แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Messages - ฮักล้านนา

หน้า: [1] 2 ... 39
1
"พระธาตุอินทร์แขวน"

ครั้งหนึ่งฤาษีเทวิละไปไหว้พระมหาเจดีย์มาลิจิที่ศรีลังกา ได้พบพระอรหันต์ 9 รูป จึงขอพระบรมสารีริกธาตุจากพระอรหันต์ และได้พระบรมสารีริกธาตุมา 3 อย่าง คือ นขธาตุ โลมธาตุ และทันตธาตุ

พระอรหันต์เหล่านั้นแนะนำให้นำไปประดิษฐานที่ภูเขาที่มีลักษณะเหมือนศีรษะฤาษี ฤาษีเทวิละจึงได้เสาะหาจนพบภูเขาลูกนี้

ครั้นสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้ว หินรูปศีรษะฤาษีตั้งอยู่ไม่ได้ พระอินทร์จึงลงมาช่วย โดยตั้งจิตอธิษฐานว่า

"หากพระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ต่อไป ขอให้ก้อนหินซึ่งสถิตพระเจดีย์ตั้งอยู่ได้"

หินนั้นและเจดีย์จึงตั้งอยู่ได้มาจนบัดนี้

เล่าโดย: หลวงพ่ออุตตมะ ,วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรี (หนังสือ 84 ปี อุตตมะ)

cr.Saran Wiki

2
เจ้าฟ้าโองจ่า เจ้าฟ้าเมืองสีป้อ พระบิดาของเจ้าฟ้าจ่าแสงพระเอกนวนิยายชีวิตรักอิงประวัติศาสตร์เรื่อง สิ้นแสงฉานอันโด่งดังไปทั้งโลก

เจ้าฟ้าโองจ่าท่านร่ำรวยระดับมหาเศรษฐี เพราะเมืองสีป้อ มีบ่อเกลือ ซึ่งในสมัยโบราณ เกลือมีค่าดั่งทองคำ ตัวเมืองสีป้อเป็นศูนย์กลางการค้าขายของรัฐฉาน มีทางรถไฟสายมัณฑเลย์-ล่าเสี้ยว วิ่งผ่านสีป้อทำให้สีป้อคึกคักมากกว่าหัวเมืองอื่นๆในรัฐฉาน เจ้าฟ้าสีป้อจึงร่ำรวยมาก

เจ้าโองจ่า เป็นราชบุตรของท่านเซอน์เจ้าฟ้าเข้ เจ้าฟ้าโองจ่าท่านจบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ต ประเทศอังกฤษ

Cr.อ.พยุงศักดิ์ อัครเกื้อกูล

3
เจ้าสุริยะวงศ์ (คำตัน สิโรรส) ท่านเป็นต้นสกุล สิโรรส เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๐ เป็นบุตรของเจ้าน้อยกาวิละ ซึ่งเป็นเจ้านายในราชวงศ์ (มังราย-เชียงตุง) และเจ้าหญิงจันทร์หอม (คำหอม) ณ เชียงใหม่.

ลำดับต้นตระกูล
1.เจ้ามหาพรม (มังราย) เป็นพระอนุชาของเจ้าฟ้ามหาสิริชัยสารัมภยะ (เจ้าฟ้านครเชียงตุง พ.ศ.2347 ได้อพยบเข้ามาอยู่เชียงใหม่)
2.เจ้าหนานไชย์วงศ์ (มังรายเป็นเจ้าปู่) กับเจ้าหญิงฟองสมุทร์ (ธิดาเจ้าหลวงคำฝั้นนครเชียงใหม่ที่ 3)
3.เจ้าน้อยกาวิละ (มังราย+เจ้าบิดา) เจ้าแม่คำหอม (จันทร์หอม) ณ เชียงใหม่
4.เจ้าสุริยวงศ์ (คำตั๋น สิโรรส) มีบุตรกับเจ้าหญิงสุคันธา ณ เชียงใหม่ ธิดาเจ้าราชบุตร (หนานสุริยวงษ์) ๔ ท่าน มีบุตรกับนางเกี๋ยงคำ ๔ ท่าน มีบุตรกับนางคำ ๑ ท่าน และมีบุตรกับนางนวล ๑ ท่าน เจ้านายในราชสกุลเชียงตุง (เขมรัฐ) ที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่ มีบุตรธิดารวม 10 ท่านดังนี้
1.เจ้านางบัวนวล
2.เจ้านางสุวรรณ
3.เจ้าน้อยลานดอกไม้
4.เจ้านางยอดเรือน
5.เจ้านางมอนคำ
6.เจ้านางมอนแก้ว
7.เจ้าน้อยอินทปัตร์
8.เจ้านาง
9.เจ้านางแสงสว่าง
10.เจ้านางบุษบรรณ

เจ้าสุริยวงศ์รับราชการในสมัยพ่อเจ้าอินทวโรรสสุรยวงศ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๘ (ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๔-๒๔๕๒) เป็นผู้ที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญหลายด้าน เป็นกวีที่ฝีปากดีเยี่ยม ผลงานสำคัญ ในฐานะกวีที่มีฝีปากเยี่ยม ได้แต่งกวีนิพนธ์ภาษาล้านนา ค่าวซอเรื่องหงส์หินมหาชาติ และ นคร กัณฑ์สมัยใหม่ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า นครเจ้าสุริยะหรือนครสมัย และซอรับเสด็จ ตัวอย่างมหาชาตินครสมัย (ตอนพรรณนาจตุรงคเสนา)

“รถเกวียนครางคะครื้น นับหลายหมื่นมวลมี สารถีขับแล่น วาดแส้แกว่ง แพรวพราว บางเหล้มใส่กะไหล่เดินขาวเขียนพาด ดูสะอาดติดยาง รถยนต์คราวเทียวไต่ ขับรถไขว่สานสน พะตืนบนหนังฟอก กระจกรอบปิดตัน เพื่อหื้อกันลมฝุ่น ละอองมุกมุ่น มัวควัน รถยนต์คันน้อยใหญ่ ขับอวดให้สาวดู แต่งตัวหรูขึ้นขี่ รถแท็กซี่ขับเอง ชุมนักเลง หุมชอบ ขี่เกี้ยวปลอบนารี บางเหล้มทาเป็นสีลูกหว้า บางเหล้มทาสีกรมท่าเขียวขาว บางเหล้มทาสีแดงพราวสะอาด ชักเส้นพาดเขียนดี ดุมคัชซีซ่อมใหม่ ฯลฯ.......”

นอกจากผลงานด้านการกวีท่านยังเป็นนายช่างเอกที่มีความชำนาญสูงยิ่งในการแกะสลัก ผลงานช่างของท่านคือ แท่นแก้วพระพุทธรูปและสัตตปริภัณฑ์ (เชิงเทียนขนาดใหญ่) ปัจจุบันอยู่ในวัดสำเภา เชียงใหม่ สัตตภัณฑ์ไม้สักแกะสลักเป็นพญานาคราช ๗ เศียร ปัจจุบันอยู่ในวัดสำเภา เชียงใหม่และโต๊ะทำงานรูปโค้งแบบช่างจีนเซียงไฮ ด้านราชการงานปกครอง เป็นนายกองตระเวนด่านชายแดนหรือนายกองระวังเหตุ ด้านแม่ฮ่องสอน ขุนยวม ซึ่งมีโจรผู้ร้ายชุกชุม จนเป็นที่เกรงขามทั้งคนไทยและคนต่างชาติ สมรสกับเจ้าหญิงสุคัณธา ณ เชียงใหม่ เจ้าสุริยวงศ์ (คำตัน สิโรรส) มีชีวิตอยู่ในช่วงการปกครองของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ถึง ๓ พระองค์ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ และเจ้าแก้วนวรัฐ ท่านถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘

4
ประวัติเมืองแสนหวี

หลังจากที่เมืองมาวได้ถูกจีนรุกรานและเสียเมืองไปแล้ว ขณะนั้น แสนหวีได้ตั้งเป็นเมืองอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น เมื่อเมืองมาวเสียไปแล้ว เจ้าฟ้าแสนหวี จึงขึ้นมาเป็นผู้นำในหมู่ชนชาติไตต่อมา ในยุคที่แสนหวีรุ่งเรืองนั้น มีเจ้าผู้ปกครองสืบต่อกันจำนวน 48 องค์ ซึ่งก่อนหน้าที่แสนหวีจะรุ่งเรืองนั้นก็มีเจ้าฟ้าปกครองอยู่

หลังจากราชสมัยเจ้าคำปากฟ้าแล้ว บุเรงนอง ได้ยาตราทัพขึ้นมาในเมืองไตทุกหัวระแหง จนถึงเมืองกึ๋งม้า เมืองติ๋ง (ปัจจุบันอยู่ในจีน) เจ้าฟ้าและประชาชนได้หนีภัยสงครามขึ้นไปพึ่งบ้านพี่เมืองน้องทางเหนือ และเมืองแสนหวีซึ่งมีอำนาจมากในขณะนั้นจึงได้ถูกบุเรงนองแบ่งออกเป็น 3 ภาค คือ

1. แสนหวีหลวง (ภาคเหนือ)
2. เมืองไหย (ภาคกลาง)
3. เมืองหนอง (ภาคใต้)

นอกจากนี้ หลังจากที่ บุเรงนอง ได้เข้ารุกรานบ้านเมืองไต เมืองไตทั้งหมด ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ตอนใหญ่ ๆ คือ ฝ่ายทิศเหนือแม่น้ำมาว และฝ่ายทิศใต้แม่น้ำมาว

ฝ่ายทิศเหนือแม่น้ำมาว ประกอบด้วย เมืองขึง เมือกึ๋งม้า เมืองฮึม เมืองจั๋นตา เมืองหล้า เมืองวัน เมืองหัวส่า เมืองนาส่า เมืองมาว เมืองแจ้ขวาง เมืองขวาน เรียกว่า เมืองมาว 9 เมือง

ฝ่ายทิศใต้แม่น้ำมาว ประกอบด้วยเมืองก๋อง เมืองยาง เมืองสองซบ เมืองสี่ป้อ เมืองแสนหวี เมืองมีด เมืองนาย เมืองปาย เมืองหยองห้วย เรียกว่า เมืองไต 9 ฮายหอ

ถึงแม้ว่าเมืองไตถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างนี้ก็ตามที การติดต่อการไปมาหาสู่กันก็ยังคงเดิมอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งมาถึงปี ค.ศ. 1960 นายอูนุ นายกรัฐมนตรีพม่าได้ทำการแบ่งปันเขตแดนกับประเทศจีน ด้วยเหตุนี้ เมืองไตฝ่ายเหนือแม่น้ำคง ได้ถูกตัดไปเป็นของประเทศจีนไปตั้งแต่บัดนั้นมา

เจ้าคำก่ายน้อย (ขุนคำแก้ว)นี้ เคยอยู่ร่วมกันในวังพม่า และเป็นเพื่อนสนิทกันกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เจ้าคำก่ายน้อยกับสมเด็จพระนเรศวนมหาราช ได้มีแผนร่วมกันในการที่จะรวบรวมเมืองไตทั้งหมดเป็นอาณาจักรเดียวกัน ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราช เจ้าคำก่ายน้อยก็ทำการกอบกู้ เมืองนาย เมืองปาย เมืองหยองห้วย จนถึงเมืองกึ๋งม้า เมืองปิ๋ง เมืองแลม เมืองฮึม และกำลังเข้าโจมตี เมืองแสนหวี จากพม่าแต่ถูกพม่ากับจีนรวมพลังกันโจมตีเจ้าคำก่ายน้อย ด้วยเหตุนี้ เจ้าคำก่ายน้อย จึงได้ส่งคนมาเชิญ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ไปช่วยรบ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ได้นำทัพมุ่งขึ้นทางเหนือเพื่อไปช่วยเจ้าคำก่ายน้อย แต่พระองค์ทรงสวรรค์คตเสียก่อน ณ เมืองหาง จังหวัดเมืองโต๋น เจ้าคำก่ายน้อยก็ได้ทำการสู้รบอย่างอาจหาญจนกระทั่งเสียชีวิตในสนามรบ ในปี ค.ศ. 1605 แผนในการรวบรวมเมืองไตต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว ก็ไม่ทันสัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของทั้ง 2 พระองค์

ในยุคสมัยของ เจ้าแสงมังแกถูกทางพม่าบีบอย่างหนัก บ้านเมือง ไม่สงบสุขจนทำให้เมืองนาย กลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองของเมืองไตต่อมา แต่อย่างไรก็ตาม เมืองแสนหวี ก็ยังคงมีเจ้าฟ้าปกครองสืบต่อมา

ในช่วงเวลานี้ จีนนำชาวไตทางเหนือ พม่านำชาวไตทางใต้ ได้เกิดการสู้รบกัน โดยมีชาวไตได้รับความเดือดร้อนจากการสู้รบกันเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ไทยใหญ่จึงมีความอ่อนแออย่างใหญ่หลวงมาตั้งแต่บัดนั้น

รายชื่อเจ้าฟ้า
1. ขุนแสงอ้ายห่ม (ค.ศ.957-958)

2.เจ้าส้านน้อย (ค.ศ. 1319-1349)

ระหว่าง ค.ศ. 958-1319 แสนหวีอยู่ ภาย ใต้การปกครองของเมืองมาว จึงไม่มี เจ้าฟ้าปกครองเมืองแสนหวี

3. เจ้าเสือเหยียบฟ้า (ท้าวขางเมือง) (ค.ศ. 1349-1374)

4.เจ้าเตดฟ้า (โอรสเจ้าเสือเหยียบฟ้า) (ค.ศ. 1373-1389 )

5. เจ้าคำเปี่ยมฟ้า (โอรสเจ้าคำเตดฟ้าคนที่ 2) (ค.ศ. 1389-1392)

6. เจ้าคำเปิดฟ้า (โอรสเจ้าคำเตดฟ้าคนที่ 3 ) (ค.ศ. 1392-1394)

7. เจ้านางฟ้าห่มเมือง (ค.ศ. 1395-1405)
จัดการแต่งงานระหว่างลูกสาว(นาง คำฮุงกับน้องชาย
(เจ้าน้อยสั่นฟ้า) แล้วให้ไปปกครองเมืองสี่ป้อด้วย

8. เจ้าคำก่ายฟ้า (ขุนอ้าย) (ค.ศ. 1405-1428)

9. เจ้าคำฮอดฟ้า (ขุนคำฮอด) (ค.ศ. 1428-1440)

10. เจ้าคำหวาดฟ้า (ค.ศ. 1440-1460)

11. เจ้าคำหีบฟ้า (ค.ศ. 1460-1523)

12. เจ้าคำแสนฟ้า (ค.ศ. 1523-1543)

13. เจ้าคำหานฟ้า (ค.ศ. 1543-1549 )

14. เจ้าคำปากฟ้า (ค.ศ. 1549-1561)

15. เจ้าแสนจุงฟ้า (ค.ศ. 1565-1593)

16. ขุนคำเข่งฟ้า (ค.ศ. 1593-1604)

17. คำสื้อ (คำหนั่น) (ค.ศ. 1604-1605)

18. คำก่ายน้อย (ขุนคำแก้ว) (ค.ศ. 1601-1605)

19. เสือหงฟ้า (ค.ศ. 1605-1644)

20. เสือก่อฟ้า (ขุนก่อคำ) (ค.ศ. 1644-1650)

21. เสือห่มฟ้า (ขุนส่างคำ) (ค.ศ. 1650 –1683)

22. นางฟ้าโคคำเฮือง (ค.ศ. 1683-1688)

23. เจ้าคำส่องฟ้า (ค.ศ. 1697-1714)

24. เจ้าคำหน่อฟ้า (ขุนคำแหลง ) (ค.ศ. 1714-1723)

25. นางหาญฟ้าหน่อแสงปัน (ค.ศ. 1723-1737)

26. ขุนคำเฮือง (ขุนคำเฮือง) (ค.ศ. 1737-1752)

27. เสืออุ้มมังแก (เจ้าแสงมังแก) (ค.ศ. 1752-1762)

28. ขุนแสงคำเฮอ (ค.ศ. 1762-1764)

29. เจ้าหลวงคำส่องฟ้า (ค.ศ.1764-1769)

30. อูติ่งปุ่งหญ้า (ค.ศ. 1769-1774)

31. จยอกแสหวุ่น (ค.ศ. 1774-1777)

32. ขุนส่วยแข่ง (ค.ศ. 1777-1801)

33. เสือก่อฟ้า (ค.ศ.1801-1815)

34. สโตมังแหง่ (ค.ศ. 1815-1819)

35. ขุนแสงหน่อเมือง(ค.ศ. 1819-1820)

36. ขุนแสงคำขอด (ค.ศ. 1821-1824)

37. ขุนแสงคำปาด (ค.ศ. 1824-1825)

38. ขุนแสงคำหนั่น (เสือเหยียบฟ้า) (ค.ศ. 1827-1830)

39. ขุนแสงส่วยหม่อง (เสือหว่ายฟ้า) (ค.ศ. 1830-1838)

40. ขุนแสงคำแหลงอ่อน (เสือข่านฟ้า) (ค.ศ. 1838-1846)

41. ขุนแหลงหน่อฟ้าอ่อน( ปกครองครั้งที่ 1) (ค.ศ. 1846-1849)

42. หม่องป่อหล่า (ค.ศ. 1850-1853) (เป็นยุคที่ขุนส่างฮ้ายเริ่มต่อต้านเจ้าฟ้าที่จงรักภักดีต่อพม่า)

43. ขุนแสงหน่อฟ้าอ่อน (ปกครองครั้งที่ 2 ) (ค.ศ. 1853-1856)

44. ขุนแสงโทหม่อง (เสือก่อฟ้า) (ค.ศ. 1856-1866)

45. ขุนแสงหน่อฟ้าอ่อน (ปกครองครั้งที่ 3) (ค.ศ. 1867-1885)
สาเหตุที่แสงหน่อฟ้า ได้ปกครองบ้านเมืองถึง 3 ครั้ง ก็เนื่องจาก ถูกพม่าจับติดคุกเป็นระยะเวลา 3 ครั้งด้วยกัน

46. แสงหน่อฟ้า (แสนหวีใต้) (ค.ศ. 1888-)
เริ่มตั้งแต่นี้มา แสนหวีถูกแยกออกเป็น แสนหวีเหนือ กับแสนหวีใต้ ขุนส่างต้นฮุงได้ปกครองแสนหวีเหนือ แสนหน่อฟ้า ปกครองแสนหวีใต้

47. เจ้าจุ่ม (เจ้าฟ้าโดยตำแหน่งภายใต้การปกครองของอังกฤษ)

48. เจ้าเสือห่มฟ้า ได้ปกครองต่อมา และได้สละอำนาจให้แก่รัฐบาลสหพันธรัฐไทยใหญ่ เมื่อปี ค.ศ. 1959

ภาพแรกนี้เป็น เจ้าฟ้าหน่อเมือง(เจ้าฟ้าลำดับที่46) เจ้าฟ้าเมืองไหญ่ หรือ แสนหวีใต้ และ มหาเทวี รัฐฉาน
ทรงเครื่องเต็มยศแบบราชสำนักมัณฑเลย์ ตามสิทธิ์ เจ้าฟ้าหน่อเมือง ต้องได้ขึ้นนั่งบัลลังค์เมืองแสนหวี แต่มีข้อพิพาทกับเจ้าฟ้าเมืองข้างๆเรื่องอาณาเขตและป่าไม้รวมทั้งเหมืองเงินเหมืองอัญมณี อังกฤษเข้ามาแทรกแซง แบ่งแผ่นดินแสนหวีออกเป็นสองเสี่ยง คือแสนหวีเหนือ กับแสนหวีใต้ แล้วให้เจ้าฟ้าหน่อเมืองไปปกครองแสนหวีใต้ ตั้งบ้านเมืองที่เมืองไหญ่ ตามนโยบาย แบ่งแยกและปกครองโดยอังกฤษ

5
คุ้มเจ้าเทพมาลา ณ น่าน

เรือนลูกผสมล้านนา-อังกฤษ อายุร้อยปี คุ้มเจ้าเทพมาลา นครน่าน (ธิดาพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กับแม่เจ้ายอดหล้า) ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่สมควรเผยแพร่ ประเภทบ้านพักอาศัย ประจำปี พ.ศ. 2555 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ มีข่าวแว่วๆ มาว่าเปลี่ยนมือเป็นของเอกชนรายหนึ่งแล้ว

บันทึกภาพเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2560 โดยคุณ Paitoon Phoolsuk‎

6
ครูบาศรีวิชัยคณะลูกศิษย์และประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธา มาร่วมกันสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1004 (ต่อเชื่อมจากเขตเทศบาลคนครเชียงใหม่ กับเทศบาลตำบลสุเทพ) โดยช่วงตั้งแต่แจ่งหัวริน (ลิน) ถึงสวนสัตว์เชียงใหม่เรียกว่า “ถนนห้วยแก้ว” ช่วงตั้งแต่อนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัยถึงดอยสุเทพเรียกว่า “ถนนศรีวิชัย” หรือถนนทางขึ้นดอยสุเทพ

ต้นคิดสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ
ความคิดที่จะสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพเกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี ๒๔๖๐ พลโท หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร อุปราชเทศาภิบาลมณฑลฑลพายัพ เคยให้นายช่างกองทางดำเนิการสำรวจและจัดทำประมาณการค่าใช้จ่ายในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ สรุปว่าต้องใช้งบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท และเวลาในการก่อสร้างร่วม 3 ปี เช่นนี้โครงการดังกล่าวจึงหยุดชะงักไปแต่ต้นทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือแต่อย่างใด

การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากคณะสงฆ์เชียงใหม่และพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ นิมนต์ ครูบาเถิ้ม (พระอธิการโสภา โสภโณ) ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ เวลานั้นการขึ้นดอยสุเทพ เต็มไปด้วยความลำบาก น้ำดื่มน้ำใช้ก็ไม่สะดวก ความเป็นอยู่ของพระที่วัดยากเข็ญ เพราะไม่มีชุมชนศรัทธาคอยอุปัฏฐาก ครูบาเถิ้มจึงคิดจะสร้างถนนขึ้นมาบนดอย

ครูบาเถิ้มนำเรื่องนี้มาปรึกษากับพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ, หลวงศรีประกาศ (ฉันท์ วิชยาภัย) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด ด้วยเป็นงานยาก งานใหญ่ ภายหลังหลวงศรีประกาศ นำเรื่องดังกล่าวมาปรึกษาครูบาศรีวิชัย แต่ไม่ใช้การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ หากเป็นการนำไฟฟ้าไปติดบน เมื่อท่านนั่งสมาธิอธิษฐานจิตแล้วจึงแนะนำให้สร้างถนนก่อนดีกว่า แล้วไฟฟ้าจะเป็นเรื่องง่าย

หากหลวงศรีประกาศก็ยังไม่มั่นใจ เพราะทางขึ้นดอยสุเทพทั้งสูงทั้งไกล ต้องใช้คนและเงินจำนวนมหาศาล แต่ครูบาศรีวิชัยก็ยืนยันให้สร้างถนน เมื่อหลวงศรีประกาศนำเรื่องมาแจ้งกับครูบาเถิ้ม และพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ ทั้งสองท่านก็เห็นตรงกันว่า ถ้าครูบาศรีวิชัยบอกว่าสามารถทำเสร็จ เป็นอันเชื่อถือได้ จึงตกลงทำหนังสือยื่นเรื่องการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ไปถึงหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้ส่งนายช่างมาทำการสำรวจ

เมื่อรัฐบาลรับเรื่องแล้ว พระพิศาลสุขุมวิม(ประสพ สุขุม) อธิบดีกรมโยธาเทศบาล ก็ส่งคณะสำรวจลงพื้นที่ พร้อมจัดทำแผนที่การสร้างถนน หลวงศรีประกาศ และครูบาเถิ้มได้นำแผนที่ดังกล่าวไปให้ครูบาศรีวิชัยดู ครูบาศรีวิชัยกำหนดวันเพื่อทำพิธีบุกเบิกทางเป็นอุดมฤกษ์ไว้ในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. (วันศุกร์ขึ้น ๓ ค่ำ เดือนยี่เหนือ (เดือน ๑๒ ภาคกลาง) ปีจอ) เมื่อกำหนดวันได้ เถ้าแก่โหงว แซ่เตียว-คหบดีชาวเชียงใหม่ และเจ้าแก้วนวรัฐ เป็นเจ้าภาพพิมพ์ใบปลิวบอกข่าวการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ใบ

ในวันพิธี ครูบาเถิ้มเป็นผู้ประกอบพิธีเชิญเทวดาอารักษ์ทั้ง ๔ ทิศ จากนั้นพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เป็นผู้ลงจอบแรก ตามด้วย เจ้านายฝ่ายเหนือ, หลวงศรีประกาศ ฯลฯ พระสงฆ์สวดชยันโต ครูบาศรีวิชัย ประกาศต่อสาธาณะว่า “การนี้เป็นการใหญ่ จะสำเร็จได้จะต้องมีเทพบุตรและเทพธิดามาช่วย” แล้วก็ชี้ไปที่ชายหญิงที่มาร่วมงาน

การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพนั้นครูบาเถิ้มกับครูบาศรีวิชัยแบ่งการควบคุมงานกัน โดยครูบาเถิ้มมีหน้าที่กำกับดูแลควบคุมเส้นทางหลักจากวัดพระธาตุดอยสุเทพลงมา ส่วนครูบาศริชัยควบคุมการทำงานจากด้านล่างขึ้นไปยังพระธาตุดอยสุเทพ และทำหน้าที่ “นั่งหนัก” เป็นประธานระดมทุนทรัพย์และรับไทยทานที่บริเวณหน้าวัดศรีโสภา (ขณะนั้นเป็นวัดร้าง)

คำว่า “นั่งหนัก” นั้นศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์ ปราชญ์ล้านนา เคยอธิบายไว้ว่า ในอดีตก่อนหน้ายุคครูบาศรีวิชัยนั้น ชาวล้านนานไม่เคยรู้จักคำนี้มาก่อน เป็นการบัญญัติขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เรียกพฤติกรรมการนั่งสมาธิบำเพ็ญภาวนาและให้ศีลให้พร (ปันพร) ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา แก่ผู้มาร่วมบริจาคเงินสำหรับการก่อสร้างเป็นการเฉพาะ

ในสัปดาห์แรกของการก่อสร้างถนนมีผู้คนมาช่วยไม่มากนัก หลังจากนั้นประมาณ ๒ สัปดาห์ ก็เริ่มมีผู้ทราบข่าวทยอยมาจากทั่วทุกทิศ มาขอเป็นอาสา หรือร่วมเป็นเจ้าภาพในการทำทาง ขอแบ่งบุญคนละครึ่งวาบ้าง วาหนึ่งบ้าง จำนวนผู้คนที่มาช่วยงานเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐/วัน ซึ่งมีทั้งพระภิกษุสามเณร, พ่อค้า, ประชาชน,ชาวเขาต่างๆ, เจ้านาย และข้าราชการ รวมผู้คนทั้งสิ้นที่มาร่วมงานก่อสร้างถนนครั้งนี้ ๑๑๘,๓๐๔ คน ใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จในเวลา ๕ เดือน ๒๒ วัน ก็แล้วเสร็จ

กำหนดทำพิธีฉลองเปิดทางทดลองวิ่งในวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๘ ต่อเมื่อครูบาศรีวิชัยมรณภาพจึงเปลี่ยนเป็น “ถนนศรีวิชัย”

ข้อมูลจาก

ครูบาศรีวิชัย สิริชีวประวัติ วัตรปฏิบัติ หลักธรรมคำสอน และมงคลบารมี, สมาคมชาวลำพูน จัดพิมพ์เมื่อ มิถุนายน ๒๕๖๑

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์เมื่อ: ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

7
ที่พักแรมระหว่างตาง วัวต่าง-ม้าต่าง ในยุคสมัยโบราณของเมืองแพร่

วัวต่างนิยมใช้บรรทุกสิ่งของหรือสินค้า โดยจะเรียกเจ้าของวัวว่า "พ่อค้าวัวต่าง"

ม้าต่าง จะใช้บรรทุกน้อยกว่าวัว แต่เดินทางได้ไกลกว่าวัว

พ่อค้าวัวต่าง ม้าต่าง ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกการค้าขายของภาคเหนือหรือดินแดนล้านนาในช่วงปีพ.ศ.2398-2503

ในภาพถือว่าเป็นพักและจุดรวมคาราวานวัวและม้าต่าง

ภาพต้นฉบับขาวจาก หนังสือประวัติศาสตร์เมืองแพร่ ฉบับพ.ศ.2550

จากเพจ แป้มะเก่า

8
"อนุสาวรีย์ข่วงสิงห์" ในอดีต

“ข่วงสิงห์ (คู่ ) มีป้ายจารึก

บอกเล่าความเป็นมาว่า

” บริเวณนี้เดิมเคยเป็นลานโล่งกว้าง
เรียกว่า ”ข่วง” อยู่นอกเมืองเชียงใหม่
ทางด้านทิศเหนือ ห่างจากประตูช้างเผือก
ซึ่งเป็นประตูเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 2 กม.

ต่อมาในปี พ.ศ.2344
พระเจ้ากาวิละ
เจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ พระองค์แรก
(พ.ศ. 2325-2356 ) ในสมัยรัตนโกสินทร์
โปรดให้ก่อสิงห์ปูนปั้นสีขาว ยืน 2 ตัว
แต่ละตัวอยู่ภายในซุ้ม ตั้งไว้ที่นี่
ตัวหนึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ
อีกตัวหนึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
แล้วทำพิธีอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ให้มาสถิตย์เป็นเดชานุภาพของบ้านเมือง

ในอดีตกองทัพเชียงใหม่ ได้มากระทำพิธีบูชา
เพื่อความเป็นสิริมงคลทุกปี
จนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "ข่วงสิงห์ชัยมงคล”

หากเดินทางมาจาก
ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-เชียงใหม่
เมื่อลงสะพานข้ามแม่น้ำปิงแล้ว
ใ้ห้เล็งหาทางแยกซ้ายมือ เข้าสู่ถนนคู่ขนาน
ไปจนถึงสี่แยกข่วงสิงห์
เจอสัญญาณไฟฯ เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนโชตนา
ไปประมาณ 200 เมตร จะเห็น
โรงเรียนวัดข่วงสิงห์ด้านซ้ายมือ
ขับรถเลียบซ้ายจนสิ้นสุดรั้วโรงเรียน
เลี้ยวซ้ายเข้าถนนหลังโรงเรียน....
อนุสาวรีย์สิงห์ จะปรากฏให้เห็นด้านขวามือครับ

9
4 ตระกูล เจ้าเมืองเชียงของ
รายนามเจ้าเมืองเชียงของ นับแต่เมื่อครั้งเจ้าเมืองเชียงของอพยพหนีศึกสงคราม (เชียงแสนแตก พ.ศ.2347) ไปอยู่เมืองน่าน และเจ้านครน่านได้รับมอบหมายให้ฟื้นฟูเมืองเชียงของขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ.2385 มีดังนี้
1. เจ้าอริยะ (ขึ้นกับเชียงแสน อพยพชาวเชียงของหนีศึกสงครามไปอยู่เมืองน่าน)
2. เจ้ารำมะเสน (ต้นตระกูล ติยะธะ) เจ้านครน่านแต่งตั้งให้ยกพลเมืองชาวเชียงของที่แตกหนีศึกมาตั้งเมืองอยู่ที่เวียงติน (ปัจจุบันคือ บ้านแจมป๋อง อ.เวียงแก่น) กระจายชาวเมืองตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านปอ บ้านยาย (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จ.เชียงราย) บ้านน้ำปึก บ้านด่านติน (ฝั่งลาว) เนื่องจากยังเข้าไปอยู่ในเวียงเชียงของเก่าไม่ได้ เพราะรกร้างมาหลายสิบปี และได้จัดให้ราษฎรอีกส่วนมาแผ้วถางและตั้งเมืองชั่วคราวขึ้นที่ทิศใต้ของเมืองเชียงของเดิม คือบ้านหาดไคร้และบ้านสบสมในปัจจุบัน โดยตั้งชื่อว่า บ้านเวียงใหม่ หลังจากได้แผ้วถางฟื้นฟูเวียงเชียงของเดิมแล้ว เจ้ารำมะเสนได้ย้ายเข้ามาตั้งในเวียงเดิม ราษฎรที่ตั้งบ้านเรือนที่บ้านปอได้ย้ายติดตามมาและตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆ เวียงห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 6 กิโลเมตร และตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อเดิมที่เคยอยู่ในเมืองน่าน คือ บ้านสถาน
3. เจ้าวิฑูระ (ต้นตระกูล วิฑูรย์)
4. เจ้าหอหน้าคำขึ้น (ต้นตระกูล ธุระเสน)
5. เจ้าอนุรศ
6. เจ้าอริยะ (ชื่อพ้องกับเจ้าเมืองคนแรก)
7. เจ้าอินต๊ะยศ
8. เจ้าจิตวงษ์ (ต้นตระกูล จิตตางกูร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลเมื่อ 25 กันยายน พ.ศ.2457)

ข้อมูลจากเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

10
เบื้องหลังข่าวกระโดดตึก
ของเจ้าหญิงยวงแก้ว
ธิดา “เจ้าน้อยค่ำคน”

เจ้าหญิงผู้นี้มีนามว่า “ ยวงแก้ว สิโรรส “ เจ้าปู่คือ เจ้าหนานไชยวงศ์ ซึ่งเป็นหลานปู่ของ เจ้าฟ้าชายสาม เจ้าฟ้าเชียงตุง เจ้าย่าของเจ้าหญิงฟองสมุทร ซึ่งเป็นธิดาของ เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 3 กับแม่เจ้าตาเวยราชเทวี เจ้าพ่อคือ เจ้าน้อยคำคง ( คนเดียวกันที่ชาวเมืองเรียกว่า “ ค่ำคน “ ) เจ้าน้อยคำคง คนนี้เป็นน้องชายของเจ้าน้อยมหาวงศ์ เศรษฐีแห่งบ้านสันทรายมหาวงศ์ อำเภอสารภี เชียงใหม่
เจ้าหญิงยวงแก้ว สิโรรส มีเจ้าพ่อคือ เจ้าน้อยคำคง ( คนเดียวกันที่ชาวเมืองเรียกว่า “ ค่ำคน “ ) เป็นคนรูปงามมากคนหนึ่ง ซึ่งบรรดาเจ้าพี่นายน้องเทียบโฉมเปรียบกันก็ยากอยู่ และเป็นคนที่ค่อนข้างจะใจคอเข้มแข็งห้าวหาญแสนงอนและดุดันมากอยู่ทีเดียว ทั้งนี้เพราะได้ถ่ายทอดสายเลือดไปจากเจ้าน้อยตำตน ยอดนักเลงใหญ่แห่งนครเชียงใหม่ ในยุคกระนั้นเลยทีเดียว เจ้าหญิงยวงแก้วขาดแม่ที่อยู่ใกล้ เพราะเจ้าพ่อกับเจ้าแม่แยกกันไป เสด็จพระราชชายาทราบเข้า จึงโปรดให้รับตัวไปอยู่กับเสด็จตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เท่านั้น พร้อมกับเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่
เมื่อปี 2449 สมัยนั้น พวกนางในข้าหลวงในพระตำหนักของเจ้าจอมต่าง ๆ นิยมการเล่นเพื่อน หลงรักผู้หญิงด้วยกัน จนกระทั่งเอาทรัพย์สินเป็นของขวัญแลกเปลี่ยนกันไปมามิได้ขาด ซึ่งในสมัยนี้ เรียกกันว่า “ แฟน “ นั่นเอง
เจ้าหญิงยวงแก้ว สิโรรส มีแฟนเป็นหญิงชื่อ หม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพ ผู้อยู่ในตำหนักหนึ่งในพระบรมมหาราชวัง แต่บังเอิญหม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพ ผู้นี้มี “ แฟน “ สาวคนหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว ชื่อ น.ส. หุ่น ต่างคนต่างชิงดีชิงเด่น ชิงไหวชิงพริบที่จะเอาชนะจิตใจซึ่งกันและกัน ระหว่างน.ส.หุ่นกับเจ้าหญิงยวงแก้วและในขณะที่ชิงดีชิงเด่นกันนี้เอง น.ส.หุ่นได้ปล่อยข่าวเป็นเชิงใส่ไฟกรอกเข้าหูบรรดาเจ้าพี่นายน้องว่า เจ้าหญิงยวงแก้ว นำของที่ได้ประทานจากพระราชชายา ซึ่งเป็นแก้วแหวนเงินทองเพชรพลอยที่เสด็จประทานให้นั้น ไปปรนเปรอหม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพ เสียหมดสิ้น
คราวนี้บรรดานางในได้นำไปกราบทูลเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ให้ทราบว่าเจ้าหญิงยวงแก้วถูก “ หลอกตุ๋น “ เสด็จกริ้วมากที่สุดเรียกเจ้าหญิงยวงแก้วไปพบพร้อมบริภาษอย่างรุนแรงและสำทับให้เอาของมาคืนเสด็จท่านให้หมด นอกจากนี้ ก็ให้คาดโทษว่าจะส่งกลับนครเชียงใหม่เสียที ขณะนี้อารมณ์ยังไม่ปกติขอผลัดชำระโทษไว้อีกสัก 7 วัน จะลงโทษให้สาสมกับที่ทำให้พระองค์ช้ำพระทัยในความรักที่มีต่อเจ้าหญิงยวงแก้ว
ความอับอาย “ แฟน “ และเพื่อนในตำหนักเจ้าจอมต่าง ๆ และอายต่อหม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพ ทำให้เจ้าหญิงเกิดความกลัดกลุ้มใจมากเพราะจะเอาของมาคืนก็ไม่ได้ 2 – 3 วันต่อมาเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ก็ยังเฉย ๆ อยู่ ในคืนที่เจ้าหญิงยวงแก้วจะทำอัตวินิบาตกรรมนั้น ตอนกลางคืน ยังได้นอนปรับทุกข์กับ เจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้น ได้สมรสกับ
เจ้าอุตรการโกศล ( ศุขเกษม ) แล้ว และได้เข้าไปพักในพระตำหนักของเสด็จพระราชชายา โดยเจ้าอุตรการโกศล ขึ้นมาราชการที่นครเชียงใหม่
เจ้าหญิงยวงแก้ว พร่ำรำพัน ต่าง ๆ นานา ในความอาภัพของตนที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีในครั้งนี้ แทนที่ทุกคนจะเห็นใจกลับเยาะเย้ยเหยียดหยามอีก เจ้าหญิงบัวชุมได้เพียรปลอบใจให้คลายโศกเศร้าลง แต่แล้วหลังจากเจ้าหญิงบัวชุมได้นอนหลับสนิทนั่นเอง..
เจ้าหญิงยวงแก้ว ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนให้โลกรู้ว่าตนนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์มิได้กระทำดั่งข้อกล่าวหาและมิได้บังอาจกระทำการละเมิดต่อเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ไม่มีใครจะตัดสินให้ความยุติธรรมแก่ตนได้ในโลกนี้ จึงขึ้นไปบนตึกพระตำหนักชั้น 4 แล้วกระโดดลงมาอย่างไม่กลัวตาย ด้วยน้ำใจอันเด็ดเดี่ยวแบบเจ้าน้อยคำคงผู้เป็นเจ้าพ่อ เพื่อให้โลกรู้ว่า “ข้ามิได้ทำผิดดังคนแกล้วใส่ความ” ผลคือเจ้าหญิงสลบคาที่
ในคืนนั้นเจ้าหญิงยวงแก้ว ถูกหามนำตัวไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลฝรั่ง ทางประตูผีท้องที่อำเภอสำราญราษฎร์และได้ถึงแก่ความตาย ณ โรงพยาบาลแห่งนั้น..
การตายของเจ้าหญิงยวงแก้ว พระพุทธเจ้าหลวงทรงทราบจึงได้รับสั่งให้เจ้าหน้าที่กรมวังไปทำการสอบสวนสาเหตุว่ามีเบื้องหลังซับซ้อนหรือไม่ นับว่าเป็นโชคดีที่เสด็จพระชายายังมิได้ลงโทษเฆี่ยนตีลงไป

ที่มา: หนังสือเพ็ชร์ลานนาฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๐๗ โดย ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง
จากเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

11
ตำนานแคว้นพะเยา หรือ นครรัฐพะเยา เป็นนครรัฐอิสระ ในจังหวัดพะเยา ตั้งอยู่ใกล้น้ำแม่อิงซึ่งไหลลงมาจากเทือกเขาผีปันน้ำ เป็นอาณาจักรร่วมสมัยเดียวกับยุคปลายของหิรัญนครเงินยางเชียงแสน

แคว้นพะเยาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในรัชกาลพญางำเมือง เคยขยายอำนาจปกครองนครรัฐน่านระยะหนึ่ง ทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรล้านนา และอาณาจักรสุโขทัย แต่ภายหลังในช่วงปี พ.ศ. 1877-1879 พะเยาถูกผนวกเข้ากับล้านนาในสมัยพญาคำฟูที่เข้าปล้นพะเยาจากความร่วมมือของนครรัฐน่าน

แคว้นพะเยา เกิดจากการขยายตัวของราชวงศ์ลาวที่แยกตัวออกมาเพื่อสร้างเมืองใหม่ สันนิษฐานว่าประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 โดยพญาลาวเงินแห่งเมืองเงินยางได้ส่งเจ้าราชบุตรนามขุนจอมธรรมสร้างเมืองพะเยาและปกครองในฐานะนครรัฐอิสระไม่ขึ้นกับใคร มีความสัมพันธ์อันดีกับเมืองเงินยางในฐานะญาติและพันธมิตร

แคว้นพะเยา เริ่มมีบทบาทโดดเด่นขึ้นต้นพุทธศตวรรษที่ 19 กษัตริย์นามพญางำเมือง กษัตริย์พระองค์ที่เก้า เป็นพระสหายของพ่อขุนรามคำแหง และพญามังราย ทั้งสามพระองค์ได้ร่วมมือกันทำสัญญาสามกษัตริย์ในปี พ.ศ. 1830 เพื่อต่อต้านการขยายตัวของจักรวรรดิมองโกล ทั้งที่ก่อนหน้านี้พญามังรายเคยยกทัพไปเมืองพะเยาในปี พ.ศ. 1819 ซึ่งไม่ได้รบกันแต่กลับเจรจากัน สรัสวดี อ๋องสกุลได้สันนิษฐานว่าเป็นเพราะ "...ความเป็นสหายและความเข้มแข็งของพญางำเมืองในขณะนั้นเป็นอุปสรรคต่อการยึดเมืองพะเยา"[1] ด้วยความเข้มแข็งดังกล่าวพญางำเมืองได้ขยายอำนาจและยึดครองนครรัฐน่านโดยส่งพระชายาและราชบุตรไปปกครอง ถือเป็นยุคที่พะเยาเจริญรุ่งเรืองสูงสุด

หลังสิ้นรัชกาลพญางำเมือง ท้าวคำแดงพระโอรสได้ครองเมืองสืบต่อ ยังคงสัมพันธ์อันดีกับล้านนา และเคยช่วยพญาไชยสงครามปราบกบฏขุนเครือ และหลังจากการปราบกบฏก็ได้ขอนางแก้วพอตาธิดาพญาไชยสงครามให้เสกสมรสกับท้าวคำลือ พระราชโอรสซึ่งเป็นกษัตริย์พะเยาองค์สุดท้าย ซึ่งเฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี มองว่าการมาของนางแก้วพอตาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พะเยาเสียเอกราชเพราะในปี พ.ศ. 1877-1879 พญาคำฟูแห่งล้านนาทรงประสบความสำเร็จในการปล้นเมืองพะเยาจากความร่วมมือของนครรัฐน่าน และอาจได้รับการสนับสนุนจากนางแก้วพอตาที่เป็นพระปิตุจฉาพญาคำฟู[8] อันเป็นการดีต่อล้านนาที่เมืองเชียงรายและเชียงแสนจะปลอดภัยจากการโจมตีของพะเยา และตั้งเมืองพะเยาเป็นฐานอำนาจที่จะขยายลงไปสู่นครรัฐแพร่และน่านต่อไป

หลังสิ้นเอกราช เมืองพะเยาปรากฏความสำคัญในฐานะส่วนหนึ่งของล้านนาในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน เพราะได้ส่งขุนนางที่มีฐานะเป็นอา ช่วยเหลือให้พระองค์ครองราชย์มาปกครองพะเยา และตอบแทนความชอบด้วยการกำหนดตำแหน่งเจ้าเมืองพะเยาเป็น "เจ้าสี่หมื่น" และในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช ทรงให้ความชอบแก่พระยายุทธิษฐิระ อดีตเจ้าเมืองสองแควผู้มาสวามิภักดิ์ให้การยกให้ครองพะเยา แต่กาลต่อมาเมือล้านนาได้ยึดครองนครรัฐแพร่และน่านแล้ว เมืองพะเยาจึงถูกลดบทบาทลง

ประชากร

ด้วยความที่พะเยาเป็นผลจากการขยายตัวของเมืองเงินยางที่ขยายลงมายังที่ราบลุ่มเชียงราย-พะเยา เป็นดินแดนที่เรียกว่า "โยนก" มีประชากรเป็น ไทยวน ด้านการตั้งถิ่นฐานจะกระจายตามแอ่งหรือที่ราบลุ่มแม่น้ำเป็นแนวยาวตามลำน้ำอิง[10] เมื่อขุนจอมธรรมตั้งเมืองพะเยา ได้รวบรวมไพร่พลจากหัวเมืองต่าง ๆ ได้ 80,000 คน แบ่งเป็น 36 พันนา นาละ 500 คน ชุมชนที่เกิดขึ้นในระยะแรก ๆ เป็นชุมชนเล็ก ๆ แยกกันอยู่เป็นแห่ง ๆ มีผู้นำชุมชนในนามของเจ้าผู้ปกครอง การตั้งชุมชนบ้านและเมืองได้พัฒนาจากถิ่นฐานที่อยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองที่มีวัฒนธรรมด้อยกว่า ผสมผสานกับวัฒนธรรมต่างถิ่นที่เจริญกว่า นอกจากนี้ประชากรบางส่วนเป็นชาวกาว โดยเฉพาะที่เมืองงาวที่อยู่ใกล้กับนครรัฐน่านที่มีชาติพันธุ์เดียวกัน

ทั้งนี้แคว้นพะเยาแต่เดิมนับถือผี ต่อมาพญางำเมืองได้มีศรัทธารับคติพุทธศาสนาจากหริภุญชัยมาประดิษฐานในแคว้น หลังการรับพุทธศาสนาจึงมีการสร้างพระพุทธรูปหินทรายและศาสนาวัตถุอื่น ๆ กษัตริย์ทรงนับถือศาสนาพุทธ และตั้งพระองค์ตามหลักทศพิศราชธรรม
ภูมิศาสตร์

จากการขยายตัวของราชวงศ์ลาวที่ขยายตัวลงมาตามที่ราบลุ่มเชียงราย-พะเยา ทั้งนี้ตัวเมืองพะเยาตั้งอยู่บนลุ่มน้ำอิงที่ไหลลงสู่กว๊านพะเยา เป็นที่ราบปลายภูเขาที่มีชื่อเรียกตามตำนานว่า "ภูยาว" ต่อมาได้กลายเป็นคำว่า "พยาว" และเป็น "พะเยา" ที่ตั้งเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะมีแหล่งน้ำสองแหล่งคือ น้ำแม่อิงและกว๊านพะเยา และเป็นที่ราบกว้างใหญ่เหมาะสมแก่การตั้งเมือง

เมื่อขุนจอมธรรมมาตั้งเมืองพะเยา เวียงแห่งแรกมีผังเมืองเป็นรูปน้ำเต้าเรียก "เวียงน้ำเต้า" ต่อมาในสมัยพญาสิงหราชได้มีการขยายชุมชนออกมาทางกว๊านพะเยาเพราะใกล้แหล่งน้ำเป็นเวียงรูปสี่เหลี่ยมเรียก "เวียงลูกตะวันตก" และถือว่าเวียงทั้งสองเป็นเวียงแฝด ทั้งยังเป็นเวียงหลักของพะเยา นอกจากนี้ยังมีเวียงบริวาร ได้แก่ เวียงพระธาตุจอมทอง, เวียงปู่ล่าม, เวียงหนองหวี และเวียงต๋อม

แต่อย่างไรก็ตามแคว้นพะเยามีข้อจำกัดด้านที่ตั้ง เพราะแวดล้อมไปด้วยเขาสูง พะเยาจึงเป็นเมืองเล็กและค่อนข้างปิด มีเพียงทางตะวันออกเฉียงเหนือที่สามารถติดต่อกับเมืองเชียงของและเชียงรายได้สะดวก ส่วนทิศตะวันตกเป็นเทือกเขาสูงติดกับอำเภอวังเหนือ ด้านใต้ต่ออำเภองาวด้วยเขาสูง ส่วนตะวันออกติดกับนครรัฐน่านที่เต็มไปด้วยขุนเขาเช่นกัน ด้วยข้อจำกัดดังกล่าวทำให้นครรัฐแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองเพียงช่วงแรก ๆ เท่านั้น ก่อนที่จะถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรล้านนาในกาลต่อมา

โดยแคว้นพะเยา ปกครองเมืองต่าง ๆ ดังนี้

ทิศตะวันออก จรดขุนผากาดจำบอน ตาดม้าน บางสีถ้ำ ไทรสามต้น สบห้วยปู น้ำพุง สบปั๋ง ห้วยบ่อทอง ตาดซาววา กิ่วแก้ว กิ่วสามช่อง มีหลักหินสามก้อนฝังไว้กิ่วฤๅษี แม่น้ำสายตา กิ่วช้าง กิ่วง้ม กิ่วเปี้ย ดอยปางแม่นาค
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อแดนขรนคร
ทิศตะวันตก โป่งปูดห้วยแก้วดอยปุย แม่คาว ไปทางทิศใต้กิ่วรุหลาว ดอกจิกจ้อง ขุนถ้ำ ดอยตั่ง ดอยหนอก ผาดอกวัว แซ่ม่าน ไปจรดเอาดอยผาหลักไก่
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีเมืองในอำนาจปกครอง คือ เมืองงาว เมืองกาว สะเอียบ เชียงม่วน เมืองเทิง เมืองสระ เมืองออย สะสาว เมืองดอบ เชียงคำ เมืองลอ เมืองเชียงแลง เมืองหงาว แซ่เหียง แซ่ลุล ปากบ่อง เมืองป่าเป้า เมืองวัง แซ่ซ้อง เมืองปราบ แจ้ห่ม
ทิศใต้ จรดนครเขลางค์และนครหริภุญชัย

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

แคว้นเงินยาง
พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ หน้าหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ประกอบด้วย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พญางำเมือง และพญามังราย ตามลำดับ

แคว้นพะเยามีความสัมพันธ์กับแคว้นเงินยางด้วยมีปฐมกษัตริย์มาจากเมืองเงินยางดังกล่าว การดำเนินการระหว่างสองรัฐจึงเป็นเป็นในฐานะเครือญาติ เมื่อมีศึกสงครามทั้งสองรัฐก็จะช่วยกันปกป้องบ้านเมือง เช่น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงขุนเจืองครองเมืองพะเยาได้ไปช่วยเมืองเงินยางปราบแกว หลังจากทำสงครามไล่แกวแล้ว ขุนเจืองจึงขึ้นครองเมืองเงินยางสืบมา หรือกรณีของพระชายาของพญางำเมืองคือ นางอั้วเชียงแสน จากชื่อแสดงให้เห็นว่า นางอั้วเป็นธิดาจากเมืองเชียงแสน นั่นคือพะเยาและเงินยางมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่แนบแน่นผ่านการเสกสมรส ด้วยเหตุนี้แคว้นเงินยางจึงเป็นทั้งพระสหายและพระประยูรญาติสนิทสืบเนื่องหลายชั่วอายุคน

อาณาจักรล้านนา

พญางำเมืองได้มีสัมพันธภาพกับพญามังรายแห่งล้านนา โดยใน พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน ระบุว่า พญางำเมืองกับพญามังรายเป็นสหายกันมาแต่รุ่นปู่ การเป็นพระสหายของสามกษัตริย์ทำให้เกิดการป้องกันภัยจากการรุกรานของมองโกล ด้วยการทำสนธิสัญญาสามกษัตริย์ในปี พ.ศ. 1830 ทั้งที่ก่อนหน้านี้พญามังรายเคยยกทัพไปเมืองพะเยาในปี พ.ศ. 1819 ซึ่งไม่ได้รบกันแต่กลับมีการเจรจากัน

แม้พะเยาและล้านนาจะมีการเสกสมรสเพื่อสร้างความสัมพันธ์เครือญาติกัน ดังกรณีของนางแก้วพอตาธิดาพญาไชยสงครามกับท้าวคำลือ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพะเยา แต่พะเยาก็ถูกล้านนาหักหลังในสมัยพญาคำฟูที่ได้รับความร่วมมือกับนครรัฐน่าน และหลังจากนั้น
เป็นต้นมาพะเยาจึงตกเป็นส่วนหนึ่งของล้านนามาแต่นั้น

อาณาจักรสุโขทัย — พญางำเมืองได้มีสัมพันธภาพกับพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย ด้วยทรงศึกษาที่เมืองละโว้ร่วมรุ่นกัน ทั้งมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติด้วยพระราชธิดาในพญางำเมืองเสกสมรสกับบุคคลชนชั้นปกครองของสุโขทัย ซึ่งเฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมีเสนอว่าคือพระยาเลอไทย
มีพระราชโอรสด้วยกันคือ พ่องำเมือง

นครรัฐน่าน — เคยถูกพญางำเมืองยึดครอง พร้อมกับส่งพระชายาและพระราชบุตรปกครองอยู่หลายปี แต่ได้อิสระในหลายปีต่อมา และภายหลังได้ร่วมมือกับล้านนาปล้นเมืองพะเยาจนเป็นสาเหตุให้แคว้นพะเยาสลายตัวไปเป็นส่วนหนึ่งของล้านนา

แคว้นหริภุญชัย — เผยแผ่ศาสนาพุทธมายังแคว้นพะเยาจนเป็นที่แพร่หลายในรัชกาลพญางำเมือง

แป้หม่าเก่า Ancient Phrae # อนุรักษ์ สืบสาน ตำนาน ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต เมืองแพร่
https://www.facebook.com/Ancient.Phrae
No History no Future

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/แคว้นพะเยา

12
รื้อวัง สร้างคุก ในอาณาจักรล้านนา ภาพประกอบ เรือนจำ เชียงใหม่

เวียงแก้ว หรือ วังเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ คือสถานที่พำนักอาศัยและเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์​แห่งราชอาณาจักรล้านนาในหลายพระองค์ สร้างนับตั้งแต่รัชกาลพญามังราย โดยพื้นที่เวียงแก้วนี้ หรือพระราชวังเจ้าเชียงใหม่มีความสำคัญเพราะเป็นพื้นที่ที่กษัตริย์ล้านนาประทับได้เพียงเท่านั้น ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์​มาแต่โบราณ ภายในเวียงแก้วประกอบไปด้วยหมู่ราชมณเฑียรมากมาย หลายอาคาร เช่น “คุ้มหลวง” หรือ “หอคำ” ซึ่งกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายทุกพระองค์ทรงประทับอยู่ที่นี่อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเมื่อสยามหรือรัฐบาลกรุงเทพฯสามารถเข้าปกครองอาณาจักรล้านนาได้สำเร็จและผนวกล้านนาให้มาอยู่ภายใต้อิทธิพลกรุงเทพฯได้แล้ว เวียงแก้วจึงรกร้าง เจ้าผู้ครองนครก็ย้ายที่ประทับออกจากเวียงแก้วไปหลายพระองค์ นอกจากนี้มีการรื้อคุ้มเจ้าหลวงหรือหอคำของอาณาจักรล้านนาหลายแห่ง

ท้ายที่สุดก็ได้มีการโอนพื้นที่เวียงแก้วที่ทรุดโทรมให้กับรัฐบาลกรุงเทพฯ และรัฐบาลกลางได้ใช้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ส่วนราชการ โดยได้ทำการนำพื้นที่เวียงแก้วมาสร้างเป็นเรือนจำประจำมณฑล​พายัพ หรือเรียกว่า คอกหลวง ตามคำแนะนำของเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ต่อมาเรืิอนจำได้เปลี่ยนชื่อเป็นเรือนจำกลางเชียงใหม่ และทัณฑสถาน​หญิงจังหวัดเชียงใหม่ตามลำดับ

จนถึงปี 2529 มีการคัดค้านจากชาวเชียงใหม่่ให้มีการย้ายเรือนจำออกไปจากเขตพื้นที่โบราณเวียงแก้ว เพราะถือเป็นการนำสิ่งไม่ดีมาอยู่ในเขตวังหลวงของเมือง (การนำนักโทษมาคุมขังในเขตวังที่ประทับกษัตริย์ล้านนา ถือว่าเป็นสิ่งที่ชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็นอัปมงคลแก่เมืองเชียงใหม่)​กระทั่งปี 2555 จึงเริ่มมีการย้ายเรือนจำออกไป และปี2559 จึงเริ่มรื้อถอนเรือนจำออกจากพื้นที่เวียงแก้วได้ในที่สุด

การรื้อหอคำ หรือคุ้มที่อยู่ของเจ้าเมืองหรือกษัตริย์เมืองเหนือในหลายเมืิองของอาณาจักรล้านนา บางที่นั้นรื้อลงแล้วสร้างเป็นศาลากลางส่วนราชการ เช่นที่จ.น่านและจ.แพร่ แต่ในหลายเมืองกลับพบว่ามีการสร้าง “คุก” หรือ เรือนจำ" (หรือ “คอก”ในภาษาเหนือ)​ทับลงบนหอคำหรือที่อยู่ของเจ้าเมืองนั้น ๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว พบว่านอกจากเชียงใหม่ ยังมีที่จ.ลำปางเช่นกัน ส่วนที่จ.ลำพูนแม้ว่าไม่มีการสร้างคุกทับ “คุ้มหลวง” แต่ ทำการสร้างคุกอยู่ตรงข้ามกับพระบรมธาตุหริภุญชัย และทำการรื้อ “วัดแสนข้าวห่อ"แล้วสร้างคุกเพื่อขังนักโทษแทน โดยเรือนจำกลางจังหวัดลำพูนอยู่ตรงข้ามวัดพระธาตุหริภุญชัย ภายหลังจึงมีการรื้อเรือนจำดังกล่าวออกไป

ภาพ : เรือนจำเชียงใหม่ ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่เขตพระราชฐานของเจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านนา หรือเป็นวังของกษัตริยล้านนา ต่อมาได้รื้ออาคารที่ทรุดโทรมของเวียงแก้วลงแล้วสร้างเรือนจำแทน ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม สำนักพิมพ์​มติชน

13
เจ้าสายสกุล ณ ลำปาง ในคุ้มหลวงลำปาง
ภาพถ่ายฟิล์มกระจกฝีมือหลวงอนุสารสุนทร ณ คุ้มเจ้าหลวงนครลำปาง

บุคคลในภาพ ประทับนั่งกลาง : เจ้าหลวงบุญวาทย์วงศ์มานิตย์

เจ้านายบุรุษยืนหลัง : เจ้าอุปราชทิพจักร , เจ้าราชวงศ์แก้วปราบเมรุ ,เจ้าราชบุตรแก้วเมืองพรวน , เจ้าราชสัมพันธวงษ์ ,เจ้าไชยสงคราม

เจ้านายสตรีนั่งเก้าอี้ : เจ้าหญิงอ้ม ,เจ้าหญิงสำเภาแก้ว ,เจ้าหญิงดาวบิน ,เจ้าหญิงศรีนวล

เจ้านายองค์เล็ก : เจ้าหญิงสร้อยแก้ว , เจ้าหญิงฟองสมุทร , เจ้าวงเกษม , เจ้าทิพวรรณ

ภาพ : หลวงอนุสารสุนทร
จากเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

14
ซอล้านนาประยุกต์ เรื่อง พระธาตุ ๑๒ ราศี - ศิลปินขับซอล้านนา : จั๋นติ๊บ - พรรณี

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=i9_vZ_ZXZY4" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=i9_vZ_ZXZY4</a>

ซอล้านนาประยุกต์ เรื่อง พระธาตุ 12 ราศี
ศิลปินชับซอล้านนา : จั๋นติ๊บ จอมทอง - พรรณี แม่แตง
ประพันธ์บทซอ ทำนองเงี้ยว : จั๋นติ๊บ จอมทอง
ทำนอง - ดนตรี : อ.ไพบูรณ์ ยาวิโรจน์ (อ.หนุ่ย) , กวินท์ ดวงแก้ว , คำเเซม สารภี
 Creative & VDO Production : เก่ง วัชรินทร์ , เอสโซ่ พลากร

สร้างสรรค์ และผลิต ในรูปแบบ Video clip และ Audio file เผยแพร่เพื่อการศึกษา และ เพื่อสืบสาน การขับขาน การขับซอ การดนตรี รวมถึงศิลปวัฒนธรรมล้านนา โดย เก่ง วัชรินทร์ ศิลปินนักดนตรีล้านนา และ Executive Producer - Creative Organizer
ติดต่อ งานซอ งานดนตรีล้านนา งานสร้างสรรค์ และผลิตงาน TV - VDO Production ทุกรูปแบบ : โทร. 089-635-8999 (เก่ง วัชรินทร์) 
ติดตามผลงานได้ทาง YouTube Channel : เก่ง วัชรินทร์ 089-635-8999
www.youtube.com/user/keng0896358999
Page Facebook : รวมศิลปินล้านนา
Page Facebook : สืบสานศิลป์ ฝากไว้แผ่นดินล้านนา
Page Facebook : Perfect Fifth Creation
E-mail :  keng0896358999@gmail.com

15
รูปนักโทษกบฏ (หรือนักสู้) เงี้ยวเมืองแพร่

๑. หนานพียะ ลาว (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) โทษฆ่าหลวงวิมล ข้าหลวงผู้ช่วย จำคุก ๑๕ ปี
๒. โสม ลาว (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) โทษลักโค จำคุก ๒ ปี
๓. สล่าปา เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๔. หม่องหลวง พม่า คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๕. ส่างกราน เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษฆ่านายร้อยตำรวจตรีตาด จำคุก ๑๐ ปี
๖. คำพีละ เงี้ยว โทษปล้นเมืองแพร่และเมืองลำปาง จำคุก ๑๕ ปี
๗. น้อยใจ ลาว (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) โทษลักโค จำคุก ๒ ปี
๘. ส่างยอน เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษฆ่านายร้อยตำรวจตรีตาด จำคุก ๒ ปี
๙. หม่องปลิว พม่า คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๑๐. หม่องกาซิน แขก คนในบังคับอังกฤษ โทษตีคนลาวตาย (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) จำคุก ๑๒ ปี
๑๑. หม่องยง พม่า โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๑ ปี
๑๒. ส่างน้อย เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองสอง จำคุก ๑๐ ปี
๑๓. คำยี เงี้ยว โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๑ ปี
๑๔. ส่างหมูลินต๊ะ เงี้ยว โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๑ ปี
๑๕. ส่างคำ เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๑๖. ปู่มอง เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน

ถ่ายภาพที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ร.ศ.๑๒๑ (สมัยนั้นเปลี่ยนปีใหม่เมื่อวันจักรี เทียบ พ.ศ.ปัจจุบันคือ พ.ศ. ๒๔๔๖) นักโทษบังคับสยามไปจำคุกมหันตโทษ ขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม มิสเตอร์โรแรนซ์ แวนเดอร์ เป็นผู้บัญชาการเรือนจำ ส่วนนักโทษบังคับอังกฤษไปจำคุกสถานทูตอังกฤษ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้วัดม่วงแค บางรัก

ข้อมูลจากเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

หน้า: [1] 2 ... 39