แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Topics - ฮักล้านนา

หน้า: 1 ... 36 [37] 38
541
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (2325 - 2482)
ลำดับ พระนาม ปีที่ปกครอง   
1 พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ 2325 - 2356 (31 ปี)
2 พระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา 2356 - 2365 (11 ปี)
3 เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น 2366 - 2368 (2 ปี)
4 เจ้าหลวงพุทธวงศ์ 2369 - 2389 (20 ปี)
5 พระเจ้ามโหตรประเทศ 2390 - 2397 (7 ปี)
6 พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ 2399 - 2413 (14 ปี)
7 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ 2416 - 2439 (23 ปี)
8 เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ 2444 - 2452 (8 ปี)
9 พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ 2454 - 2482 (28 ปี) ยกเลิกตำแหน่ง

เจ้าผู้ครองนครลำปาง (2275 - 2465)
ลำดับ พระนาม ปีที่ปกครอง   
1 พระเจ้าทิพย์จักรสุละวะฤๅไชยสงคราม (หนานทิพย์ช้าง) 2275 - 2306 (31 ปี) พม่าปกครองล้านนา
2 เจ้าฟ้าสิงหราชธานี ชายแก้ว 2306 - 2317 (11 ปี) พม่าปกครองล้านนา
3 พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ 2317 - 2325 (8 ปี)
4 พระเจ้าคำโสม 2325 - 2337 (12 ปี)
5 พระเจ้าดวงทิพย์ 2337 - 2349 (12 ปี)
6 เจ้าหลวงไชยวงศ์ 2349 - 2361 (12 ปี)
7 เจ้าหลวงขัตติยะ 2361 (6 เดือน)
8 เจ้าหลวงน้อยอินทร์ 2361 - 2372 (11 ปี)
9 เจ้าหลวงวรญาณรังสี 2372 - 2378 (6 ปี)
10 พระเจ้าพรหมาภิวงศ์ 2378 - 2430 (52 ปี)
11 เจ้าหลวงสุริยะจางวาง 2430 (6 เดือน)
12 เจ้าหลวงนรนันท์ไชยชวลิต 2430 - 2440 (10 ปี)
13 พลตรี เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต 2440 - 2465 (25 ปี)
14 เจ้าราชบุตร น้อยเมืองพรวน 2465 - 2468 (3 ปี) รั้งนคร ยกเลิกตำแหน่ง

เจ้าผู้ครองนครลำพูน (2348 - 2486)
ลำดับ พระนาม ปีที่ปกครอง   
1 เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น 2348 - 2358 (10 ปี)
2 พระเจ้าบุญมาเมือง 2358 - 2370 (12 ปี)
3 เจ้าหลวงน้อยอินทร์ 2370 - 2380 (10 ปี) 
4 เจ้าหลวงคำตัน 2381 - 2384 (3 ปี)
5 เจ้าหลวงธรรมลังกา 2384 - 2386 (2 ปี)
6 เจ้าหลวงไชยลังกาพิศาลโสภาคย์คุณ 2391 - 2414(23 ปี)
7 เจ้าหลวงดาราดิเรกรัตน์ไพโรจน์ 2414 - 2431 (17 ปี)
8 เจ้าหลวงเหมพินธุ์ไพจิตร 2431 - 2438 (7 ปี)
9 เจ้าหลวงอินทยงยศโชติ 2438 - 2454 (16 ปี)
10 พลตรี เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ 2454 - 2486 (32 ปี) ยกเลิกตำแหน่ง


อ้างอิง
ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง. เพ็ชร์ล้านนา. (ครั้งที่ 2) เชียงใหม่ :ผู้จัดการ ศูนย์ภาคเหนือ, 2538.
สมหมาย เปรมจิตต์, สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ตำนานสิบห้าราชวงศ์ (ฉบับสอบชำระ). เชียงใหม่: มิ่งเมือง, 2540.
ศักดิ์ รัตนชัย. พงศาวดารสุวรรณหอคำนครลำปาง (ตำนานเจ้าเจ็ดพระองค์กับหอคำมงคล ฉบับสอบทานกับเอกสารสืบค้น สรสว.ลำปาง).
เจ้าวงศ์สัก ณ เชียงใหม่, คณะทายาทสายสกุล ณ เชียงใหม่. เจ้าหลวงเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2539.
คณะทายาทสายสกุล เจ้าหลวงเมืองพะเยา, สถาบันศิลปวัฒนธรรมโยนก. ครบรอบ 100 ปี แม่เจ้าทรายมูล (มหาวงศ์) ไชยเมือง และประวัติสายสกุลเจ้าหลวงเมืองพะเยา พุทธศักราช 2387 - 2456. พะเยา :บ.ฮาซัน พริ้นติ้ง จก., 2546
นงเยาว์ กาญจนจารี. ดารารัศมี : พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี. เชียงใหม่ :สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์, 2539.
คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ , นาวาอากาศเอก. เจ้านายฝ่ายเหนือ

ขอขอบคุณ เชียงรายโฟกัส

542
ขัวเก่าน้ำกก (ขัวเหล็ก) จังหวัดเชียงราย

รูปที่สาม
ฮูปเรือในแม่น้ำกก พ.ศ.2510 ครับ

รูปที่สี่ และห้า
ข้างๆ ขัวเหล็ก กำลังมีการก่อสร้าง ขัวปูน อยู่ครับ

ขอขอบคุณ chiangraifocus.com

543
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า... เมืองเชียงแสนเป็นศูนย์กลางการปกครองและเศรษฐกิจของแคว้นสุวรรณโคมคำ แคว้นโยนกนาคพันธ์ และแคว้นหิรัญนครเงินยาง ตามลำดับ หลังการสถาปนาเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.1839 โดยพญามังราย กษัตริย์แห่งเมืองเงินยาง เมืองเงินยางจึงถูกปล่อยให้รกร้าง

กระทั่ง พญาแสนภู กษัตริย์ราชวงศ์มังรายลำดับที่ 3 พระราชนัดดา (หลาน) ของพญามังราย ทรงฟื้นฟูเมืองเชียงแสนในปี พ.ศ.1871 โดยสร้างขึ้นบนเมืองเก่าที่ร้างไปแล้ว คาดว่าเป็นการสร้างทับเมืองเงินยางในอดีต ทำให้บางครั้งเราได้ยินคนพูดถึงชื่อเมืองนี้ว่า เมืองเงินยางเชียงแสน หรือ หิรัญนครเงินยาง ทั้งนี้ก็หมายถึง เมืองเชียงแสน นั่นเอง

เมื่อสร้างเมืองเสร็จ พญาแสนภูก็ประทับที่เชียงแสนตลอดพระชนม์ชีพ เป้าหมายที่แท้จริงของการสร้างเชียงแสนคือการวางยุทธศาสตร์ให้เป็นศูนย์กลางตอนบนและป้องกันข้าศึกทางด้านทิศเหนือ โดยเฉพาะพวกมองโกล ช่วงเวลานั้นเมืองเชียงแสนถูกยกระดับให้มีความสำคัญเหนือเมืองเชียงใหม่อีกด้วย

ในสมัยราชวงศ์มังราย เมืองเชียงแสนเป็นสมรภูมิรบในสงครามสำคัญหลายครั้งของล้านนา เช่น ศึกกับราชวงศ์หมิง 2 ครั้ง ศึกพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งล้านช้าง เป็นต้น

ในปี พ.ศ.2101 ล้านนาตกอยู่ใต้การปกครองของพม่า เมืองเชียงแสนกลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพม่าในล้านนาตอนบน กระทั่ง พ.ศ.2346 เมืองเชียงใหม่และพันธมิตรจึงขับไล่พม่าออกไปจากเชียงแสนได้สำเร็จ ส่งผลให้เชียงแสนกลายเป็นเมืองร้าง เนื่องจากราษฎรถูกผู้ชนะกวาดต้อนลงไปอยู่ทางใต้ เช่น บ้านช่างฆ้อง บ้านลอยเคราะห์ บ้านเชียงแสน เมืองเชียงใหม่, บ้านปงสนุก เมืองลำปาง, บ้านคูบัว เมืองราชบุรี, บ้านเสาไห้ เมืองสระบุรี เป็นต้น

จนถึงปี พ.ศ.2423 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่ จึงให้เจ้าอินต๊ะ (ราชบุตรเจ้าบุญมา เจ้านครลำพูน) นำราษฎรเมืองลำพูนราว 1,500 ครอบครัว (ส่วนใหญ่เป็นคนยอง) ขึ้นมาตั้งรกราก ?ปักซั้งตั้งถิ่น? อยู่ที่เมืองเชียงแสนจวบจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่บ้านแม่คำสบเปิน บ้านห้วยน้ำราก จนถึงเวียงเชียงแสน

กำแพงเมืองเชียงแสนที่เราเห็นในเวลานี้ สันนิษฐานว่าสร้างสมัยพญาแสนภู ผังเมืองเชียงแสนมีลักษณะคล้ายรูปสี่เหลียมผืนผ้า ไม่สม่ำเสมอ ขนาดกว้าง 700 วา ยาว 1,500 วา เนื้อที่ประมาณ 1,240 ไร่ กำแพงเมืองมี 2 ชั้นคั่นด้วยคูน้ำ (บางตำนานกล่าวว่ามี 3 ชั้น) ทอดตัวล้อมรอบเมือง ด้านทิศตะวันออกใช้แม่น้ำโขงเป็นปราการธรรมชาติ มีประตูเมือง 11 ประตู ดังนี้


            1. ประตูยางเทิง ทางเหนือ

            2. ประตูหนองมูต ทางตะวันตก

            3. ประตูเชียงแสน หรือ ประตูป่าสัก ทางตะวันตก เป็นเส้นทางหลักเข้าสู่ตัวเมือง

            4. ประตูทัพม่าน ทางตะวันตก

            5. ประตูดินขอ ทางใต้

            6. ประตูท่าอ้อย ทางตะวันออก ริมแม่น้ำโขง

            7. ประตูท่าเสาดิน ทางตะวันออก ริมแม่น้ำโขง

            8. ประตูท่าหลวง ทางตะวันออก ริมแม่น้ำโขง

            9. ประตูท่าวิสุกรรม ทางตะวันออก ริมแม่น้ำโขง

            10. ประตูท่าคราว ทางตะวันออก ริมแม่น้ำโขง

            11. ประตูท่ารั้วปีก ทางตะวันออก ริมแม่น้ำโขง

แนวกำแพงและประตูเมืองทางด้านทิศตะวันออก (หมายเลข 6-11) ถูกแม่น้ำโขงพัดเซาะพังทลายลงในน้ำ โดยเมื่อประมาณ 60-70 ปีก่อน ยังปรากฏให้เห็นประตูท่าคราวอยู่ ปัจจุบันคงเหลือแต่แนวกำแพงและประตูทางด้านทิศเหนือ ด้านทิศใต้ และด้านทิศตะวันตก เท่านั้น

เมืองเชียงแสนมีป้อมทั้งหมด 7 ป้อม มีลักษณะเป็นป้อมรูปโค้งครึ่งวงกลมคล้ายเกือกม้า ได้แก่ ป้อมประตูยางเทิง ป้อมประตูหนองมูต ป้อมประตูเชียงแสน (มี 2 ป้อม) ป้อมประตูทัพม่าน และป้อมแจ่งหัวริน ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ขอขอบคุณ chiangraifocus.com และคุณ เชียงรายพันธุ์แท้

544
อาณาเขตเมืองเชียงราย และประตูเมืองเชียงราย 12 ประตู

เมืองเชียงรายประกอบด้วยประตูเมือง 12 ประตู ดังนี้

         1. ประตูขะต้ำ ? อยู่ระหว่างดอยทองกับสนามกอล์ฟแม่กก

         2. ประตูผี ? ใกล้ๆเชียงรายคอนโด

         3. ประตูเชียงใหม่ ? สะพานประตูเชียงใหม่

         4. ประตูป่าแดง ? แยกขัวดำ วัดมิ่งเมือง (แต่ป้ายอยู่ที่สามแยกหน้า ร.ร.สามัคคีฯซะงั้น)

         5. ประตูหวาย ? ที่ตั้งของผลงานศิลปะชิ้นเอกของ อ.เฉลิมชัย ซึ่งมนุษย์ทั่วไปเรียกว่า หอนาฬิกาใหม่

         6. ประตูสลี (สรี) ? สี่แยกคริสต์จักรที่ 1 เวียงเชียงราย

         7. ประตูเจ้าชาย ? สี่แยกหน้าโรงเรียนเทศบาล 1 ศรีเกิด

         8. ประตูยางเสิ้ง ? ริมถนนซูเปอร์ไฮเวย์

         9. ประตูท่อ ? หลังอนุสาวรีย์พญามังราย

         10. ประตูท่าทราย ? สี่แยกบ้านพักพนักงานยาสูบ ถนนสิงหไคลตัดกับถนนวิเศษเวียง

         11. ประตูนางอิง ? สี่แยกสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงฮาย

         12. ประตูท่านาค ? ตีนดอย บริเวณทางขึ้นศาลากลางหลังใหม่ (แต่เดี๋ยวนี้มีใหม่กว่า)

ส่วนคูเมืองเชียงรายนั้น ทางทิศเหนือใช้แม่น้ำกกและแม่น้ำกกน้อยเป็นปราการธรรมชาติ ขณะที่ด้านอื่นๆที่เหลือ มีการผันน้ำกกเข้ามาทางสนามกอล์ฟแม่กก ไหลอ้อมดอยทอง ผ่านสะพานประตูเชียงใหม่ เลียบถนนบรรพปราการในปัจจุบันไปทางตะวันออก ก่อนไปบรรจบกับแม่น้ำกกสายเก่าที่ชุมชนเกาะทอง แล้วไหลลงแม่น้ำกกบริเวณสนามกีฬากลาง

ทศวรรษ 2450 ฝ่ายราชการและนายแพทย์วิลเลียม เอ บริกส์ มิชชันนารี ร่วมกันจัดผังเมืองเชียงรายใหม่ โดยการวางถนนให้มีลักษณะตัดกันคล้ายตารางหมากรุกตามแบบเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา ในการนี้ได้มีการถมคูเมืองและรื้อกำแพงเมืองลงด้วย เนื่องจากไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับยุคสมัยแล้ว นอกจากนี้ยังป้องกันน้ำในคูเมืองมิให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันเราจึงไม่เห็นร่องรอยของคูเมืองและกำแพงเมืองเชียงรายเลย แต่ก็นะ ยังมีบางส่วนที่ยังเหลืออยู่ อย่างคูน้ำหน้าโรงเรียนเทศบาล 1 ศรีเกิด หรือที่หน้าโรงเรียนสามัคคีฯ หรือที่สะพานประตูเชียงใหม่ แนวกำแพงเดิมก็ไปดูได้ที่ข้างเชียงรายคอนโด มันจะมีเนินดินอยู่ ส่วนประตูยางเสิ้งที่สร้างใหม่ริมถนนซูปเปอร์ไฮเวย์นั่นก็โอเคนะ เพราะจำลองแบบมาจากภาพลายเส้น ฝีมือนักสำรวจชาวฝรั่งเศส

545
ตราแผ่นดิน อาณาจักรล้านนา (เมืองเชียงใหม่) ปรากฎบนเงินเจียงที่ผลิตขึ้นในเมืองเชียงใหม่ ไม่ปรากฎปีที่ผลิต โดยนำภาพต้นฉบับมาวาดใหม่

ที่มาภาพต้นฉบับ : http://www.antiqueofsiam.com/images/Lanna_money/Lanna_money015f.html

546
เดือน เกี๋ยง ห้า เก้า เสียวันอาติ้ดกับวันจั๋น
ยี่ หก สิบ เสียวันการวันเดียว
สาม เจ็ด สิบเอ็ด เสียวัสเสาร์ กับวันผัด
สี่  แปด สิบสอง เสียวันปุ้ด กับวันศุกร์

เดือน 1 , 5 ,9  เสีย อาทิตย์ กับจันทร์
2 , 6 , 10  เสีย  อังคารวันเดียว
3 , 7 , 11  เสีย  เสาร์กับพฤหัส
4 , 8 , 12 เสีย พุธกับศุกร์

การนับวันเสียของเมืองเหนือ จะเร็วกว่าเดือนในปฏิทิน  2 เดือนครับ  เช่น  ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 11  เดือนทางเหนือจะเป็น ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 1 ครับ

547
ประวัติล้านนา ตำนานล้านนา / เวียงกุมกาม
« เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 04:36:21 PM »
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=bflVwdMTlbk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=bflVwdMTlbk</a>

เวียงกุมกาม

เวียงกุมกามคือชื่อของ เวียงโบราณแห่งหนึ่ง บนแอ่งที่ราบ เชียงใหม่-ลำพูน มีความสัมพันธ์ กับอาณาจักรหริภุญไชยในฐานะชุมชนโบราณแห่งหนึ่ง ที่ขยายตัวเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรล้านนาในเวลาต่อมา สันนิษฐานว่าเป็นเมืองที่สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 1837 ปัจจุบันอยู่ทางทิศตะวันตก ของเมืองเชียงใหม่ ในเขต ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันยังคงปรากฎหลักฐานทางด้านสถาปัตยกรรม และโบราณคดี จำนวนมากมาย

เวียงกุมกามสร้างก่อนเชียงใหม่ต้องมีอายุมากกว่า 700 ปี และไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน เอกสารที่เขียนสมัยราชวงค์มังรายเช่นชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานมูลศาสนา ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ล้วนเขียนหลังสมัยหลายปีจึงระบุปีที่สร้างเวียงกุมกามต่างกัน แต่กุญแจสำคัญคือเวียงกุมกามสร้างหลังพญามังราย ยึดเมืองหริภุญไชยได้แล้ว

548
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=p_bMdcqKxx8" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=p_bMdcqKxx8</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=A8pFMHIGJzw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=A8pFMHIGJzw</a>

ประวัติความเป็นมาอาณาจักรล้านนา

อาณาจักรล้านนา

อาณาจักรล้านนา อาณาจักรเก่าแก่ที่มีมาก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อยุธยา และสุโขทัย มีวัฒนธรรมประเพณี ภาษา เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองและมีมายาวนานจนกระ­ทั่งถึงปัจจุบัน และสืบทอดมาจนถึงรุ่นลูกหลาน เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ว่าอาณาจักรนี้ดูเหมือนว่าล่มสลายแต่กลับก­ลายว่ายังคงอยู่กลิ่นไอแห่งวัฒนธรรมยังไม่­เลือนลางเลยแม้แต่นิดเดียว

อาณาจักรล้านนา คือ อาณาจักรในอดีตที่ตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย, สิบสองปันนาเชนเมืองเชียงรุ่ง (จิ่งหง) มณฑลยูนนาน ภาคตะวันออกของพม่า ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีเมืองเชียงตุงเป็นเมืองเอก ฝั่งตะวันตกแม่นำสาละวิน มีเมืองนายเป็นเมืองเอก และ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน[1] โดยมีเมืองเชียงใหม่ เป็นราชธานี มีภาษา ตัวหนังสือ วัฒนธรรม และประเพณีเป็นของตนเอง ต่อมาถูกปกครองในฐานะรัฐบรรณาการของอาณาจักรตองอู อาณาจักรอยุธยา และอาณาจักรอังวะ จนสิ้นฐานะอาณาจักร กลายเป็นเมืองส่วนหนึ่งของอาณาจักรอังวะในราชวงศ์นยองยาน ไปในที่สุด

ชื่อ ล้านนา หมายถึง ดินแดนที่มีนานับล้าน หรือมีที่นาเป็นจำนวนมาก คู่กับล้านช้าง คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว เมื่อปี พ.ศ. 2530 คำว่า "ล้านนา" กับ "ลานนา" เป็นหัวข้อโต้เถียงกัน ซึ่งคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมี ดร. ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธาน ได้ให้ข้อยุติว่า "ล้านนา" เป็นคำที่ถูกต้อง และเป็นคำที่ใช้กันในวงวิชาการ[2]

ปัญหาที่นำไปสู่การโตเถียงกันนั้น สืบเนื่องมาจากในอดีตการเขียนมักไม่ค่อยเคร่งครัดในเรื่องวรรณยุกต์ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่า แม้จะเขียนโดยไม่มีรูปวรรณยุกต์โทกำกับ แต่ให้อ่านเหมือนมีวรรณยุกต์โท[2] สำหรับคำ "ลานนา" น่าจะมาจากพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า "ลานนาหมายถึงทำเลทำนา" ซึ่งทำให้คำว่าลานนาใช้กันมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษ[2] ภายหลัง พ.ศ. 2510 นักวิชาการระดับสูงพบว่าล้านนาเป็นคำที่ถูกต้องแล้ว และชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ ดร. ฮันส์ เพนธ์ ค้นพบคำว่า "ล้านนา" ในศิลาจารึกที่วัดเชียงสา ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2096[3]

คำว่าล้านนาน่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยพญากือนา เนื่องจากพระนาม "กือนา" หมายถึงจำนวนร้อยล้าน และต่อมาคำล้านนาได้ใช้เรียกกษัตริย์และประชาชน แพร่หลายมากในสมัยพระเจ้าติโลกราช[4] ส่วนการใช้ว่า "ล้านนาไทย" นั้น เป็นเสมือนการเน้นความเป็นไทย ซึ่งใช้กันมาในสมัยหลังด้วยเหตุผลทางการเมือง[4]

อาณาเขต

หลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ดินแดนล้านนานั้นหมายถึงดินแดนบางส่วนของอาณาบริเวณ ลุ่มน้ำแม่โขง ลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้าเจ้าพระยา ตลอดจนเมืองที่ตั้งตามลุ่มน้ำสาขาเช่นแม่นำกก แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำปาย แม่นำแตง แม่น้ำงัด ฯลฯโดยมีอาณาเขตทางทิศใต้จดเมืองตาก (อำเภอบ้านตากในปัจจุบัน) และจดเขตดินแดนด้านเหนือของอาณาจักรสุโขทัย ทิศตะวันตกเลยลึกเข้าไปในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน ทิศตะวันออกจดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง ทิศเหนือจดเมืองเชียงรุ่ง (หรือคนจีนเรียกในปัจจุบันว่า เมืองจิ่งหง เนื่องจากคนจีนออกเสียงภาษา"ไทยลื้อ"ไม่ชัด จาก "เจียงฮุ่ง" จึงกลายเป็น "จิ่งหง"Jinghong ซึ่งบริเวณชายขอบของล้านนา อาทิ เมืองเชียงตุง เชียงรุ่ง เมืองยอง เมืองปุ เมืองสาด เมืองนาย เป็นบริเวณที่รัฐล้านนาแผ่อิทธิพล ไปถึงในเมืองนั้นๆ (ในบางสมัยเช่นสมัยพญามังราย พระเจ้าติโลกราช ที่มีพระราชแสนยานุภาพเกรียงไกร)

ในสมัยโบราณได้กล่าวถึงเมืองขึ้นกับดินแดนล้านนามี 57 เมือง ดังปรากฏในตำนาน พื้นเมืองของเชียงใหม่ว่า ใน สัตตปัญญาสล้านนา 57 หัวเมือง[1] แต่ก็ไม่ได้ระบุว่ามีเมืองใดบ้าง ปัจจุบันมีหลักฐานที่พม่านำไปจากเชียงใหม่ในสมัยที่พม่าปกครองเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. 2101-2317) และได้แปลเป็นภาษาพม่าต่อมาในปี ค.ศ. 2003 ทางมหาวิทยาลัย Yangon ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ) ชื่อ Zinme Yazawin หรือตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับภาษาพม่า(ชื่อเต็มดูที่อ้างอิง ท้ายนี้)ได้ระบุเมืองต่างๆ กว่า 50 หัวเมือง(รายละเอียดชื่อเมืองต่างๆปรากฏอยู่ในหนังสือ Zinme Yazawin ภาคภาษาอังกฤษ อยู่แล้ว) เช่น เมืองฝาง เมืองเชียงของ เมืองพร้าว เมืองเชียงดาว เมืองลี้ เมืองยวม เมืองสาด เมืองนาย เมืองเชียงตุง เมืองเชียงคำ เมืองเชียงตอง เมืองน่าน เมืองเทิง เมืองยอง เมืองลอง เมืองตุ่น เมืองแช่ เมืองอิง เมืองไลค่า เมืองลอกจ๊อก เมืองปั่น เมืองยองห้วย เมืองหนองบอน เมืองสู่ เมืองจีด เมืองจาง เมืองกิง เมืองจำคา เมืองพุย เมืองสีป้อ เมืองแหง เมืองหาง เมืองพง ฯลฯ[5][6]


รายนามพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา (พ.ศ. 1835 - 2101)

1 พญามังราย พ.ศ. 1835 - 1854 (19 ปี)
2 พญาไชยสงคราม พ.ศ. 1854 - 1868 (14 ปี)
3 พญาแสนภู พ.ศ. 1868 - 1877 (11 ปี)
4 พญาคำฟู พ.ศ. 1877 - 1879 (2 ปี)
5 พญาผายู พ.ศ. 1879 - 1898 (19 ปี)
6 พญากือนา พ.ศ. 1898 - 1928 (30 ปี)
7 พญาแสนเมืองมา พ.ศ. 1928 - 1944 (16 ปี)
8 พญาสามฝั่งแกน พ.ศ. 1945 - 1984 (39 ปี)
9 พระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 1984 - 2030 (46 ปี)
10 พญายอดเชียงราย พ.ศ. 2030 - 2038 (8 ปี)
11 พญาแก้ว (พระเมืองแก้ว) พ.ศ. 2038 - 2068 (30 ปี)
12 พญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า) พ.ศ. 2068 - 2081 (13 ปี) ครั้งที่ 1
13 ท้าวซายคำ พ.ศ. 2081 - 2086 (5 ปี)
พญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า) พ.ศ. 2086 - 2088 (2 ปี) ครั้งที่ 2
14 พระนางจิรประภา พ.ศ. 2088 - 2089 (1 ปี)
15 พระไชยเชษฐา พ.ศ. 2089 - 2090 (1 ปี)
ว่างกษัตริย์ พ.ศ. 2090 - 2094 (4 ปี)
16 พระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ (ท้าวเม่กุ) พ.ศ. 2094 - 2107 (13 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ. 2101 ปกครองภายใต้อำนาจพม่า

การก่อตั้งอาณาจักร
พญามังราย กษัตริย์แห่งหิรัญนครเงินยาง องค์ที่ 25 ในราชวงศ์ลวจังกราชปู่เจ้าลาวจก ได้เริ่มตีเมืองเล็กเมืองน้อย ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำอิง และแม่น้ำปิงตอนบน รวบรวมเมืองต่างๆให้เป็นปึกแผ่น นอกจากเงินยางแล้ว ยังมีเมืองพะเยาของพญางำเมืองพระสหาย ซึ่งพญามังรายไม่ประสงค์จะได้เมืองพะเยาด้วยการสงคราม แต่ทรงใช้วิธีผูกสัมพันธไมตรีแทน หลังจากขยายอำนาจระยะหนึ่ง พระองค์ทรงย้ายศูนย์กลางการปกครอง โดยสร้างเมืองเชียงรายขึ้นแทนเมืองเงินยาง เนื่องด้วยเชียงรายตั้งอยู่ริมแม่น้ำกกเหมาะเป็นชัยสมรภูมิ ตลอดจนทำการเกษตรและการค้าขาย

หลังจากได้ย้ายศูนย์กลางการปกครองมาอยู่ที่เมืองเชียงรายแล้ว พระองค์ก็ได้ขยายอาณาจักรแผ่อิทธิพลลงทางมาทางทิศใต้ ขณะนั้นก็ได้มีอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อนอยู่แล้วคือ อาณาจักรหริภุญชัย มีนครลำพูนเป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ในชัยสมรภูมิที่เหมาะสมประกอบด้วยมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านได้แก่แม่น้ำกวงและแม่น้ำปิงซึ่งเป็นลำน้ำสายใหญ่ไหลลงสู่ทะเลเหมาะแก่การค้าขาย มีนครลำปางเป็นเมืองหน้าด่านคอยป้องกันศึกศัตรู สองเมืองนี้เป็นเมืองใหญ่มีกษัตริย์ปกครองอย่างเข้มแข็ง การที่จะเป็นใหญ่ในดินแดนแถบนี้ได้จะต้องตีอาณาจักรหริภุญชัยให้ได้ พระองค์ได้รวบรวมกำลังผู้คนจากที่ได้จากตีเมืองเล็กเมืองน้อยรวมกันเข้าเป็นทัพใหญ่และยกลงใต้เพื่อจะตีอาณาจักรหริภุญชัยให้ได้ โดยเริ่มจากตีเมืองเขลางค์นคร นครลำปางเมืองหน้าด่านของอาณาจักรหริภุญชัยก่อน เมื่อได้เมืองลำปางแล้วก็ยกทัพเข้าตีนครลำพูน (แคว้นหริภุญชัย) พระองค์เป็นกษัตริย์ชาตินักรบมีความสามารถในการรบไปทั่วทุกสารทิศ สามารถทำศึกเอาชนะเมืองเล็กเมืองน้อยแม้กระทั่งอาณาจักรหริภุญชัยแล้วรวบเข้ากับอาณาจักรโยนกเชียงแสนได้อย่างสมบูรณ์

หลังจากพญามังรายรวบรวมอาณาจักรหริภุญชัยเข้ากับโยนกเชียงแสนเสร็จสิ้นแล้ว ได้ขนามนามราชอาณาจักรแห่งใหม่นี้ว่า "อาณาจักรล้านนา" พระองค์มีดำริจะสร้างราชธานีแห่งใหม่นี้ให้ใหญ่โตเพื่อให้สมกับเป็นศูนย์กลางการปกครองแห่งอาณาจักรล้านนาทั้งหมด พร้อมกันนั้นก็ ได้อัญเชิญพระสหายสนิทร่วมน้ำสาบานสองพระองค์ได้แก่ พญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา และ พ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย มาร่วมกันสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ในสมรภูมิบริเวณที่ลุ่มริมฝั่งมหานทีแม่ระมิงค์ (แม่น้ำปิง) โดยตั้งชื่อราชธานีแห่งใหม่นี้ว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" แต่ก่อนที่จะตั้งเมือง พระองค์ทรงได้สร้างราชธานีชั่วคราวขึ้นก่อนแล้ว ซึ่งก็เรียกว่า เวียงกุมกามแต่เนื่องจากเวียงกุมกามประสบภัยธรรมชาติใหญ่หลวงเกิดน้ำท่วมเมืองจนกลายเป็นเมืองบาดาล ดังนั้นพระองค์จึงได้ย้ายราชธานีมาอยู่ ณ นครเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 1839 และได้เป็นศูนย์กลางการปกครองราชอาณาจักรล้านนานับแต่นั้น นครเชียงใหม่มีอาณาบริเวณอยู่ระหว่างเชิงดอยอ้อยช้าง (ดอยสุเทพ) และ บริเวณที่ราบฝั่งขวาของแม่น้ำปิง (พิงคนที) นับเป็นสมรภูมิที่ดีและเหมาะแก่การเพาะปลูกเนื่องจากเป็นบริเวณที่ราบลุ่มมีแม่น้ำไหลผ่าน
การเมือง-การปกครองในสมัยราชวงศ์มังราย

พญามังรายทรงส่งพระญาติวงศ์ของพระองค์ ไปปกครองหัวเมืองต่างๆ ที่เป็นเมืองขึ้น หรือเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ เช่น เมืองเขลางค์ (ลำปาง) เมืองเขมรัฐเชียงตุง (ในพม่า) และ เชียงรุ้ง (สิบสองปันนาในจีน) ทรงส่งพระราชโอรสไปปกครอง เมืองที่ใหญ่และสำคัญๆ ได้แก่ เมืองนาย (หัวเมืองไทใหญ่) และเชียงราย ซึ่งเคยเป็นเมืองราชธานีของล้านนา

รัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1985-2030) พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 9 ในราชวงศ์มังราย พระองค์ได้รับการยกย่องให้มีฐานะเป็น "ราชาธิราช" พระองค์ทรงแผ่ขยายขอบขัณฑสีมาของอาณาจักรล้านนาให้ยิ่งใหญ่และกว้างขวางกว่าเดิม

- ด้านทิศเหนือ เมืองเชียงรุ้ง เมืองยอง
- ด้านทิศตะวันออก เมืองนันทบุรี (น่าน) แพร่ ทุ่งยั้ง (ส่วนหนึ่งของอุตรดิตถ์) จรดถึง หลวงพระบาง
- ด้านทิศตะวันตก ขยายไปจนถึงรัฐฉาน (ตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า) เช่น เมืองไลคา เมืองยองห้วย เมืองสีซอ

ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช อาณาจักรล้านนา ยังได้ทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ นานถึง 25 ปี โดยมีสาเหตุมาจากความต้องการในการแผ่อิทธิพลเข้าไปในสุโขทัยของทั้งสองอาณาจักร แต่ไม่มีฝ่ายไหนได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ทั้งสองอาณาจักรจึงผูกสัมพันธไมตรีต่อกัน จนกระทั่งอาณาจักรล้านนาตกเป็นประเทศราชของพม่าในปี พ.ศ. 2101

การล่มสลายของอาณาจักร
อาณาจักรล้านนาเริ่มเสื่อมลงในปลายรัชสมัย "พญาแก้ว" เมื่อกองทัพเชียงใหม่ได้พ่ายแพ้แก่ทัพเชียงตุงในการทำสงครามขยายอาณาจักร ไพร่พลในกำลังล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปีนั้นเกิดอุทกภัยใหญ่หลวงขึ้นในเมืองเชียงใหม่ ทำให้บ้านเรือนราษฎรเสียหายและผู้คนเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมาก สภาพบ้านเมืองเริ่มอ่อนแอเกิดความไม่มั่นคง หลังจาก "พญาแก้ว" สิ้นพระชนม์ก็เกิดการจลาจลแย่งชิงราชสมบัติ ระหว่างขุนนางมีอำนาจมากขึ้น ถึงกับแต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าได้ เมื่อนครเชียงใหม่ศูนย์กลางอำนาจเกิดสั่นคลอน เมืองขึ้นต่าง ๆ ที่อยู่ในการปกครองของเชียงใหม่จึงแยกตัวเป็นอิสระ และไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการอีกต่อไป

เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 1 พระเจ้าบุเรงนอง แห่งอาณาจักรตองอูได้ทำศึกมีชัยชนะไปทั่วทุกทิศานุทิศ จนได้รับการขนานนามพระเจ้าผู้ชนะสิบทิศ พระเจ้าบุเรงนองได้ทำศึกยึดครองนครเชียงใหม่ไปประเทศราชได้สำเร็จ รวมทั้งได้เข้าได้ยึดเมืองลูกหลวงและเมืองบริเวณของเชียงใหม่ไปเป็นประเทศราชด้วย ในช่วงแรกนั้นทางพม่ายังไม่ได้เข้ามาปกครองเชียงใหม่โดยตรง เนื่องจากยุ่งกับการศึกกับกรุงศรีอยุธยา แต่ยังคงให้ "พระเจ้าเมกุฎิ" ทำการปกครองบ้านเมืองต่อตามเดิม แต่ทางเชียงใหม่จะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการไปให้หงสาวดี ต่อมา "พระเจ้าเมกุฎิ" ทรงคิดที่จะตั้งตนเป็นอิสระ ฝ่ายพม่าจึงปลดออกและแต่งตั้ง "มหาเทวีวิสุทธิ" เชื้อสายราชวงศ์มังราย ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นพระมารดาของพระเจ้าเมกุฏิ[7][8] ขึ้นเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่แทน จนกระทั่งมหาเทวีวิสุทธิสิ้นพระชนม์ ทางฝ่ายพม่าจึงได้ส่งเจ้านายทางฝ่ายพม่ามาปกครองแทน เพื่อคอยดูแลความเรียบร้อยของเมืองเชียงใหม่ ในสมัยนั้นเมืองเชียงใหม่เกือบจะเป็นเมืองพระยามหานครของพม่าแล้ว อีกประการหนึ่งก็เพื่อที่จะเกณฑ์พลชาวเชียงใหม่ และเตรียมเสบียงอาหารเพื่อไปทำศึกสงครามกับทางกรุงศรีอยุธยา

อาณาจักรล้านนาในฐานะเมืองขึ้นของพม่าไม่ได้มีความสงบสุข มีแต่การกบฏแก่งแย่งชิงอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แต่เชียงใหม่อย่างเดียว แต่เมืองอื่น ๆ ในล้านนาก็ด้วย จนกระทั่งราชวงศ์นยองยาน สถาปนาอาณาจักรรัตนปุระอังวะอีกครั้งจึงหันมาปกครองเชียงใหม่โดยตรง

 

อ้างอิง
1 : 1.0 1.1 สรัสวดี อ๋องสกุล. หน้า 25. "ในปัจจุบันดินแดนล้านนาหมายถึงดินแดน 8 จังหวัดภาคเหนือคือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน"
2 : 2.0 2.1 2.2 สรัสวดี อ๋องสกุล. หน้า 21.
3  สรัสวดี อ๋องสกุล. หน้า 22.
4 : 4.0 4.1 สรัสวดี อ๋องสกุล. หน้า 23.
5 พระเจ้าติโลกราช ประกาศแสนยานุภาพเมืองเหนือ (E.Q.Plus)
6  ศรีสักดิ์ วัลลิโภดม.ล้านนาประเทศ.กรุงเทพฯ : มติชน,2545
7  สรัสวดี อ๋องสกุล ศาสตราจารย์. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ:อมรินทร์, 2552. หน้า 272
8 สุเนตร ชุตินธรานนท์. ดร. พม่ารบไทย. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ:มติชน, 2554. หน้า 293

ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/

549
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=nl2BKyq2krc" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=nl2BKyq2krc</a>

ประวัติศาสตร์ ล้านนา จัดทำโดย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอ โดย โลกล้านนา lannawrold.com

550
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Rd2NfuFKVTE" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=Rd2NfuFKVTE</a>

เพลง น้อยใจยา (จรัล - สุนทรีย์)

(..ชาย.)
ปวง ดอกไม้ เบ่งบานสลอน....
ฝูงภมร ภู่ผึ้งสอดไซร้
ดอกพิกุลของเปิ้นต้นใต้
ลมปัดไม้มาสู่บ้านตู๋
ฮู้แน่ซัดเข้าสอดสองหู
ว่าสีจมปู ถูกป้อมเก๊าเนิ้ง....
เก๊ามันต๋าย ป๋ายมันเซิ่ง
ลำกิ่งเนิ้ง ต๋ายโก่นตวยแนว
ดอกพิกุล ก่คือดอกแก้ว
ไปเป๋นหองเปิ้น แล้ว เหนอ
....(.หญิง.)
แปม เก๊าเนิ้ง กิ่งมันบ่ถอน....
บ่ไหวคลอนเฟือนเตี่ยงมันแต้เล่า
ต๋ามกำลม เปิ้นปัดออกเข้า
มีแต่เก๊า ไหวหวั่นคลอนเฟือน
กิ่งมันแต้ บ่แซสะเหลือน
บ่เหมือนลมเจย
ลำเพย ก่จะนั้น....
ใจ๋คำญิง นี้หนิมเตี่ยงมั่น
บ่เป๋นหองเปิ้น..คนใด
ยังเป๋นกระจก แว่นแก้วเงาใส
บ่ไหวคลอนเงี่ยง จาย เหนอ
....(.ชาย..)
ตั๋ว ปี้น้อยจักขอถาม....
ต๋าม กำลมเปิ้นมาเล่าอู้
ว่านายมีจู้ อยู่บ้านวังสิงห์คำ
ฝ่ายตางปู้นเปิ้นมาใส่ผะจ๋ำ
บ้านวังสิงห์คำ เปิ้นมาหมั้นก่ไว้แล้ว....
ตางฝ่ายปั๋นตั๋ว น้องนางแว่นแก้ว
ก่ตกลงแล้ว บ่ไจ่กาหา
เปิ้นจะกินแขก แต่งก๋านก่วิวาห์
เมื่อใดจา ปี้น้อยไคร่ฮู้เก้า....
ส่วนไจยาบ่สมเปิงเจ้า
เพราะเขียมเข้าของ..เงินทอง
ฝ่ายตางนาย บ่หมายเกี่ยวข้อง
มาละหมองต่ำ ก้อย เหนอ
....(.หญิง.)
ตั๋ว น้องนี้บ่ลาไหลหลง....
ก๋านตกลงก่ยังบ่แล้ว
จึงเจิญตั๋วปี้มาห้วยแก้ว
เพราะใคร่ฮู้กำฟู่กำจ๋า
จึงเจิญน้อย ปี้มาเปิกษา
จะว่าใดจา ตั๋วน้องก่ไคร่ฮู้....
ก๋านตี้มาฟู่อู้
จะเอาเป็นจู้กาว่าเอาเป๋นเมีย
หรือจักลบล้างลืมลายหน่ายเสีย
บ่เอาเป๋นเมีย
หรือจักทิ้ง เสียแล้ว....
หรือเอาเป๋น เมียนางจ้างแก้ว
อยู่เป๋นกู้ ข้างเตียมคิง
ขอบอกนายหื้อแน่ใจ๋จริง
บ่อำพรางนาถ น้อง เหนอ
....(..ชาย.)
บ่จุ๊หรอกน้อง หื้อหม่นหมองหมาง..
บ่ล่อลวงพรางแม่นางฮ้างแค้ว
ปี้หมายเอาเป๋นเมียนางจ้างแก้ว
บ่หื้อคลาดแคล้วเรื่องกำสีเนห์
หลอนแก้วน้องใจยังบ่เหว
เตี่ยงสมคะเน เหมือนปี้กึ๊ดเล่า....
หลอนปี้จุ๊ก็ยังล่ายเจ้า
ขอหื้อฟ้าผ่าหัวแม่เมียตาย
ลูกแม่ญิง อู้เล่นก่บ่ดาย
ลูกป้อจาย อู้แต้ก่บ่ปัง....
หลอนนายต๋ายไปเป๋นไก่ตั้ง
ปี้น้อยจักต๋ายเป็นพื้น
ฟู่บ่ถูก วันฟูกก่บ่ขืน
ฟู่ม่าคืนตึงบ่ขืนเมื่อจ้าว....
ก๋านฮักกั๋นหองข้าตึงเจ้า
เผียบเหมือนเหล้า..กับปาง
ปากกำไดปี้ก็ตึงอ้าง
บ่ไจ่จางจาก น้อง เหนอ
....(.หญิง.)
หลอน ว่าแต้เหมือนดั่งกำจา....
น้องขอสัญญากับตั๋วปี้น้อย
บ่ขอฮักไผ ซักเต้ากึ่งก้อย
ขอฮักปี้น้อย ไจยานี้ก่คนเดียว
คนอื่นนับร้อยตึงบ่แลบ่เหลียว
จะขอฮักเดียวจายเดียวก่เต้านี้....
หลอนว่าน้องจุ๊หรือสัปปะรี้
ขอหื้อฟ้าผ่าหัวพ่อผัวต๋าย
ลูกแม่ญิงบ่ไจ่ว่าบ่ดาย
ลูกป้อจายขี้จุ๊ก่แต้ๆ....
กิ๋นก่ยังตึงแก้ สะเรียมยำใส่แย้
บะเขือแจ้ยำใส่เตา
หลอนปี้น้อยไจยาฮักแต้ข้าเจ้า
ก็ยินดีจิ่ม แต้ เหนอ

551
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=v8avjb5ogd4" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=v8avjb5ogd4</a>

กลีบ ขาวนวล กลิ่น เย้ายวน จวน ใฝ่ฝัน เมือมา..แซม ผมงาม นาม นั้นฤา คือ เอื้องแซะหลวง บวงสรวง เตวา ฮืม....
ศรัทธา ใฝ่หา วิญญา ฮ่ำฮ้อง หัวใจ๋ ใฝ่ปอง กู่ฮ้อง ฮ่ำหา...เอื้อง แซะงาม เมื่อยามฮักมา ดั่ง กำสัญญา ว่าใจหนอ รอคอย..
ลม แล้งเอย อย่าเลยพัดพา จ้วยนำฮักมาข้ามฟ้า แดนดอย ฮืม....
ศรัทธา ข้าน้อย รอคอย..คอยหา คำมั่น สัญญา บ่ลา ร้างห่างไป
เอื้องขาวนวล เจ้าเย้ายวน กลิ่นครวญชวนเชย ความฮักเอย ฮื้อมาแนบทรวง วิญญาณ ผู้เกยผิดหวังยังรอขอคุ้มอุ้มชู ผู้บูชาฮักแต๊ แน่ จง สมหวัง
กลีบ ขาวนวล กลิ่น เย้ายวน ชวน ใฝ่ฝัน มั่นฟ้า..เอื้อง แซะงาม ขอความ ฮักมา ดั่งกำสัญญาว่าใจหนอ รอคอย ฮืม.......
ศรัทธา ข้าน้อย รอคอย..คอยหา คำมั่น สัญญา บ่ลา ร้างห่างไป..
เอื้องขาวนวล เจ้าเย้ายวน กลิ่นครวญชวนเชย ความฮักเอย ฮื้อมาแนบทรวง
วิญญาณฮักตี้ผิดหวังยังรอขอคุ้มอุ้มชู ผู้บูชาฮักแต๊ แน่จง สมใจ วิญญาณฮักตี้ผิดหวังยังรอขอคุ้มอุ้มชู ผู้บูชาฮักแต๊ แน่จง สมใจ

552
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=647K33iFqoA" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=647K33iFqoA</a>

รูปเก่าเล่าเรื่อง ขับจ๊อย โดย แม่บัวซอน ถนอมบุญ

553
ภาพเชียงใหม่ในอดีต ชุด 2

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=IXm3UEn8o1E" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=IXm3UEn8o1E</a>

554
ภาพเชียงใหม่ในอดีต - ชุดที่ 1

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=98baBLKMb-0" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=98baBLKMb-0</a>


555
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Dfk0aZE9sxY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=Dfk0aZE9sxY</a>

เพลง ปราสาทไหว หรือ เพลงแหย่งหลวงแหย่งน้อย

วงสะล้อซอซึง
ซึง ๑ : นายเลื่อน แสนปัญญา
ซึง ๒ : นายสมฤทธิ์ ชอบดี
ขลุ่ย : นายก๋วนตา เชียงตา
สะล้อ : นายศรีนวล ธรรมปัญญา
กลอง-ช่างซอ : นายดวงจันทร์ วิโรจน์
ฉาบ-ช่างซอ : นางอานันท์ ธรรมปัญญา

หน้า: 1 ... 36 [37] 38