้นสุขภาพของท่านก็ไม่สู้จะแข็งแรงนัก ด้วยวัยชราภาพมากถึง ๘๘ ปีแล้ว

แต่ด้วยความที่ท่านมีเมตตาสูงอยากจะช่วยเหลือการพระศาสนาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านจึงจัดลำดับการรับนิมนต์ดังนี้ ขณะนั้นท่านพำนักอยู่ที่ทุ่งหัวช้าง ลำพูน ท่านจำเป็นต้องตัดกิจนิมนต์ที่พระธาตุจอมสวรรค์ ตำบลดงดำ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนออกไปก่อน ท่านรับนิมนต์ไปวัดสันต้นแฮม (สันทุ่งฮ่าม)จังหวัดลำปางก่อน ที่นั่นท่านประทับรอยหัตถ์รอยบาทไว้บนแผ่นปูนด้วย ต่อจากลำปางท่านรับนิมนต์ชาวบ้านท่าต้นธงชัย ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม ซึ่งเป็นเขตจังหวัดสุโขทัยแล้ว แต่ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวล้านนาจึงมีศรัทธาต่อพระสงฆ์ในสายครูบา ท่านถามศรัทธาจากทุ่งเสลี่ยมที่มารับท่านที่ลำปางเป็นนัยๆว่า “ตี้หั้นมีไม้สักหน้ากว้างซักซาวนิ้วก่อ” (ที่นั่นมีไม้สักหน้ากว้างสักยี่สิบนิ้วไหม) ชาวบ้านทุ่งเสลี่ยมตอบว่า"มี" แล้วถามครูบาว่าท่านจะเอาไปสร้างอะไร ท่านตอบว่า "จะเอาไปแป๋งหีบ" (แป๋ง ภาษาล้านนาแปลว่า สร้าง,ทำ ) ไม่มีใครคาดคิดว่า “หีบ” ในความหมายของครูบาท่านจะหมายถึง "โลงศพ" เพราะปกติท่านเป็นนักประดิษฐ์ ชอบทำโน่น สร้างนี่ ทำหีบใส่พระธรรมคัมภีร์อะไรต่างๆ อยู่แล้ว มีเรื่องแปลกประหลาดขณะเคลื่อนขบวนไปสุโขทัย ครูบาท่านขอให้ชาวลำปางติดตามไปด้วย บอกไปกันให้มากๆ แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ให้เอาไปทั้งหมด อย่าปล่อยทิ้งไว้ อยากได้บริวารที่ตามไปด้วยสัก ๕๐๐ ดังนั้นชาวเถิน ชาวลี้ ที่ทราบข่าวว่าหลังจากสร้างวัดที่ลำปางเสร็จ ครูบายังไม่มีกำหนดการจะกลับลี้ จึงพากันไปรวมตัวร่วมขบวนเดินทางจากตอนล่างของลำปางเข้าสู่ทุ่งเสลี่ยมสุโขทัยเป็นขบวนใหญ่ด้วย

ครั้นเมื่อมาถึงวัดท่าต้นธงชัย (เป็นการมาครั้งที่ ๓ ของครูบาขาวปี คือก่อนหน้านั้นท่านเคยมาช่วยสร้างวิหารให้แล้ว) มาครั้งนี้ ท่านพักอยู่กระท่อมนอกเขตวัด เป็นธรรมเนียมของท่านที่เวลาท่านไปช่วยก่อสร้างวัดไหน ท่านจะไม่นอนในเขตวัด แต่จะให้ศรัทธาปลูกเพิงกระต๊อบนอนนอกวัด นอนไปได้เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น รุ่งขึ้นวันต่อมาใกล้เพ็ญมาฆะ เป็นวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ เหนือ หรือวันพฤหัสบดี ๓ มีนาคม ๒๕๒๐ ครูบาท่านได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบ ณ กระท่อมหน้าวัดท่าต้นธงชัยนั่นเอง

บรรยากาศวันนั้นท้องฟ้ามืดมนอนธกาลทั้งแปดทิศา เมฆหมอกลงจัด พายุพัดโหมน่ากลัวทั้งที่เป็นเดือนมีนาหน้าร้อน กระทั่ง เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ นาฬิกา ชาวบ้านแถวนั้นได้เห็นลำแสงพวยพุ่งออกจากกระท่อมขึ้นสู่บนฟากฟ้าพร้อมเพรียงกัน จึงทราบว่าครูบาท่านละสังขารแล้ว ท้องฟ้ายังคงมืดมิดอีกเจ็ดทิวา เจ็ดราตรีกาล

หลังจากมรณภาพแล้ว เหล่าลูกศิษย์ต่างต้องการสรีระของครูบา ทั้งทางสุโขทัยทั้งชาวลำปางที่ติดตามมา โดยเฉพาะลูกศิษย์ชาวกะเหรี่ยง จาก ลี้ ลำพูน ต้องลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ ถึงกับเปล่งวาจาออกมาอย่างน้อยใจว่า "จาวลำปาง จาวโต้งเสลี่ยม เอาครูบาของเฮามาต๋าย” (ชาวลำปาง ชาวทุ่งเสลี่ยม เอาครูบาของเรามาตาย) เกิดโกลาหลกันอยู่พักใหญแล้วบรรยากาศก็ค่อยๆ คลี่คลาย

หลังจากบำเพ็ญกุศลศพครูบาขาวปีที่ทุ่งเสลี่ยมได้ ๑๕ คืน ครูบาวงค์ (ครูบาชัยยวงศาพัฒนา) วัดจามเทวี และเจ้าคณะจังหวัดลำพูน ได้เดินทางมาเป็นประธานในการอาราธนาครูบาขาวปี กลับไปยังวัดพระบาทผาหนาม จังหวัดลำพูน สรีระของท่านยังคงสถิตอยู่ที่วัดแห่งนี้จวบจนปัจจุบัน
ปันข้อมูลจาก เพจ : ภาพเก่าเล่าเรื่อง
เครดิตภาพ : Naret Boontiang

11
เหตุนี้จึงไม่มีการขอพระราชทานนามสกุล " ณ แพร่ " เพราะว่าเหตุการณ์ กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ จึงเกิดการตั้งสกุลกันขึ้นมาเอง ทำให้เจ้านายเมืองแพร่แตกสายสกุลขึ้นมามากมาย อาทิ เทพวงศ์(สายตรงเจ้าหลวง) แพร่พันธุ์(ยาขอบ) หัวเมืองแก้ว รัตนวงศ์ นันทิยา กันจรรยา วงศ์วรญาติ ธงสังกา วราราช ใยญาณ เมืองพระ ดอกไม้ สารศิริวงศ์ ศรีจันทร์แดง อิ่นคำลือ อุตรพงศ์ มหายศปัญญา วิจผัน บุตรรัตน์ นามวงศ์ แก่นหอม แก่นจันทร์หอม ไชยประวัติ วงศ์วรรณ วังซ้าย ผาทอง วงศ์บุรี วงศ์พระถาง ขัติยะวรา รสเข้ม แสนสิริพันธุ์ วงศ์แก่นเมือง ฯลฯ

"“กบฏเงี้ยวเมืองแพร่” “กบฏอ้ายน้อยเทพวงศ์” แต่ถ้าหากมองจากสายตาคนพื้นถิ่นก็อาจถือได้ว่า “เงี้ยวเป็นวีรบุรุษ” และเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์เป็น “วีรกษัตริย์นครแพร่ (ล้านนา)” ที่ไม่ต่างจากชาวลาวมองเจ้าอนุวงศ์เป็น “วีรกษัตริย์นครเวียงจันทน์ (ล้านช้าง)”"

12
ราชการบ้านเมืองในสมัยนี้ก็แปรปรวนไปต่างๆ ไม่เหมือนแต่เช่นพระอัยโกอัยการ์เจ้าข้าพี่น้องกาลนานมาแต่ก่อนๆ มาบัดนี้บุญก็มาถึงเราเจ้าข้าพี่น้องได้รักษาราชสมบัติบ้านเมืองสืบวงษ์กระกูลในสมัยนี้ ก็มาเกิดแปรปรวนไปต่างๆ ดังนี้ ก็เปนกรรมของเราเจ้าข้าพี่น้องมาแต่หนหลัง ก็ชอบที่เราเจ้าข้าพี่น้องพร้อมมูลปรองดองกัน ปฤกษาผ่อนผันไปทีละเล็กละน้อยกว่าจะเปนไปตามกาล ...”

สาส์นลับจากเจ้าอุปราชเชียงใหม่
ถึงเจ้าหลวงนครลำปาง-เจ้าหลวงลำพูน
(เจ้าอินทวโรรสสุริยะวงศ์-เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตย์-เจ้าอินทยงยศโชติ)

ข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ระทมของเจ้านายหัวเมืองเหนือที่ถูกริบรอนอำนาจจากสยามขึ้นทุกๆวัน

เจ้าหลวงเชียงใหม่,เจ้าหลวงลำพูน,เจ้าหลวงลำปาง พร้อมเจ้านายบุตรหลานล้วนเป็นเครือวงศ์เจ้าเจ็ดตนถ้วนด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนนครน่านนั้นถือราชวงศ์ที่แยกวงศ์ออกมาจากทั้ง๓เมืองข้างต้น ร่วมทั้งเมืองแพร่ก็เฉกเช่นเดียวกับเมืองน่าน คือ ราชวงศ์พื้นเมืองที่ไร้เครือญาติ แต่ทั้ง๕หัวเมืองก็ล้วนเกี่ยวด้องกันทางบุตรหลานที่เสกสมรสกัน จึงไปมาหาสู่กันดั่งเครือญาติ นัยหนึ่งนั้นก็หมายความว่าเป็นเมืองขึ้นประเทศราชต่อสยามเหมือนกัน

พระยาราชวงศ์ (บุญศรี บุตรรัตน์) หรือ เจ้าน้อยบุญศรี เป็นบุตรเจ้าราชบุตร (เจ้าหนานขัตติยะ) กับแม่เจ้าพิมพา เสกสมรสกับ เจ้านางเวียงชื่น เทพวงศ์ ราชธิดาเจ้าพิริยเทพวงษ์ จึงมีศักดิ์เป็น ราชบุตรเขยเจ้าหลวงเมืองแพร่

พระยาราชวงศ์แพร่ หรือ เจ้าน้อยบุญศรีนั้น ถูกวางตัวให้เป็นเจ้าหลวงองค์ถัดไป ต่อจากรัชกาลของ เจ้าหลวงพิริฯ เนื่องจากขณะนั้นเจ้าอุปราช (เจ้าน้อยเสาร์ วราราช)ราชบุตรเขยใหญ่ ทำหน้าที่เป็นข้าหลวงเมืองเถิน และยังไม่ได้รับรองโปรดเกล้าฯแต่งตั้งจากกรุงเทพฯ ยังเป็นว่าที่เจ้าอุปราชหอหน้าและมีภริยาใหม่ ส่วนเจ้าอินทร์แปลงโอรสเพียงองค์เดียวในเจ้าพิริยเทพวงษ์ กับแม่เจ้าบัวไหลอายุยังน้อย และยังไม่มีตำแหน่งใด พระยาราชวงศ์จึงเป็นผู้บริหารบ้านเมืองร่วมกับเจ้าหลวงพิริยเทพวงษ์มาโดยตลอด เจ้าน้อยบุญศรีได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น "พระยาราชบุตร" และเลื่อนขึ้นเป็น"พระยาราชวงศ์" ในรัชสมัยเจ้าพิริยเทพวงษ์

ในปีพ.ศ. ๒๔๔๕ ได้เกิดความไม่สงบขึ้นในเมืองแพร่ โดยพวกไทใหญ่หรือเงี้ยวที่ได้เข้ามาอยู่อาศัยในเมืองแพร่ และทำมาหากินในการขุดพลอย ประเภทพลอยไพลินที่ตำบลบ่อแก้ว อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ในปัจจุบัน ได้ทำการก่อจลาจลในเมืองแพร่เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เจ้าหลวงนครแพร่ถูกกล่าวหาว่าคบกับพวกเงี้ยว จากหลักฐานต่างๆ หลวงนครแพร่ เจ้าราชบุตร เจ้าไชยสงคราม มีส่วนสนับสนุนให้กองโจรเงี้ยวก่อการกบฎขึ้นอย่างแน่นอน และเชื่อว่าต้องมีการตระเตรียมการล่วงหน้ามาช้านานพอสมควร

และวินาทีวิปโยคแห่งคุ้มหลวงก็ได้เกิดขึ้น ...

สยามจึงได้ทำการปราบปรามและลงโทษผู้ต่อต้านที่นครแพร่อันเป็นเมืองเกิดเหตุการณ์ชัดเจนกว่าเมืองนครประเทศราชอื่นอย่างรุนแรงดังนี้คือ

(๑) เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์(เจ้าน้อยเทพวงศ์) เจ้าผู้ครองนครแพร่ ได้เสด็จลี้ภัยการเมืองไปประทับอยู่ที่นครหลวงพระบาง(ลาว) สยามได้ปลดออกจากการเป็นเจ้าผู้ครองนครแพร่ ถอดราชศักดิ์ลงเป็นไพร่ ให้เรียกว่าพระองค์ว่า “น้อยเทพวงศ์” พร้อมกับยึดคุ้มหลวงและราชสมบัติ

๒) แม่เจ้าบัวไหล พระชายาของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ ถูกถอดออกจากสามัญสมาชิกาตติยจุลจอมเกล้า ริบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และถูกควบคุมลงไปกักตัวไว้ที่กรุงเทพฯ พร้อมกับราชบุตรราชธิดา

(๓) พระยาบุรีรัตน์(เจ้าน้อยหนู) น้องเขยเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ ถูกภาคทัณฑ์ ให้ย้ายออกจากนครแพร่ชั่วคราว และงดสิทธิพิเศษต่างๆ จนกว่าจะแสดงความจงรักภักดีให้สยามพอใจ

(๔) พระยาราชบุตร(เจ้าน้อยยอดฟ้า ณ น่าน) สวามีเจ้าหญิงสุพรรณวดี ราชบุตรเขยของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ ถูกถอดยศศักดิ์ ริบทรัพย์สมบัติ ให้ชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ และให้ย้ายออกจากนครแพร่

(๕) พระไชยสงคราม(นายจอน) สวามีเจ้าหญิงยวงคำ ราชบุตรเขยของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ ถูกถอดยศศักดิ์ และจำคุกไม่มีกำหนดที่กรุงเทพฯ ภายหลังลดเหลือ ๗ ปี

(๖) พระเมืองไชย(เจ้าน้อยไชยลังกา) น้องชายของพระยาบุรีรัตน์ ถูกถอดยศศักดิ์ และจำคุกไม่มีกำหนดที่กรุงเทพฯ ภายหลังลดเหลือ ๓ ปี

(๗) เจ้าน้อยพุ่ม บุตรของพระจันทราชา ถูกจำคุกที่กรุงเทพฯ ๕ ปี

(๘) เจ้าน้อยสวน ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้พิพากษารองนครแพร่และจำคุก ๓ ปี

(๙) พญาชนะ ขุนนางคนสนิทของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ ถูกจำคุกไม่มีกำหนด และภายหลังได้ผูกคอตายในคุก

(๑๐) พญายอด พ่อแคว้น พร้อมกับแก่บ้าน คนเงี้ยว คนเมือง คนต่องสู้ จำนวนหลายคนถูกตัดสินประหารชีวิต

(๑๑) คนเงี้ยว คนเมือง คนพม่า คนแขก จำนวน ๑๖ คนถูกส่งลงไปจำคุกมหันตโทษอย่างไม่มีกำหนด ที่กรุงเทพฯ

เมื่อสยามปราบปรามอย่างรุนแรง เจ้านายนครแพร่ก็เกิดความกลัวและอยู่ในภาวะตึงเครียด ดังเช่น เจ้าหญิงยวงคำ เมื่อสยามทำการสอบสวน ก็ได้ให้การซัดทอดว่า เจ้าหญิงเวียงชื่น ผู้เป็นพี่สาว และเจ้าแม่บัวไหล ผู้เป็นมารดาเป็นผู้มีส่วนสำคัญที่สุด เจ้านายบางองค์ก็หลบลี้หนีภัยออกจากนครแพร่ไปอยู่แถบเมืองชายแดนที่ติดกับพม่า

คืนนั้นที่คุ้มพระยาราชวงศ์(เจ้าน้อยบุญศรี) เจ้านางเวียงชื่นผู้เป็นชายาได้ตระเตรียมพร้อมที่จะปลิดชีวิตของตนกับเจ้าน้อยบุญศรี ทั้งสองได้เขียนจดหมายสั่งเสียไว้เกี่ยวกับการฝากลูกไว้กับบรรดาญาติๆ ได้แก่ เจ้าอินทร์สม เจ้าบุญตุ้ม และเจ้าน้อยดาวคำ จากนั้นได้ดื่มยาพิษเพื่อหลีกหนี้ปัญหาที่ยากจะเลี่ยงได้ กับความน้อยเนื้อต่ำใจที่ประสบ ทั้งสองได้ลาลับไป ต่อหน้าต่อตาลูกน้อยทั้ง ๓

นำความวิปโยคมาสู่เหล่าลูกๆ และแม่เจ้าบัวไหลพระมารดา จากนั้นสยามได้มีคำสั่งนัดเจ้านายทุกคนที่อยู่ในเมืองแพร่มาชุมนุมกันที่คุ้มหลวง เพื่อร่วมกันดื่มน้ำสาบานสัญญาว่า จะไม่พูดถึงเหตุการณ์ทั้งหมดอีก หากใครที่แพล่งพายเรื่องราวทั้งหมด จะนำตัวมาสำเร็จโทษด้วยการประหาร พร้อมทั้งยกเลิกการเรียกขานคำว่า เจ้า ต่อเจ้านายเมืองแพร่ เปลี่ยนเป็น นาย และนาง หากความขมขื่นที่บรรดาลูกหลานเจ้านายเมืองแพร่นั้นยังต้องรับความทุกข์ระทมในจิตใจคือการกำชับว่า ให้ทุกคนจดจำไว้ว่า " เจ้าหลวงเมืองเป็นกบฏต่อบ้านเมือง " ทำให้ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเหตุการณ์นี้มาหลายทศวรรษ

ช่วงสถานการณ์ได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงนั้น ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ จึงทรงเลือกประณามว่า
“... เมืองแพร่เปนเมืองที่เลวทรามยิ่งกว่าเมืองอื่น ...”
ตีตราว่า “กบฏเงี้ยวเมืองแพร่” “กบฏอ้ายน้อยเทพวงศ์” แต่ถ้าหากมองจากสายตาคนพื้นถิ่นก็อาจถือได้ว่า “เงี้ยวเป็นวีรบุรุษ” และเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์เป็น “วีรกษัตริย์นครแพร่(ล้านนา)” ที่ไม่ต่างจากชาวลาวมองเจ้าอนุวงศ์เป็น “วีรกษัตริย์นครเวียงจันทน์(ล้านช้าง)”

หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดได้สงบลง
ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ก็ทรงรู้สึกสำนึกและเสียพระทัยไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้นโดยที่พระองค์ไม่ทรงสามารถหาทางออกที่ดีกว่านี้ได้ ดังทรงมีลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๕ ว่า

“... เราปกครองหัวเมืองลาว(ลาวเฉียงคือล้านนา) ..ค่อนข้างจะผิดไปจากสภาพอันแท้จริง อาจจะกล่าวได้ว่าเรานำแบบการปกครองของต่างประเทศมาใช้แต่ผิดแบบเขาไป ..เมื่ออังกฤษใช้รูปแบบการปกครองนี้นั้น เขาให้คำแนะนำปฤกษาแก่ผู้ปกครองซึ่งถือเสมือนเป็นเจ้าของหัวเมืองเหล่านั้น..ในทางตรงข้าม เราถือว่าหัวเมืองเหล่านั้นเป็นของเรา ซึ่งมันไม่จริง เพราะ..คนลาวเขาจะถือว่าหัวเมืองเหล่านั้นเป็นของพวกเขา เมื่อเราพูดว่าเราไว้วางใจเขา แท้จริงเราก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่เรากลับส่งข้าหลวงและผู้ช่วยไปให้คำปฤกษาแก่พวกเขา แล้วข้าหลวงกับผู้ช่วยที่ได้รับมอบอำนาจไปก็จะเชิดพวกนี้เหมือนหุ่น หรือไม่ก็ถ้าทำไม่ได้ก็จะคอยสอดส่องพวกเขาและรายงานความลับของเขาเข้ามา อย่างไรก็ตามเราแก้ตัวไม่ได้ในเรื่องนี้ ฉันคิดว่าการปกครองที่ไม่ได้ตรงไปตรงมาจะไม่เกิดผลในทางการเชื่อใจกันและกัน แลยังไม่ให้ความสงบทางจิตใจอีกด้วย ...”

เหตุนี้จึงไม่มีการขอพระราชทานนามสกุล " ณ แพร่ " เกิดขึ้น จึงเกิดการตั้งสกุลกันขึ้นมาเอง ทำให้เจ้านายเมืองแพร่แตกสายสกุลขึ้นมามากมาย อาทิ เทพวงศ์(สายตรงเจ้าหลวง) แพร่พันธุ์(ยาขอบ) หัวเมืองแก้ว รัตนวงศ์ นันทิยา กันจรรยา วงศ์วรญาติ ธงสังกา วราราช ใยญาณ เมืองพระ ดอกไม้ สารศิริวงศ์ ศรีจันทร์แดง อิ่นคำลือ อุตรพงศ์ มหายศปัญญา วิจผัน บุตรรัตน์ นามวงศ์ แก่นหอม แก่นจันทร์หอม ไชยประวัติ วงศ์วรรณ วังซ้าย ผาทอง วงศ์บุรี วงศ์พระถาง ขัติยะวรา รสเข้ม แสนสิริพันธุ์ วงศ์แก่นเมือง

แม้ว่า “รากเหง้า” หรือ “ตัวตน” นั้นอาจสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้คนในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าสามารถชี้ชัดถึงเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ให้แก่คนในพื้นที่ได้เข้าใจอย่างมีเหตุผล ก็จะส่งผลให้แต่ละชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษและท้องถิ่นที่จะนำมาสู่พลังของท้องถิ่นที่เข้มแข็ง มากกว่ามีประวัติศาสตร์ในอุดมคติ กดทับ คลุมเครือ และลับลวงพราง ที่รั้งแต่จะทำให้ภายในท้องถิ่นหรือระหว่างแต่ละท้องถิ่นเกิดความแตกแยก

ปล.บทความทั้งหมดข้างต้นนี้ ไม่มีเจตนาสร้างความแตกแยกหรือสร้างความขัดแย้งแต่อย่างใด นำเสนอขึ้นมาเพื่อเป็นวิทยาทานแด่ผู้ที่ชอบอ่านและศึกษาประวัติศาสตร์เท่านั้น ขอบพระคุณที่ติดตาม

๒๔/๐๒/๒๕๖๒ นัฏฐ์ ณัฏฐพัฒน์ ผู้นำเสนอ
ขอบคุณเพจ https://www.facebook.com/RachXaNaCakrLanNa

13
เจ้าหลวงพิริยเทพวงษ์ เจ้าเมืองแพร่องค์สุดท้ายที่ต้องลี้ภัย จากข้อหากบฎว่าคบกับพวกเงี้ยวที่เข้าก่อการจลาจลในเมืองแพร่ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2445 จนต้องไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองหลวงพระบาง และได้พำนักอยู่ที่นั้นจนกระทั่งพิราลัยในปี พ.ศ.2455 เมื่อถึงแก่พิราลัยก็มีการปลงศพที่แสนเรียบง่าย อัฐิก็นำไปเก็บไว้กู่น้อยหน้าอุโบสถ(สิม)​ วัดเชียงแมนเชษฐาราม บ้านเชียงแมน (ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขงกับเมืองหลวงพระบาง)​ สปป.ลาว (อาณาจักรล้านช้าง) กู่น้อยที่หลายๆ คน ไม่ให้ความสนใจมากนัก ความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่

เครดิต
เพจ นครหลวงพระบาง Luangprabang City
เพจ ราชอาณาจักรล้านนา

14
ภาพและข้อมูลมาจากเฟสหรอครับ

จากเฟสนี้เลยครับ อดีตล้านนา-เมืองไทยเมื่อวันวาน ภาพอดีตทั่วไทย ข่าวทุกทิศทั่วไทย

15
เมืองแพร่มีป่าช้าหรือที่เผาศพประจำเมืองคือที่ป่าช้าประตูมาร ประตูมารก็คือประตูผีประจำเวียงซึ่งเป็นช่องประตูเฉพาะสำหรับการนำศพออกจากเมือง เพราะในเวียงโดยปกติทั่วไปจะไม่มีธรรมเนียมในการเผาศพภายในกำแพงเมือง

การชักลากจูงศพในเวียงแพร่จะถือธรรมเนียมไม่ผ่านคุ้มเจ้าหลวง จะใช้เส้นทางด้านหลังเท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่ชาวเมืองแพร่ที่อยู่ด้านนอกเวียง หากต้องเดินทางผ่านเข้าเมืองเพื่อไปที่ฌาปนสถานป่าช้าประตูมารก็จะไม่ผ่านถนนด้านหน้าคุ้มและปฏิบัติสืบเนื่องมาถึงทุกวันนี้ สำหรับคนเชื้อสายจีนมีป่าช้าที่ฝังศพของชาวจีนอยู่ทางด้านส่วนขยายของเมืองทางถนนยันตรกิจโกศล

ประตูมารอยู่ทางทิศใต้ คำว่า “มาร”เป็นคำในท้องถิ่นที่เรียกการเผาผีหรือฌาปนกิจศพ ในอดีตของเมืองแพร่ หากผู้ใดทำผิดจะมีการประหารแล้วนำไปทิ้งไว้ที่ประตูมาร หรือทำการประหารที่ประตูมาร บริเวณประตูมารจะมีพระพุทธรูปชื่อ “หลวงพ่อพระวิชิตมารประทานสันติสุขสวัสดี ชีนสีห์ธรรมบพิตร”หรือ “พระวิชิตมาร” เป็นพระพุทธรูปเก่าในวัดร้างชื่อวัดนางเหลียว ปัจจุบันก็ยังมีซากฐานปรากฏอยู่ ครั้งแรกที่พบไม่มีเศียร เพิ่งบูรณะและใส่เศียรใหม่แล้วทำพิธีพุทธาภิเษกในภายหลัง นักโทษประหารมักจะมาไหว้ขอไม่ให้โดนประหาร คนเก่าแก่ในเมืองแพร่เล่ายืนยันว่า นักโทษบางคนถูกประหารที่สนามหลวงหรือสวนสุขภาพในปัจจุบัน แล้วเอาใส่ล้อใส่เกวียนไปทิ้งไว้ที่ประตูมาร

ประตูมารคือ “ประตูผี” ที่มีอยู่ในเมืองโบราณอื่นๆ จะมีการเคลื่อนย้ายศพออกไปเผาทางประตูมาร การเคลื่อนย้ายจะไม่ผ่านหน้าจวนผู้ว่าหรือคุ้มเจ้าหลวง หากนำศพเคลื่อนผ่านด้านหลังคุ้มหรือจวนแทน เพราะถือเป็นสิ่งอัปมงคล ทั้งเจ้านายและสามัญชนจะเผาที่ประตูมารเช่นเดียวกัน ในภายหลังก็ยังนิยมปฏิบัติเช่นนี้อยู่

ที่มา : เวียงญอง ล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 36