แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Messages - ฮักล้านนา

หน้า: 1 [2] 3 ... 39
16
รูปนักโทษกบฏ (หรือนักสู้) เงี้ยวเมืองแพร่

๑. หนานพียะ ลาว (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) โทษฆ่าหลวงวิมล ข้าหลวงผู้ช่วย จำคุก ๑๕ ปี
๒. โสม ลาว (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) โทษลักโค จำคุก ๒ ปี
๓. สล่าปา เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๔. หม่องหลวง พม่า คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๕. ส่างกราน เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษฆ่านายร้อยตำรวจตรีตาด จำคุก ๑๐ ปี
๖. คำพีละ เงี้ยว โทษปล้นเมืองแพร่และเมืองลำปาง จำคุก ๑๕ ปี
๗. น้อยใจ ลาว (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) โทษลักโค จำคุก ๒ ปี
๘. ส่างยอน เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษฆ่านายร้อยตำรวจตรีตาด จำคุก ๒ ปี
๙. หม่องปลิว พม่า คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๑๐. หม่องกาซิน แขก คนในบังคับอังกฤษ โทษตีคนลาวตาย (สมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่าลาว) จำคุก ๑๒ ปี
๑๑. หม่องยง พม่า โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๑ ปี
๑๒. ส่างน้อย เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองสอง จำคุก ๑๐ ปี
๑๓. คำยี เงี้ยว โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๑ ปี
๑๔. ส่างหมูลินต๊ะ เงี้ยว โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๑ ปี
๑๕. ส่างคำ เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน
๑๖. ปู่มอง เงี้ยว คนในบังคับอังกฤษ โทษปล้นเมืองลำปาง จำคุก ๙ เดือน

ถ่ายภาพที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ร.ศ.๑๒๑ (สมัยนั้นเปลี่ยนปีใหม่เมื่อวันจักรี เทียบ พ.ศ.ปัจจุบันคือ พ.ศ. ๒๔๔๖) นักโทษบังคับสยามไปจำคุกมหันตโทษ ขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม มิสเตอร์โรแรนซ์ แวนเดอร์ เป็นผู้บัญชาการเรือนจำ ส่วนนักโทษบังคับอังกฤษไปจำคุกสถานทูตอังกฤษ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้วัดม่วงแค บางรัก

ข้อมูลจากเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

17
สถานีตำรวจเมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พุทธศักราช 2480

Cr.Siam Thailand&Bangkok Old

18
ถนนท่าแพ พ.ศ.2495 ทุกอย่างดูวุ่นวาย เพราะ น้ำท่วมกาดหลวง
จึงทำให้แม่ค้าย้าย มากางร่ม ขายชั่วคราว
ที่ถนนท่าแพ
ในภาพ ด้านขวา
จะเห็นป้ายโฆษณาจักรยาน ราเลห์
และ มุมซ้าย ก็เป็นอาคารเก่า ที่คุ้นตา
ปัจจุบันเป็นธนาคารUOB
ภาพถ่ายเมื่อ 68 ปีที่แล้ว
เด็กคนหน้าสุดในภาพ
ตอนนี้คงอายุ ราว 75ปี

ภาพถูกถ่ายโดย
คุณสุทธิพร พงศ์เดชขจร

คุณ สุทธิพร เป็น ผู้เปิดกิจการ
ขายเสื้อเชิ้ตชาย ก่อนพัฒนามาเป็น
เครื่องแบบนักเรียน "สุทธิพร"
ที่ชาวเชียงใหม่รู้จักกันดี

ขอบคุณภาพถ่ายจาก เพจ Surapong Nae

19
เจ้าหลวงกาวิละ ถูกลงโทษตัดขอบใบหู !!!

พระยาจ่าบ้าน (บุญมา)
ได้รับการสถาปนาเป็น “พระยาวชิรปราการ”
.
เมื่อพระยาจ่าบ้าน (บุญมา)
ยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้แล้ว
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สิน)
โปรดเกล้าฯ รับรองสถาปนา

เจ้าพระยาหลวงจ่าบ้าน (เจ้าบุญมา)
อรรคมหาเสนาบดีที่ ๓ ของเมืองเชียงใหม่
เป็น “พระยาวชิรปราการ” (พระยาวิเชียรปราการ) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๓๑๗-๒๓๒๒)

เจ้าน้อยก้อนแก้ว (หลานเจ้าพระยาหลวงจ่าบ้าน) เป็นพระยาอุปราช เมืองนครเชียงใหม่

เจ้าน้อยโพธิ์ เป็นพระยาราชวงศ์ เมืองนครเชียงใหม่

เช็กคายแคง (พระเมืองไชย หรือ พญาไชยวงศา)
เจ้าเมืองลําพูนเป็น “พระยาไชยวงศา”
เจ้าผู้ครองนครลําพูนตามเดิม

เจ้าน้อยตอนต้อ (น้องเช็กคายแคง)
เป็นพระยา อุปราช เมืองนครลําพูน

เมืองนครเชียงใหม่ เมืองนครลําปาง
และ เมืองนครลําพูน
จึงกลายเป็นประเทศราชของสยาม
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๗ เป็นต้นมา
.
ข้าหลวงสยาม ข่มเหงประชาราษฎรล้านนา
จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๓๒๒
เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง)
และ เจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา)
สั่งให้ข้าหลวงสยาม ยกพลจํานวน ๓๐๐ คน
มาจากเวียงจันทน์ เพื่อมาดู
หัวเมืองประเทศราชล้านนา
ที่เพิ่งยอม เข้าสวามิภักดิ์

แต่ข้าหลวงสยาม ได้กระทําประพฤติมิชอบ
ข่มเหงชิงทรัพย์ และ ฉุดคร่าข่มขืนหญิงสาว
ชาวบ้าน ชาวเมืองจึงไปร้องทุกข์
ต่อเจ้าหลวงกาวิละ
เจ้าผู้ครองนครลําปางองค์ที่ ๓
(พ.ศ. ๒๓๑๗ - ๒๓๒๕)

เจ้าหลวงกาวิละ จึงได้ทรงยกกําลังไพร่พล
ไปฆ่าข้าหลวงสยาม
บาดเจ็บล้มตายเป็นจํานวนมาก
.
“...เจ้าแม่ทับใหญ่ทั้งสองพระองค์
จึงเกณฑ์กองทับ ๓๐๐ ตนเป็นข้าหลวงลุก
มาแต่เมืองเวียงจัน มาตรวจตรา ผ่อคอย
หัวเมืองทั้งมวล เมืองน่าน เมืองลคร เมืองแพล่ ข้าหลวงหมู่นั้นค็มาข่มเหงคระเนงร้าย
ลู่ชิงเอาสิ่งของเงินคำ ผ้าผ่อนชักลากเอา
ลูกเด็กลูกอ่อน ลูกร้างหลานสาวชาวบ้าน
ชาวเมืองไพ กะทําตามน้ำใจ...”
.
ในส่วนข้าหลวงสยาม ที่รอดตายได้
ลงไปกราบทูลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สิน)
พระองค์จึงมีท้องตราเรียกให้
พระยาจ่าบ้าน (บุญมา)
และ เจ้าหลวงกาวิละ
ให้เข้าเฝ้าถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง
และ มีท้องตราเรียกให้เข้าเฝ้าอีก

เมื่อเจ้าหลวงกาวิละ ได้เข้าเฝ้า
จึงทรงให้เฆี่ยนองค์ละ ๑๐๐ ที
และ ปาดขอบหูของเจ้าหลวงกาวิละ ทั้ง ๒ ข้าง
แล้วก็ให้จําคุกไว้ที่กรุงธนบุรี

ต่อมาเจ้าหลวงกาวิละ
จึงทูลขอไปตีเมืองเชียงแสน
เพื่อแก้โทษของตน
ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สิน)
ก็โปรดเกล้าฯ ให้คืนอยู่ในราชศักดิ์เดิม
แต่มิได้ให้ เจ้าพพระยาหลวงจ่าบ้าน (เจ้าบุญมา) กลับคืนมาด้วย

ต่อมาไม่นานเจ้าพระยาหลวงจ่าบ้าน (เจ้าบุญมา)
ก็ประชวร และ ถึงแก่พิราลัยในคุกที่กรุงธนบุรี
ใน พ.ศ. ๒๓๒๒

เจ้าหลวงกาวิละ ได้จัดกองทัพคุม
กองกําลัง ๓๐๐ คนขึ้น ไปรบเชียงแสน
แต่ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕
ทางสยามมีการผลัดแผ่นดินใหม่

เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง)
ได้สั่งให้ประหาร สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สิน)
และ ทําการปราบดาภิเษก
ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ทองด้วง)
ปฐมกษัตริย์สยามราชวงศ์จักรี (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๕๒)

และมี เจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา)
พระราชอนุชา ขึ้นเป็น
กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

เจ้าหลวงกาวิละ จึงได้นําสิ่งของเครื่องใช้
และ เชลยศึกเมืองเชียงแสน
ลงไปถวายพระมหากษัตริย์สยามพระองค์ใหม่ พระองค์ก็ทรงถือเป็นความชอบ

จึงโปรดเกล้าฯ รับรองสถาปนา
เจ้าหลวงกาวิละ เจ้าผู้ครองนครลําปางองค์ที่ ๓

เป็น "พระยามังราวชิรปราการกําแพงแก้ว”
(เจ้าหนานกาวิละ)
เจ้าผู้ครอง นครเชียงใหม่องค์แรก
ในราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน (พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๕๘)
ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุ ๔๐ พรรษา

ขอบคุณเรื่องราวจาก

อภิชิต ศิริชัย
6.3.63

เอกสาร ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

20
ในขณะที่พระญามังรายได้ส่งขุนฟ้าไปเมืองหริภุญชัยแล้ว จึงรับสั่งให้ราชโอรสองค์ใหญ่ ทรงพระนามว่าขุนเครือง ซึ่งมีพระชนมายุ ๑๓ พรรษาให้ไปครองเมืองเชียงราย ส่วนพระยามังรายครองราชย์สมบัติ ณ เมืองฝาง ฝ่ายขุนเครื่องราชโอรส เสด็จไปครองเมืองเชียงราย อยู่ไม่นานนักอำมาตย์ผู้หนึ่ง มีชื่อว่าขุนใสเวียง ได้กราบทูลยุยงให้คิดกบฎต่อพระบิดา โดยให้ชิงเอาราชสมบัติเมืองเชียงรายเสีย และให้จัดกำลังพลแข็งเมือง ฝ่ายพระยามังรายทรงทราบ จึงปรารภว่าขุนเครืองผู้มีบุญน้อยจะมาคิดแย่งราชสมบัติกูผู้เป็นพ่อเช่นนี้ จักละไว้มิได้จึงมอบให้ขุนอ่องซึ่งเป็นทหารผู้ไว้วางพระราชหฤทัยผู้หนึ่ง ไปเชิญขุนเครืองผู้โอรสให้มาเฝ้าที่เมืองฝาง ในขณะที่ราชโอรสเดินทางจากเมืองเชียงราย จะมาเฝ้าพระราชบิดาตามคำบอกเล่าของขุนอ่อง ท่านพระยามังรายจึงมอบให้ทหารผู้แม่นธนูได้ดักยิงที่กลางทางด้วยธนูอาบยาพิษ ทำให้ขุนเครืองสิ้นพระชนม์ระหว่างทาง ที่แห่งหนึ่งในเขตอำเภอพร้าว บริเวณนั้นพระยามังรายได้เสด็จมาจัดการพระศพราชโอรสและทรงให้สถาปนา บริเวณ ที่ขุนเครืองถูกปลงพระชนม์นั้นเป็นอารามเรียกว่า วัดเวียงยิง มีซากเจดีย์ร้างอยู่แห่งหนึ่งอยู่บนเนินเขาที่บ้านทุ่งน้อย ตำบลบ้านโป่งอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านเรียกว่า วัดเชียงยิง หรือวัดกู่ยิง(วัดสันป่าเหียง) ครั้นแล้วก็โปรดให้อัญเชิญพระศพไปฌาปนกิจเสียที่เมืองเชียงรายและในวัดแห่งนี้ต่อมาเป็นวัดร้าง และมีพระพุทธรูปเก่าแก่ประดิษฐานอยู่ ๒ องค์มีลักษณะสวยงามมาก ขณะนี้เก็บไว้ที่ วัดป่าลัน ตำบลบ้านโป่ง และที่วัดหนองอ้อตำบลเวียง เรียกว่า พระฝนแสนห่า

จากเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

21
ภาพเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าเมืองเชียงใหม่คนสุดท้าย เดินคู่กับ​ เจ้ามหาพรหม​สุรธาดา​ เจ้าเมืองน่าน​ (ขวา) ใน พ.ศ.2469

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 7 เสด็จเลียบมณฑลพายัพ พระราชราชาเจ้าดารารัศมี จึงได้ชักชวนเจ้านายในมณฑล ทั้งชายหญิงให้ฟ้อนรำรับเสด็จ

หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงบันทึกว่า ตามประเพณีของทางเหนือแล้ว หากมีแขกต่างบ้านต่างเมืองมาถึง เจ้าเมืองจะต้องออกมาฟ้อนรับ เป็นการแสดงความยินดี รวมถึงการทำขวัญ ที่มีการให้พร ผูกข้อไม้ข้อมือ เพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่ผู้นั้น ในวันพิธีนั้นรัชกาลที่ 7 พร้อมด้วยสมเด็จฯ พระราชินีประทับ ณ พลับพลา หน้าศาลากลาง (ปัจจุบันที่ตั้งพลับพลาเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์สามกษัตริย์) กระบวนนำมาด้วยบายศรีใหญ่ สำหรับรัชกาลที่ 7 “…หลังบายศรีอันหน้าก็ถึงเจ้านายผู้ชาย…คู่หน้าเจ้าหลวงเชียงใหม่ และ เจ้าหลวงน่าน
คู่ที่ 2 เจ้าหลวงเมืองลำพูน และ เจ้าราชบุตร

แล้วก็ต่อมาตามยศและอายุเป็นคู่ ๆ ราว 16 องค์

ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงบันทึกไว้อีกว่า
“…เมื่อวันสมโภชเมืองเชียงใหม่ วันนั้นมีกระบวนต่าง ๆ ของพวกชาวเชียงใหม่ ทุกชาติ ทุกภาษา แห่นำหน้า แล้วถึงกระบวนบายศรี มีปี่พาทย์นำหน้า พวกเจ้านายผู้ชายเดินตามบายศรี
ที่สำหรับสมโภชสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีเจ้านครเชียงใหม่ เจ้านครน่าน และเจ้านครลำพูน เป็นหัวหน้า ต่อมาถึงเจ้านายชั้นรอง รวมกันกว่า 30 คน แต่ละคน แต่งตัว นุ่งผ้าปักลาย ใส่เสื้อเยียรบับ คาดสำรดประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เดินเป็นคู่ ๆ อยู่ข้างหลังบายศรี พอเข้าในบริเวณพลับพลา ก็พร้อมกันยกมือขึ้นกราบถวายบังคม แล้วต่างฟ้อนตรงเข้าไปเฝ้า พวกเจ้านายผู้หญิงก็เดินตามเป็นคู่ ๆ และฟ้อนเข้าไปเฝ้าอย่างเดียวกัน พวกคนดูทั้งไทยและฝรั่งขึ้นไป จากกรุงเทพและชาวเมืองนั้น พากันออกปากว่า สง่างามอย่างแปลก ดูน่าชมเป็นอย่างยิ่ง”


ขอขอบคุณเพจ เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

22
ชุดกาบคำ ที่ เจ้าบ่าวเจ้าสาว สวมใส่ในงาน มงคลสมรสของ เ้จ้าสุคันธา ณ เชียงตุง กับ เจ้าเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ ที่เมืองเชียงตุงเมื่อ 22 /2/2475

ในภาพเจ้าอินทนนท์สวม เสื้อกาบคำตัวยาว เจ้านางสุคันธา สวมเสื้อกาบคำ และ ซิ่นไหมคำเชียงตุง

สัมภาษณ์ตอนหนึ่งในนิตยสารแพรวเมื่อหลายสิบปีก่อน เจ้าสุคันธาได้ย้อนรำลึกถึงสมัยแต่งงานว่า

ถาม : ท่านพบกับเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ (สามี) ได้อย่างไรคะ?

พบกันตอนอายุยี่สิบสองปีเท่ากัน
แต่ฉันแก่กว่าเจ้านนท์สิบกว่าวัน
เจ้าแว่นแก้ว พี่สาวของฉัน มีคนมาสู่ขอ
เมื่ออายุสิบหก เลยถูกเจ้าพ่อบังคับให้แต่งงาน
นั่งร้องไห้ร้องห่ม ไม่มีโอกาสได้รู้จัก
กับชายคนอื่นเลยต้องโดนจับคลุมถุงชน
ตั้งแต่เด็ก ฉันเองไม่เคยรู้จักเจ้านนท์มาก่อน
แต่ตอนนั้นจะมีนักสืบ หรือ แม่สื่อ
เป็นคนสืบให้ว่าคนที่มาสู่ขอนั้นมีประวัติ
นิสัยใจคอเป็นอย่างไร หลังจากหมั้นได้
แปดเดือนก็แต่งงาน

ถาม : วันพิธีแต่งงานเป็นอย่างไรบ้างคะ?

มีเรียกขวัญ ผูกข้อมือ เจ้าพ่อท่านส่งจดหมายไปเชิญเจ้าเมืองต่างๆมาร่วมงานด้วยแต่การเดินทางสมัยนั้นยังลำบากอยู่ และไม่ใช่งานแต่งของเจ้าฟ้าคนสำคัญอะไรเขาเลยส่งของขวัญมาแทนงานหมั้น ไม่มีพิธีหรอกมีแต่เลี้ยงข้าวและสวมแหวนเท่านั้นเอง ส่วนพิธีแต่งงานมีสองวัน วันแรกเป็นวันผูกข้อมือ จะมีคนออกมาอ่านหนังสือกล่าวขวัญอวยพรให้กับเจ้าบ่าวเจ้าสาวเสร็จแล้วแขกผู้ใหญ่จะเอาด้ายผูกข้อมือใครที่เตรียมของขวัญมาก็ให้คู่บ่าวสาวในตอนนั้นวันต่อมาเป็นวันดำหัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องยืนบนแท่นสูงเพื่อให้แขกพรมน้ำอวยพร
ฉันจำได้แม่นว่า วันนั้นเจ้านนท์ใส่เสื้อครุยยาว ที่เรียกกันว่าเสื้อคำ ซึ่งเป็นเสื้อเฉพาะของเจ้าฟ้าเชียงตุงที่ได้รับพระราชทานจากกษัตริย์อังวะ และสวมชฎา ทีแรกท่านสวมชฎา แต่บอกว่าเจ็บ ตอนหลังทนไม่ไหวเลยต้องถอดออกแล้วใช้ผ้าเคียนหัวแบบธรรมดาแทน หลังจากที่คู่สมรสกล่าวเสร็จจึงจะดำหัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว เป็นการพรมน้ำไม่ใช่ดำหัวจริงๆ จากนั้นจะมีการแห่คู่บ่าวสาวหนึ่งรอบก่อนเสร็จพิธี ถ้าเป็นสมัยก่อนนั้นไปอีกคู่บ่าวสาวต้องนั่งแห่ไปบนหลังช้าง แต่พอมาถึงสมัยฉัน เจ้าสาวกลับนั่งแห่ไปบนรถยนต์ประดับประดาด้วยดอกไม้ฉันต้องนั่งรถจากตำหนักเจ้าพรมลือเพื่อไปรับเจ้าบ่าวที่ศาลากลาง แล้วเจ้าบ่าวจะขี่ช้างตามเจ้าสาวไปที่บ้านฉัน ถ้าเป็นงานแต่งระดับเจ้าผู้ครองนคร ต้องกมีการเลี้ยงอาหารฝรั่ง เนื่องจากในเชียงตุงมีฝรั่งมาพักอยู่มากเหมือนกัน

งานเสกสมรสของเจ้าอินทนนท์ กับเจ้าหญิงแห่งเมืองเชียงตุง คือ เจ้าหญิงสุคันธา ณ เชียงตุง ธิดาในเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง ณ หอคำเชียงตุงนั้นในหนังสือเพชรล้านนา เล่มสอง ระบุไว้ในหน้าที่๘๘ ว่า เจ้าหญิงบัวทิพย์ ได้เคยเดินทางไปเชียงตุงในพ.ศ. ๒๔๗๖ พร้อมคณะซึ่งมี อำมาตย์โท เจ้าราชภาคินัย( เมืองชื่น ณ เขียงใหม่ ) สวามี และ เป็นเจ้าภาพแทนเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้านายที่ได้เดินทางไปในครั้งนี้ มี เจ้าหญิงทิพวรรณ กฤษดากร เจ้าหญิง บุ้ ราชภาติกวงค์ ณ เชียงใหม่ เจ้าหญิง อำพัน สิโรรส

เจ้าอินทนนท์ ได้เสกสมรส กับ เจ้าหญิงแห่งเมืองเชียงตุง คือ เจ้าหญิงสุคันธา ณ เชียงตุง ธิดาในเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง ณ หอคำเชียงตุง ขณะที่มีพระชนมพรรรษา 22 พรรษาทั้ง 2 พระองค์ โดยมีเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินทแถลงเจ้าหอคำ เจ้านางปทุมมหาเทวี เป็นเจ้าภาพเมื่อ พ.ศ. 2475 มีร้อยเอกโรแบรด์ ข้าหลวงอังกฤษผู้กำกับราชการนครเชียงตุง ร่วมเป็นเกียรติในงานมงคลสมรส เจ้านางสุคันธาและเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ จึงเป็นสายใยแห่งความรักของราชสำนักเชียงใหม่และเชียงตุง รุ่นราชโอรส ราชธิดา "เจ้าหลวง" สองราชสำนักรุ่นสุดท้าย โดยมีโอรส ธิดา 5 พระองค์ คือ

1. เจ้ารัตนนินดนัย ณ เชียงใหม่
2. เจ้าวิไลวรรณ ณ เชียงใหม่
3. เจ้าสรรพสมบูรณ์ ณ เชียงใหม่
4. เจ้าไพฑรูย์ศรี ณ เชียงใหม่
5. เจ้าวีระยุทธ ณ เชียงใหม่ อดีตผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสันป่าตอง สิ้นชีพิตักษัย

เจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ สิ้นชีพตักษัยในปี พ.ศ. 2534 สิริพระชนมายุ 81 พรรษา ถึงแก่พิราลัย
เจ้านางสุคันธา ณ เชียงใหม่ ได้สิ้นชีพเมื่อชันษา 90 ปี ที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งพระศพบำเพ็ญกุศลที่วัดเจดีย์หลวง ส่งสการ ณ ฌาปนกิจสถานสันกู่เหล็ก ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2546

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=-cV2trnv1zM" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=-cV2trnv1zM</a>

23
ภาพเจดีย์ เชียงยัน วัดเชียงยัน เมืองลำพูน

มีเจดีย์องค์หนึ่งถ้าไม่ตั้งใจไปชมจริงๆ จะไม่ได้เห็นเพราะเป็นจุดลับตาจากนักท่องเที่ยว เจดีย์องค์นี้มีชื่อเรียกกันว่าเจดีย์เชียงยันตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาสด้านทิศเหนือขององค์พระธาตุหริภุญชัย ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐทรงปราสาท 5 ยอด นักประวัติศาสตร์ศิลปะหลายท่านกำหนดอายุของ
เจดีย์องค์นี้ ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ส่วนประติมากรรมปูนปั้นประดับองค์เจดีย์นั้นสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นงานซ่อมในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21
และน่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับการปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุหริภุญชัย ไม่ยุคไดก็ยุคหนึ่งเพราะมีรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน
เจดีย์เชียงยัน มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติโบราณสถานโบราณวัตถุศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
พศ 2508 เมือวันที่ 30 ตุลาคม 2522 เล่ม 96 ตอนที่184 ในภาพเก่าภาพนี้เป็นภาพเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ ผู้ตรวจราชการมณฑลพิษณุโลกและมณฑลพายัพ ถ่ายรูปยืนใกล้กับเจดีย์เชียงยันภาพนี้ถ่ายไว้ปี พศ 2459 หรือเมื่อ 103 ปีผ่านมาแล้ว

สำเนาภาพจากหอจดหมายแห่งชาติ
ขอขอบคุณภาพและประวัติหมายเหตุหริภุญไชยและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองลำพูน

เครดิต เล่าเรื่องเมืองล้านนา, เรื่องเล่าล้านนา

24
เทวดาในมุมหนึ่งของหอพระแก้ว

25
หอพระแก้วร้าง
โบสถ์พระแก้ว ที่เมืองเชียงใหม่
ตอนนี้รื้อเสียแล้ว ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2443-2446"
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ภาพมุมกว้างจะเห็น ภาพเทวดาปูนปั้นหลายมุม
ตอนนี้มีหลักฐานอาคาร
เดินดูได้ที่ ใต้ฐานศาลากลางเก่า ครับ

.ปัจจุบัน คือ ...ที่ตั้งศาลาจังหวัดเชียงใหม่ (หลังเดิม)
จากหลักฐาน แผนที่เมืองนครเชียงใหม่
ที่พระวิภาคภูวดล (แมคคาร์ธี)
ทำไว้เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๔๐ นั้น
ที่ตั้งคุ้มหลวงกลางเวียง คือ
บริเวณที่เป็นโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ในปัจจุบัน
ส่วนที่ศาลา รัฐบาลมณฑลพายัพ
ที่ได้ใช้เป็นศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมานั้น

บริเวณนั้น เดิมเป็น หอพระแก้วร้าง
สร้างติดกับวัดอินทขิล(วัดที่อยู่กลางถนน)
ซึ่งว่ากันว่า พระเจ้าติโลกราช
ได้โปรดให้จำลองแบบโลหะปราสาท
จากกรุงลังกา มาสร้างขึ้นด้วยไม้
เพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกต และ พระแก้วขาว
ก่อนที่จะอัญเชิญ
ไปประดิษฐานไว้ที่ วัดเจดีย์หลวง

ภาพเก่าในอดีตของ -หอพระเเก้วร้าง

-ในภาพ-พังทรุดโทรมมากแล้วแต่
มองเห็นเทวดาปูนปั้นตัวใหญ่ คล้ายเทวดาวัดเจ็ดยอดชัดเจน
ขอบคุณภาพจาก Disapong Netlomwong
คำบรรยายตามภาพ บอกว่า
"รูปโบสถ์พระแก้วที่เมืองเชียงใหม่
ตอนนี้รื้อเสียแล้ว ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2443-2446"
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

26
ภาพเก่าเมืองลำปาง
.
การก่อสร้างสะพานรัษฎาภิเศก เมืองลำปาง ในช่วงฤดูน้ำหลาก เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
.
ที่มา : ครบรอบ 100 ปี เหตุการณ์เงี้ยวก่อการจลาจลในมณฑลพายัพ พ.ศ. 2445

ที่มา เฟสบุ๊ค ห้องสมุดเสาจินดารัตน์

27
เมื่อมาถึงเมืองพะเยา เจ้าพญาผู้เป็นมัคคุเทศก์ ไปเเจ้งข่าวการมาของเราให้เจ้าเมืองรู้ และจัดให้เราพักที่ศาลยุติธรรม แต่หลังคารั่ว จึงต้องไปพักในศาลา ใกล้ประตูเมืองทางทิศใต้

เป็นการดีกว่า หากไปพักแรมใกล้วัดนอกเมือง เพราะระหว่างที่เราอยู่ ต้องไปตักน้ำในบ่อที่เดินผ่านตอนเข้าประตูเมืองมา น้ำที่ตักจากบ่อเพียงแห่งเดียวในเมือง มีกลิ่นเหม็น ดื่มไม่ได้ ส่วนแม่อิงที่ไหลรอบตัวเมืองนั้น ดูเหมือนท่อน้ำทิ้ง มีสีดำ เป็นโคลน และเต็มไปด้วยสิ่งปฎิกูล กระเเสน้ำไหลเอื่อยจนเกือบนิ่ง

ในตอนเช้า เราไปพบเจ้าเมือง ผู้มีตำแหน่งเป็นเจ้าหลวง ท่านเป็นชายชราท่าทางสุภาพ ต้อนรับด้วยมารยาทดียิ่ง และชวนเราพูดคุยถึง ๑ ชั่วโมงเต็ม ท่านบอกว่า ชาวเมืองละคอรเป็นคนฟื้นเมือง และเมืองก็ขึ้นต่อเมืองละคอร พะเยามี ๔๘๒๐ หลังคาเรือน ในเมืองมี ๓๐๐ หลังคาเรือน แต่ละหลังมีคนอาศัย ๘ คน ดังนั้น จำนวนประชากรทั้งหมดคือ ๓๘๕๖๐ คน กล่าวว่า นาในที่ลุ่มได้ผลผลิต ๑๐๐ เท่า นาบนที่ดอนได้ผลผลิต ๘๐ เท่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า น้ำท่วมหรือฝนแล้ง

หลังจากเจ้าหลวง เล่าตำนานทางพุทธศาสนาที่ได้ฟังมาก่อนหน้าเเล้วนั้น ดร.คุชชิ่ง รู้สึกกระอักกระอ่วนมาก เมื่อเห็นท่านลูบเนื้อลูบตัวบุตรชายคนเล็กที่เต็มไปด้วยสะเก็ดแผลจากโรคฝีดาษ จึงต้องกล่าวคำอำลา เขากระซิบบอกข้าพเจ้าว่า ในครอบครัวมีคนเป็นโรคฝีดาษ ๔ คน ดร.แมกกิลวารี ช่วยปิดบทสนทนาว่า ข้าพเจ้าใคร่รู้เส้นทางการค้า และภูมิประเทศของเมืองพะเยา

ผีอารักษ์เมือง คือ เจ้าคำแดง วิญญาณบรรพบุรุษของพวกลัวะที่เคยปกครองเมืองพะเยาในสมัยโบราณ กล่าวว่า ท่านเป็นลูกหลานของพญาเจือง

เวียงโบราณที่ตั้งอยู่ในเขตเมือง มีดังนี้ เวียงต๋ำ เวียงต๋อม เวียงเมือง เวียงแห้ง เวียงจอมทอง เวียงปู่ล่าม และเวียงมัทราช

นอกจากนี้ยังมีเวียงรอบนอก ได้แก่ เวียงเทิง ทางทิศตะวันตก ระหว่างดอยมันหมู้กับแม่วัง มี เวียงหมูบุ่น และเวียงแก้ว ซึ่งใช้เวลาเดินทางไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ ๒ วัน

การเดินทางข้ามดอยมันหมู้ถึงแม่วัง และเดินจากลุ่มแม่วังถึงเมืองละคอร ใช้เวลา ๘ วันครึ่ง หากไปเมืองเชียงใหม่ทางดอยสะเก็ด ใช้เวลา ๕ วัน หากนั่งช้างไปเมืองเชียงของ ที่อยู่ริมแม่อิง ใกล้ปากแม่น้ำโขง ใช้เวลาเดินทาง ๖ วัน

ข้อมูลเรื่องการขนข้าวจากเมืองพะเยาไปขายเมืองละคอร เพราะฝนแล้งนั้น เจ้าหลวงบอกว่า ช้างหนึ่งเชือก บรรทุกข้าว หนัก ๒๖๖ ปอนด์ เดินทาง ๗๑ ไมล์ เสียค่าใช้จ่าย ๑๓ รูปี ๘ แอนนา อัตราแลกเปลี่ยน ๑ชิลลิง ๕ เพนซ์ เท่ากับ ๑ รูปี ดังนั้นจะเสียค่าใช้จ่าย ๒ ชิลลิง ๓ เพนซ์ ต่อตันต่อไมล์

ในพม่า รถไฟขนข้าว เสียค่าใช้จ่าย ครึ่งเพนนี ต่อตันต่อไมล์ ค่าจ้างช้างขนข้าวแพงเป็น ๔๐ เท่า ราคาปลาแห้งในเมืองเชียงใหม่แพงกว่าเมืองพะเยา ๒ เท่า

ในรายงานของมิสเตอร์ อาร์เชอร์ ระบุว่า

“อุตสาหกรรมหลักของเมืองพะเยาคือ การประมง และเป็นชุมทางสำคัญจากเมืองเชียงรายไปหัวเมืองลาวใต้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นศูนย์กลางของเมืองพิงค์เชียงใหม่ เพราะใช้ระยะเวลาเดินทาง ๖ วัน เท่าๆ กัน ไปเมืองสำคัญทั้ง ๕ คือ เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงแสน เมืองน่าน เมืองแพร่ และเมืองละคอร”

ช่วงที่เรามาถึงเมืองพะเยานั้น ฝีดาษระบาดได้ ๑๒วันแล้ว เป็นสาเหตุให้คนตาย ๗๐ คน

เรือนทุกหลังที่ไปเยือนมีเเต่โรคร้าย ระหว่างที่เราอยู่ในเมืองมีคนตาย ๕-๗ คนทุกวัน

เสียงเด็กกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมานจากโรคฝีดาษ ทำให้หัวใจของเราแหลกสลาย เสียงฆ้องใบใหญ่ ทุ้มนุ่มไพเราะอย่างที่ไม่เคยได้ยิน ดังเวลา ๒๓.๐๐ นาฬิกาทุกคืน ยามขนศพออกจากเมืองไปฝัง

หากเปรียบสยามกับหัวเมืองล้านนา ก็คงเหมือนเมืองพะเยา ที่ติดโรคระบาด แม่น้ำเน่าเหม็น แต่จากนี้ไป เราจะไปเยือนเมืองงาวที่ถูกสุขลักษณะกว่า ตั้งอยู่ริมเเม่น้ำใสสะอาด และไหลแรง ฯ

สุทธิศักดิ์ ถอดความ

ภาพจาก hugchiangkham.com

A thousand miles on an elephant in the Shan states
Hallett, Holt Samue

28
ภาพเก่ามากๆ ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา ไม่ทราบปีที่ถ่าย

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านเคยกล่าวว่า

"หากพระในเมืองเชียงใหม่ทั้งปวง ประพฤติธรรมตามสมควรแก่ธรรม เยี่ยงพระครูบาศรีวิไชยนี้ได้ การพระศาสนาในเชียงใหม่จะเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้อีก สักเพียงไหนหนอ"

29
บางข้อมูลเขียนแบบนี้ เจ้าสิงห์ชัย ณ เชียงตุง

เจ้าสิงห์ไชย ณ เชียงตุง เป็นราชบุตรของ เจ้าก้อนแก้วอินแถลง กับ เจ้านางบัวทิพย์หลวง มีพระพี่น้องที่เกิดจาก เจ้านางบัวทิพย์หลวง รวม 5 องค์

- เจ้านางแว่นแก้ว ณ เชียงตุง ( ได้เป็น มหาเทวี เจ้าฟ้าลอกจอก)

- เจ้านางสุคันธา ณ เชียงตุง (ได้สมรสกับ เจ้าอินทรนนท์ ณ เชียงใหม่ ราชบุตรของ พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ ณ เชียงใหม่)

- เจ้านางแว่นทิพย์ ณ เชียงตุง (ได้เป็นชายาของ เจ้าฟ้าแสนหวี ภายหลังได้หย่าร้าง)

- เจ้าสิงห์ไชย ณ เชียงตุง (ในรูป ได้ชายา เป็นบุตรสาวของพ่อค้าอัญมณี ชาวพม่า)

- เจ้าแก้วมาเมือง

30
จุดสิ้นสุดระบบ “เจ้าผู้ครองนคร” เมื่อเจ้าจักรคำขจรศักดิ์เมืองลำพูน พิราลัย พ.ศ. 2486
ผ่านมาแล้ว 76 ปีที่เจ้าจักรคำขจรศักดิ์เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 10 เจ้าหลวงเมืองลำพูนองค์สุดท้ายพิราลัย ได้เห็นในเว็บไซต์ SILPA-MAG.COM ลงเรื่องที่น่าสนใจจึงได้นำให้ได้อ่านและได้นำภาพเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์มาให้ชมกันครับ ไม่ได้อธิบายข้อมูลได้ภาพนะครับเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์สังเกตุได้คือท่านใส่แว่นตาเกือบทุกภาพมีอยู่ภาพเดียวที่ไม่ใส่แว่นตา
เผยแพร่ วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2562
นับตั้งแต่ราชวงศ์ทิพย์จักรปลดแอกล้านนาจากพม่า และเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีราว พ.ศ. 2317 เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ “เจ้านายฝ่ายเหนือ” มีอำนาจในการปกครองตนเองค่อนข้างมาก ดำรงฐานะเป็น “เจ้าประเทศราช” ที่ต้องส่งบรรณาการถวายพระมหากษัตริย์รัฐสยามอยู่เสมอ กระทั่งรัฐสยามปรับปรุงระบอบการปกครอง รวบอำนาจเจ้าประเทศราชและผนวกดินแดนล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม โดยกว่าระบอบเจ้าประเทศราชถึงกาลสิ้นสุดลงก็เมื่อ พ.ศ. 2486

เนื่องจากล้านนามีการรวมตัวแบบรัฐหลวม ๆ สานสัมพันธ์ด้วยระบอบเครือญาติ เจ้าประเทศราชในล้านนาจึงดำรงตำแหน่งเป็น “เจ้าผู้ครองนคร” โดยแบ่งออกเป็น 3 สายหลักคือ สายราชวงศ์ทิพยจักรหรือเจ้าเจ็ดตนที่ครองเมืองเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง สายราชวงศ์แพร่หรือเทพวงศ์ และราชวงศ์น่าน (บ้างเรียกกาว, ภูคา) เจ้านายฝ่ายเหนือสามารถปกครองตนเองในระดับหนึ่ง กระทั่งถูกลดบทบาททางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา ฯลฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริปฏิรูปการปกครอง

อ่านเพิ่มเติม : “เจ้าพ่อทิพย์ช้าง” ต้นวงศ์ “เจ้าเจ็ดตน” ผู้ปลดแอกลำปางจากพม่า แต่ภายหลังกลับสวามิภักดิ์พม่า?

เจ้านายฝ่ายเหนือถูกลดบทบาทเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 กระทั่งมีปัญหาประการสำคัญคือ เจ้านายฝ่ายเหนือที่เป็นเจ้าผู้ครองนครหรือ “เจ้าหลวง” ในแต่ละเมืองนั้นถึงแก่พิราลัยไปหลายพระองค์ ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครจึงว่างลงเนื่องจากต้องรั้งรอให้รัฐสยามเป็นผู้แต่งตั้งขึ้นปกครอง แม้ในทางการเมืองและเศรษฐกิจนั้น เจ้าผู้ครองนครแต่ละเมืองจะไม่มีบทบาทใด ๆ อีกต่อไปแล้วก็ตาม

กรมพระนครสวรรค์วรพินิตมีพระดำริว่าควรยกเลิกการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครในล้านนา เพราะตำแหน่งนี้หมดความสำคัญลงไปแล้วและชาวบ้านในท้องถิ่นก็ไม่นิยม ขณะที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระดำริว่าการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่อาจให้เงินเดือนหรือเงินปีเท่าเดิมได้ ซึ่งเรื่องเงินเดือนนี้สร้างปัญหาต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากเจ้านายฝ่ายเหนือสูญเสียอำนาจการเก็บภาษีและไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ก็ประสบปัญหาหนี้ท่วมตัวจึงต้องหวังพึ่งให้รัฐบาลสยามช่วยเหลือ ขณะที่รัฐสยามเองก็จำต้องตัดค่าใช้จ่ายลงเช่นกัน

รัชกาลที่ 7 มีพระราชดำริให้ล้านนาเป็น “ไทย” ตามพระราชดำริว่า “…แต่รัฐประศาสนของเรานั้นต้องการให้ลาวเปนไทยมากกว่าที่จะให้คงเปนลาว เจ้าลาวที่ตั้งนั้นอยากจะคิดเลิกทีละเล็กทีละน้อย จนไม่เหลือเลยคงเปนแต่สกุลไทยอันมีชื่อเสียง…” และ “…เราจะยังตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครต่อไปหรือจะมีหนทางอื่นที่จะจัดการปกครองให้เข้ารูปเหมือนส่วนอื่น ๆ ในราชอาณาจักร เพื่อสภาพเอกชาติโดยหาหนทางอื่นที่จะยกย่องวงศ์สกุลของเจ้านายภาคพายัพนี้ไว้ให้สมแก่ความชอบในชั้นเดิมนั้น…”

ที่ประชุมอภิรัฐมนตรีจึงมีความเห็นว่า จะเปลี่ยนตำแหน่งจากเจ้าผู้ครองนครเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด การเลือกผู้ว่าฯ ให้เลือกเจ้านายฝ่ายเหนือก่อน หากไม่มีผู้สมควรจึงแต่งตั้งข้าราชการสยามตามความเหมาะสม ส่วนเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นอันจะเป็นการเชิดชูเกียรติยศและความจงรักภักดีที่มีมาแต่เก่าก่อนนั้นจะให้ขึ้นอยู่กันพระราชวินิจฉัยและพระมหากรุณาของรัชกาลที่ 7 ที่จะทรงพระกรุณาพระราชทานมากน้อยเท่าใด

หลังจากรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ กลับจากการประพาสมณฑลพายัพ ทรงเรียกประชุมเสนาบดีสภาเรื่องการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนคร สรุปได้ว่า หากเจ้าผู้ครองนครคนปัจจุบันถึงแก่พิราลัย จะไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครอีกต่อไป โดยจะทรงชุบเลี้ยงเจ้านายฝ่ายเหนือตามความดีความชอบเพื่อเปลี่ยนเมืองในล้านนาให้เป็นเหมือนกับเมืองอื่น ๆ ในพระราชอาณาเขตทั้งหมด นอกจากตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครแล้ว ยังรวมถึงตำแหน่งเสนา 6 ตำแหน่ง อันเป็นรูปแบบการปกครองแต่เดิมของล้านนา หากเจ้านายฝ่ายเหนือดำรงตำแหน่งนี้ถึงแก่กรรม ก็จะไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวสืบต่อไปอีกเช่นกัน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลพายัพ ขบวนรถไฟพระที่นั่งถึงยังสถานีเชียงใหม่
เมืองแพร่ ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่ เจ้าพิริยเทพวงษ์ ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2445

เมืองลำปาง ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมากตั้งแต่ เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2465 ส่วนเจ้าราชบุตร (แก้วเมืองพวน ณ ลำปาง) ที่ดำรงตำแหน่งต่อนั้นเป็นแต่เพียง “ผู้รั้ง” ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร และไม่ได้มีการสถาปนาจากตำแหน่ง “เจ้าราชบุตร” ขึ้นเป็น “เจ้าหลวง” ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นเจ้าผู้ครองนคร

เมืองน่าน ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2474

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐบาลสยามยังคงยึดแนวพระราโชบายของรัชกาลที่ 7 ที่จะไม่แต่งตั้งเจ้านายฝ่ายเหนือขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครอีก แต่กรณีเมืองน่านนั้นแตกต่างออกไป เพราะมีความเสี่ยงในการถูกคุกคามจากฝรั่งเศส และเมื่อ พ.ศ. 2476 มีจดหมายจากเจ้านายและราษฎรเมืองน่านร้องขอให้แต่งตั้งเจ้าราชวงศ์สิทธิสาร ณ น่าน อายุ 70 ปี เป็นเจ้าผู้ครองนครน่านสืบต่อ

คณะราษฎรส่งพระยาจ่าแสนยบดีไปสืบข่าวที่เมืองน่าน จนได้ความเห็นว่าควรจะแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครน่าน แต่ขณะที่กลับมากรุงเทพฯ เกิดรัฐประหารจนทำให้พระยาจ่าแสนยบดีเสียชีวิตโดยไม่ได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม ท้ายสุดรัฐบาลเห็นว่าไม่ควรแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวอีกต่อไป เรื่องนี้จึงเป็นอันยุติ

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2476 ได้ผ่านพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2476 มีผลบังคับใช้เมื่ิอ 9 ธันวาคม 2476 ส่งผลให้ยกเลิกมณฑลพายัพ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นจังหวัดแทน แต่ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครยังคงมีอยู่ในเมืองเชียงใหม่และลำพูน

เมืองเชียงใหม่ ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่ เจ้าแก้วนวรัฐ ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2482 แม้จะมีการเสนอชื่อระหว่างเจ้าราชบุตรที่มีนิสัยซื่อสัตย์แต่ไม่เป็นผู้กว้างขวาง กับเจ้าพงษ์อินทร์ที่สนิทสนมกับมิชชันนารีให้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่พระองค์ใหม่ แต่รัฐบาลสยามมีความกังวลว่าเจ้านายเชียงใหม่จะหันไปใกล้ชิดกับชาติตะวันตก ซึ่งอาจนำความยุ่งยากมาในภายหลัง จึงไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวอีกต่อไป

เมืองลำพูน ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่ เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2486

พลตรีมหาอำมาตย์โท เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ พระนามเดิม เจ้าน้อยจักรคำ ประสูติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2418 ที่คุ้มหลวงนครลำพูน เป็นพระโอรสในเจ้าอินทยงยศโชติกับแม่เจ้ารถแก้ว ดำรงตำแหน่งเจ้าอยู่ครองนครลำพูนตั้งแต่ พ.ศ. 2454-2486

เจ้าจักรคำขจรศักดิ์
เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ก็เฉกเช่นเดียวกับเจ้าผู้ครองนครในล้านนาพระองค์อื่น ๆ ที่ถูกลดบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจไปมาก แม้จะประสบปัญหาด้านการเงินอยู่บ้าง แต่พระองค์ก็ทรงบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์เป็นอย่างดี ทรงบริจาคเงินเพื่อพัฒนาบ้านเมืองโดยตลอด เช่น บริจาคที่ดินสร้างโรงเรียน บริจาคเงินซื้ออาวุธ สงเคราะห์ชาวบ้าน ทำนุบำรุงศาสนา ด้วยพระจริยวัตรและพระกรณียกิจที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลสยามอยู่ตลอดมา พระองค์จึงได้รับการดูแลจากรัฐบาลสยามอย่างดี เมื่อครั้งที่ประชวรด้วยพระโรคเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ ได้เสด็จมารักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราช ในการอุปถัมภ์ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น

ขณะประทับที่โรงพยาบาล ต่างก็มีบรรดาข้าราชการ ผู้สำเร็จราชการ ผู้แทนพระองค์ ฯลฯ มาเยี่ยมอาการเจ้าจักรคำขจรศักดิ์อยู่เสมอ กระทั่งพระอาการมีแต่ทรงกับทรุด จึงทรงขอลากลับไปรักษาพระองค์ที่คุ้มหลวงเมืองลำพูน นายกรัฐมนตรีจึงให้จัดรถไฟขบวนพิเศษจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปส่งเสด็จถึงเมืองลำพูน กระทั่งถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486

การที่เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ถึงแก่พิราลัยและไม่ได้มีการแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครในล้านนา จึงอาจนับได้ว่าระบบเจ้าประเทศราชได้ถึงกาลสิ้นสุดลงไปด้วยอย่างเป็นทางการ แม้ในทางพฤตินัยและนิตินัย ตำแหน่ง “เจ้าประเทศราช” และ “เจ้าผู้ครองนคร” จะหมดบทบาทและความสำคัญลงไปนานแล้วก็ตาม

ราว พ.ศ. 2317 ที่ราชวงศ์ทิพย์จักรและชาวล้านนาเข้าสวามิภักดิ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ล่วงเลยถึง พ.ศ. 2486 ที่เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ถึงแก่พิราลัย เป็นระยะเวลากว่า 170 ปีที่ล้านนาดำรงฐานะเป็นประเทศราช นับแต่นั้นจึงถือได้ว่าล้านนาถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยาม-ไทยโดยสมบูรณ์

อ้างอิง :

พงศาวดารโยนก ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. (2504). กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองรัตน์.

วรเทวี (ณ ลำพูน) ชลวณิช. (2550). ที่ระลึกในงานบูรณะกู่บรรจุอัฐิเจ้าผู้ครองนครลำพูน ชายา และเจ้านายสกุล ณ ลำพูน ณ เชียงใหม่. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. (2560). เปิดแผนยึดล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

สรัสวดี อ๋องสกุล. (2557). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10 กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

บทความเกือบทั้งหมดนี้นำมาจากเว็บไซต์ SILPA-MAG.COM เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2562

ขอขอบคุณเพจ เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ

หน้า: 1 [2] 3 ... 39