แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


Messages - ฮักล้านนา

หน้า: 1 ... 37 [38] 39 40
556
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=6KibcqDBd8o" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=6KibcqDBd8o</a>

**************************************
ทวาย / ตวาย = ทำนาย
คว่าง = ทิ้ง
พึด /ปึ๊ด/ = งัด, ดีดขึ้น, ดันขึ้น
โหม้ง = หลุมใหญ่
โอยด = พังทลาย
ล่ายจุ = โกหก,หลอกลวง
ตัวเก่า = ตัวเอง
ซ้าว = เสียงเซ็งแซ่
ธุ / ตุ๊ = พระสงฆ์
อยากกั้น = อดอยาก
ปลาตัวหลวง = ปลาตัวใหญ่
พิกพอก /ปิ๊ก ป้อก/ = กลับคืน
ทำเอน = ทำหยิ่ง
ไห้หุย = ร้องไห้โฮ
หลิ่งหลู้ = เอนเอียง
เทียวทาง = เดินทาง
น่ำก้น = ไฟลนก้น
พัด(ออกเสียงเป็น ปั๊ด) = พลัดพราก
ขี้ลูน = ทีหลัง
ดั้ม = หมด,สูญหายไป
ฟู่อู้ = พูด, เจรจา
สลี = ฟูก, ที่นอน
สาวจี๋ = สาวแรกรุ่น
เหมือง = ลำเหมือง, ลำคลอง
กุ้นพัง = โค่นพัง
ม่าย = ให้ท่า ชายตามอง เล่นหูเล่นตา
อัญญติตถีย์ = เดียรถีย์
เนรพาน = นิพพาน

557
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=TIlxN0C75Yo" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=TIlxN0C75Yo</a>

เอื้องแซะ

เอื้องแซะ ของสูงล้ำค่า......คนต่ำใต้ลุ่มฟ้าอย่าหมายได้ชมเชย
ตำนานความรักที่ข้องเกี่ยวกับดอกไม้มีอยู่มากมาย เรื่องที่นำมาเล่าครั้งนี้คือเรื่องของ
"เอื้องแซะ" แต่เดิมเบื้องโบราณแต่ก่อนมา
เอื้องแซะถูกจัดว่าเป็นไม้ต้องห้ามของราชวงศ์ล้านนาเมื่อ ๗๐๐ กว่าปีที่แล้ว
เป็นเครื่องสักการะชั้นสูง เป็นบรรณาการ
(ส่วย) อย่างหนึ่งที่ชาวลัวะที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบเชียงใหม่ เชียงราย
แม่ฮ่องสอนส่งให้เจ้ามหาชีวิต หรือกษัตริย์ผู้ครองล้านนาแทนการเกณฑ์แรงงาน
เป็นของสูงค่าจากผืนป่าสู่คุ้มหลวงแลหอคำ คนต่ำใต้ลุ่มฟ้า อย่าหมายว่าจะได้ยล

ตำนานนั้นบอกว่ามีหนุ่มสาวคู่หนึ่ง รักกันมาก
วันหนึ่งผู้บ่าวของสาวเจ้าบอกว่าจะไปหาเงินทองของหมั้นมาหมายมั่นสาวเจ้า
สาวเจ้าเข้าใจในเหตุผลของคนรักจึงบอกว่าไปเถิดข้าเจ้า (น้อง) จะรอ จากวันเป็นเดือน
จากเดือนเป็นปี ผู้บ่าวก็ไม่กลับมาแม้แต่ข่าวคราวสาวเจ้าก็ไม่ได้รับ
เธอไม่แม้แต่สักนิดที่จะคลางแคลงใจว่าคนรักจะลืมเลือนหรือแปรใจให้คนอื่น
เสียแล้วหรือแม้แต่ว่าเขาได้ล้มหายตายจาก เธอยังคงรอด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง
ทุกคืนก่อนนอนเธอจะไหว้พระ อธิษฐานให้คนรักกลับคืน จนถึงเวลาที่เธอต้องละสังขาร
ด้วยจิตที่ยังผูกพัน วิญญาณเธอจึงลอยไปหุ้มห่มเป็นขนสีดำเหมือนความเศร้าในจิตใจ กับกิ่งก้านดอกเอื้องแซะ ยามดอกบาน จะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกพิกุล แต่ไม่ใช่แต่หอมแบบลึกลับ ชวนหลงใหล กลิ่นหอมจะขจรขายไปตามสายลม สาวใดได้กลิ่นนั้นก็เหมือนกับว่าได้มาไว้แซมผม

558
พระอัครชายา เจ้าครอกฟ้าศรีอโนชา (ศิริรจนา) ๓_๕ พระอัครชายาใน "สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ," ทรงเป็นราชขนิษฐาใน "พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑"; ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่าง พระบรมราชจักรีวงศ์ และเจ้านายฝ่ายเหนือ ตั้งแต่ระยะต้นของกรุงรัตนโกสินทร์, เมื่อ "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช" ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์แล้ว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนา สมเด็จพระอนุชาฯ ขึ้นที่ "สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ" โปรดเกล้าฯ สถาปนา เจ้าหญิงศรีอโนชา (ศิริรจนา) ขึ้นที่ "พระอัครชายา เจ้าครอกฟ้าศรีอโนชา" และโปรดเกล้าฯ สถาปนา พระธิดาในทั้งสองพระองค์เป็น "พระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าหญิงพิกุลทอง กรมขุนศรีสุนทร"; และด้วยความเป็นสายพระญาติที่ใกล้ชิด และทรงประจักษ์ต่อความจงรักภักดีของเจ้านายฝ่ายเหนือต่อพระบรมราชจักรีวงศ์แล้ว ต่อมาได้ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนา "เจ้ากาวิละ, เจ้าเมืองเชียงใหม่" พระเชษฐาใน พระอัครชายาฯ ขึ้นที่ "พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละฯ พระเจ้าประเทศราช" เป็นใหญ่ใน ๕๗ หัวเมืองฝ่ายเหนือ

เจ้าอุปราช หมูหล้า, เจ้าอุปราชนครลำปาง ๓_๖ ราชโอรสองค์ที่ ๗ ใน "เจ้าฟ้าสิงหราชธานี ชายแก้ว"; เป็นราชโอรสองค์เดียวที่มิได้ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครใดเลย; เจ้าอุปราชฯ เป็นหนึ่งในเจ็ดเจ้านายพี่น้อง (ชาย) ที่ร่วมกันกอบกู้ล้านนา อันเป็นที่มาแห่งการเรียกขานว่า "เจ้าเจ็ดตน (องค์)"

เจ้าบุรีรัตน์ น้อยกาวิละ, เจ้าบุรีรัตน์นครเชียงใหม่ ๓_๑๐ โอรสใน "เจ้าพ่อเรือน" ผู้เป็นราชอนุชาใน "เจ้าฟ้าสิงหราชธานี ชายแก้ว"; เป็นราชอนุชาใน "เจ้าหลวงพุทธวงศ์, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๔"; เป็นเจ้าบิดาใน "เจ้าหญิงศรีแก้ว (ณ เชียงใหม่) สิโรรส" ชายาใน "เจ้ามหาพรหม สิโรรส" โอรสใน "เจ้าฟ้าเมืองสาม, เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง องค์ที่ ๑"; นับเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีครั้งสำคัญระหว่างราชวงศ์ "ทิพย์จักราธิวงศ์" กับ "ราชวงศ์เม็งราย"; เจ้านายผู้สืบสายวงศ์ของท่าน ได้เสกสมรสและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ทั้งสองต่อมาตามลำดับ อาทิเช่น "เจ้าหนานไชยวงศ์ สิโรรส" สมรสกับ "เจ้าหญิงฟองสมุทร, ราชธิดาใน เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓", "เจ้าหญิงสุมนา (สิโรรส) ณ เชียงใหม่" สมรสกับ "เจ้าราชบุตร หนานสุริยวงศ์ ณ เชียงใหม่" โอรสใน "พระเจ้ามโหตรประเทศ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๕"

เจ้าราชวงศ์ คำมูล, เจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่ ๓_๑๑ โอรสใน "เจ้าพ่อเรือน" ราชอนุชาใน "เจ้าฟ้าสิงหราชธานี ชายแก้ว"; เป็นราชอนุชาใน "เจ้าหลวงพุทธวงศ์, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๔"; และเป็นเจ้าตาใน "แม่เจ้าเฮือนคำ" ชายาใน "เจ้าหลวงดาราดิเรกรัตน์ไพโรจน์, เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๗"

เจ้าฟ้าหญิงพิกุลทอง กรมขุนศรีสุนทร ๔_๕ พระธิดาพระองค์ใหญ่ พระองค์เดียวใน "สมเด็จบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ" กับ "พระอัครชายา เจ้าครอกฟ้าศรีอโนชา", ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช" ให้ทรงพระฐานันดรศักดิ์เป็น พระเจ้าหลานเธอ ชั้น "เจ้าฟ้า" และทรง "กรมขุน" เป็นกรณีพิเศษเพียงพระองค์เดียว ในจำนวนพระโอรส พระธิดารวม ๔๓ พระองค์ใน "สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท" แม้แต่ "พระองค์เจ้าหญิงอัมพุชฉัตร", "พระองค์เจ้าหญิงปุก", "พระองค์เจ้าหญิงวงศ์มาลา" พระธิดาใน "สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ" ที่ประสูติกับ "เจ้าจอมมารดา นักองค์อี" และ "เจ้าจอมมารดา นักองค์เภา" ผู้เป็นราชธิดาใน "พระเจ้ากัมพูชา" ก็มิได้โปรดเกล้าฯ แต่ประการใด พระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ได้แสดงให้ประจักษ์ถึงความสนิทเสน่หาของพระองค์ต่อพระญาติเจ้านายฝ่ายเหนือราชวงศ์ "ทิพจิกราธิวงศ์" ได้อย่างดียิ่ง

เจ้าราชบุตร น้อยสุริยฆาฏ, เจ้าราชบุตรนครเชียงใหม่ ๔_๑ ราชโอรสองค์ที่ ๑ใน "พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑"; เป็นเจ้าปู่ใน "แม่เจ้าจามรี, เทวีใน พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙"

เจ้าอุปราช น้อยหน่อคำ, เจ้าอุปราชนครเชียงใหม่ ๔_๓ ราชโอรสองค์ที่ ๔ ใน "พระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๒" สมรสกับ "เจ้าหญิงบุนนาค" นัดดา (หลานปู่) ใน "เจ้าบุรีรัตน์ น้อยกาวิละ", ผู้เป็นราชอนุชาใน "เจ้าหลวงพุทธวงศ์, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๔"; เป็นเจ้าปู่ใน "พันตำรวจเอก เจ้าไชยสงคราม สมพมิตร ณ เชียงใหม่"

เจ้าอุปราช พิมพิสาร, เจ้าอุปราชนครเชียงใหม่ ๔_๗ ราชโอรสองค์ที่ ๓ ใน "เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓"; เป็นแม่ทัพผู้พิชิตเมืองยองด้วยวิธีเกลี้ยกล่อม และเคยออกรบร่วมกับ "พระเจ้ามโหตรประเทศ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๕" ครั้งยังเป็น เจ้าอุปราช สามารถตีเมืองปุ เมืองสาตร และเมืองต่วนได้ภายใน ๖๐ วัน; หากไม่ถึงแก่อสัญกรรมเสียก่อน จะได้ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๖

เจ้าบุรีรัตน์ ภูเกียง, เจ้าบุรีรัตน์เมืองเชียงราย ๔_๗ ราชโอรสองค์ที่ ๒๕ ใน "เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓"; รับราชการสนองเจ้าบิดา และ "เจ้าหลวงพุทธวงศ์, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๔" โดยได้กระทำศึกกับแคว้นฉานพม่าหลายครั้งหลายครา; เป็นเจ้าบิดาใน "เจ้าหลวง หนานสุยะ, พระยารัตนเขตต์ เจ้าเมืองเชียงราย" และเป็นเจ้าปู่ใน "เจ้าบุรีรัตน์ พรหมเทศ ณ ลำพูน, เจ้าบุรีรัตน์นครลำพูน"

เจ้าหลวง ธรรมลังกา, พระยารัตนเขตต์ เจ้าเมืองเชียงราย ๔_๗ ราชโอรสใน "เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓"; เป็นเจ้าบิดาใน "เจ้าอุปราช คำตาด ณ ลำพูน, เจ้าอุปราชเมืองเชียงราย"; เป็นเจ้าหลวงเมืองเชียงราย องค์ที่ ๑

เจ้าราชวงศ์ มหาพรหมคำคง, เจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่ ๔_๗ ราชโอรสใน "เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓; เป็นราชบิดาใน "พระเจ้าอินทวิชยานนท์, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗"; เป็นพระอัยกา (เจ้าปู่) ใน "พระราชชายา เจ้าดารารัศมี"

เจ้าหลวง คำแสน, พระยารัตนเขตต์ เจ้าเมืองเชียงราย ๔_๓ ราชโอรสองค์ที่ ๓ ใน "พระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๒"

เจ้าหลวง อินทวิไชย, เจ้าเมืองเชียงแสน ๔_๘ ราชโอรสใน "พระเจ้าบุญมาเมือง, พระเจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๒"; เป็นต้นสกุล "เชื้อเจ็ดตน" แห่ง เมืองเชียงราย และเมืองเชียงแสน

เจ้าราชบุตร หนานธนัญไชย, เจ้าราชบุตรนครเชียงใหม่ ๔_๙ ราชโอรสองค์ที่ ๑ ใน "เจ้าหลวงพุทธวงศ์, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๔"

แม่เจ้าอุษา (ณ เชียงใหม่) ๕_๓ เทวีใน "พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๖" ผู้เป็นราชโอรสใน "พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑; เป็นราชธิดาใน "พระเจ้ามโหตรประเทศ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๕" ผู้เป็นราชโอรส องค์ที่ ๒ ใน "พระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๒; แม่เจ้าอุษาฯ เป็นเจ้ามารดาใน "แม่เจ้าทิพไกรสร" เทวีใน "พระเจ้าอินทวิชยานนท์, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗" และเป็นพระอัยยิกา (เจ้ายาย) ใน "พระราชชายา เจ้าดารารัศมี"

แม่เจ้าทิพไกรสร (ณ เชียงใหม่) ๕_๑ (๖_๓) เทวีใน "พระเจ้าอินทวิชยานนท์, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗"; เป็นราชธิดาใน "พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๖" และเป็นพระมารดาใน "พระราชชายา เจ้าดารารัศมี"; ทรงมีพระนิสัยเฉียบขาดเยี่ยงพระบิดา ได้บัญชาให้ประหารชีวิตพระญาติสาย "ณ ลำพูน" ที่กระทำการอุกอาจแทงช้างพระที่นั่งพระสวามีของพระองค์ด้วยความคะนอง

แม่เจ้ารินคำ (ณ เชียงใหม่) ๕_๗ เทวีใน "พระเจ้าอินทวิชยานนท์, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗"; เป็นราชธิดาใน "เจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคคุณ, เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๖"; และเป็นเจ้ามารดาใน "เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๘"

แม่เจ้าเมืองชื่น (ณ ลำปาง) ๕_๒ เทวีใน "พลโทเจ้าบุญวาทย์วงค์มานิต, เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๑๐ (๑๓)", เป็นราชธิดาใน "เจ้าหลวงวรญาณรังษี, เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๖ (๙)" และเป็นเจ้ายายใน "เจ้าหญิงทิพวรรณ (ณ ลำปาง) ณ เชียงตุง" ชายาใน "เจ้าฟ้าพรหมลือ, เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง"

เจ้าราชภาคินัย น้อยแผ่นฟ้า ณ เชียงใหม่, เจ้าราชภาคินัยนครเชียงใหม่ ๕_๑ โอรสองค์ที่ ๑ ใน "เจ้าราชบุตร น้อยสุริยฆาฏ, เจ้าราชบุตรนครเชียงใหม่" ซึ่งเป็น ราชโอรสองค์โตใน "พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑"; เป็นเจ้าบิดาใน "แม่เจ้าจามรี, ชายาพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙"

เจ้าอุปราช น้อยปัญญา ณ เชียงใหม่, เจ้าอุปราชเมืองเชียงแสน ๕_๓ ราชโอรสองค์ที่ ๙ ใน "พระเจ้ามโหตรประเทศ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๕"

เจ้าหญิงยอดเรือน (ณ เชียงใหม่) ณ ลำพูน ๕_๓ ราชธิดาใน "พระเจ้ามโหตรประเทศ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๕" สมรสกับ "เจ้าบุรีรัตน์ มหาเทพ ณ ลำพูน, เจ้าบุรีรัตน์นครลำพูน"

เจ้าหลวง หนานมหาเทพ ณ เชียงใหม่, พระยามหิทธิวงศา เจ้าเมืองฝาง ๕_๓ โอรสองค์ที่ ๑ ใน "เจ้าหญิงศรีปิมปา" ผู้เป็นราชธิดาองค์ที่ ๑ ใน "พระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๒"

เจ้าอุตรการโกศล น้อยมหาพรหม ณ เชียงใหม่, เจ้าอุตรการโกศลนครเชียงใหม่ ๕_๓ ราชโอรสองค์ที่ ๑ ใน "พระเจ้ามโหตรประเทศ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๕"; เป็นแม่ทัพสำคัญของเชียงใหม่ในการนำทัพเข้าทำการรบกับเมืองเชียงตุง ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ภายหลังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ถวายงานอยู่ในราชสำนักกรุงเทพฯ; เป็นเจ้าตาใน "เจ้าจอมมารดา เจ้าทิพเกษร"

เจ้าราชบุตร หนานสุริยวงศ์ ณ เชียงใหม่, เจ้าราชบุตรนครเชียงใหม่ ๕_๓ ราชโอรสองค์ที่ ๒ ใน "พระเจ้ามโหตรประเทศ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๕" ;เป็นเจ้าตาใน "เจ้าหญิงบัวผัน (ณ เชียงใหม่) สิโรรส" กับ "เจ้าหญิงฟองแก้ว (ณ เชียงใหม่) มาลากุล"

เจ้าหลวง น้อยมหาวงศ์ ณ เชียงใหม่, พระยามหิทธิวงศา เจ้าเมืองฝาง ๕_๓ ราชโอรสองค์ที่ ๑ ใน "เจ้าหญิงบุญปั๋น" ผู้เป็นราชธิดาใน "พระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๒"

เจ้าราชภาติกวงศ์ จันทราชา ณ เชียงใหม่, เจ้าราชภาติกวงศ์นครเชียงใหม่ ๕_๓ (๖_๑๐) โอรสองค์ที่ ๔ ใน "เจ้าอุปราช น้อยหน่อคำ ณ เชียงใหม่, เจ้าอุปราชนครเชียงใหม่" เป็นเจ้าบิดาใน "เจ้าทักษิณนิเกตน์ น้อยหมู ณ เชียงใหม่, เจ้าทักษิณนิเกตน์นครเชียงใหม่"

เจ้าอุปราช บุญทวงศ์ ณ เชียงใหม่, เจ้าอุปราชนครเชียงใหม่ ๕_๗ โอรสองค์ที่ ๒ ใน "เจ้าราชวงศ์ มหาพรหมคำคง, เจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่" ผู้เป็นราชโอรสใน "เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓"; เจ้าอุปราชฯ เป็นราชอนุชาใน "พระเจ้าอินทวิชยานนท์, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗"; มีบทบาทในการปกครองมาก บางครั้งมีอำนาจเหนือเจ้าหลวง เพราะสามารถลบล้างคำสั่งเจ้าหลวงได้ถ้าท่านไม่เห็นด้วย

เจ้าราชภาติกวงศ์ น้อยเทพวัง ณ เชียงใหม่, เจ้าราชภาติกวงศ์นครเชียงใหม่ ๕_๗ โอรสองค์ที่ ๓ ใน "เจ้าราชวงศ์ มหาพรหมคำคง, เจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่" ผู้เป็นราชโอรสใน "เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓"; สมรสกับ "เจ้าหญิงบัวเพ็ชร ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นธิดาใน "เจ้าราชภาคินัย น้อยแผ่นฟ้า ณ เชียงใหม่, เจ้าราชภาคินัยนครเชียงใหม่"; เจ้าราชภาติกวงศ์ฯ เป็นราชอนุชาใน "พระเจ้าอินทวิชยานนท์, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗"

เจ้าอุปราช คำตาด ณ ลำพูน, เจ้าอุปราชเมืองเชียงราย ๕_๗ โอรสองค์ที่ ๑ ใน "เจ้าหลวง ธรรมลังกา, พระยารัตนเขตต์ เจ้าเมืองเชียงราย" ผู้เป็นราชโอรสใน "เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓"

เจ้าราชบุตร น้อยพิมมะสาร ณ ลำพูน, เจ้าราชบุตรนครลำพูน ๕_๗ ราชโอรสใน "เจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคคุณ, เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๖"

เจ้าหลวง สุยะ ณ ลำพูน, พระยารัตนเขตต์ เจ้าเมืองเชียงราย ๕_๗ โอรสองค์ที่ ๑ ใน "เจ้าบุรีรัตน์ ภูเกียง ณ ลำพูน, เจ้าบุรีรัตน์เมืองเชียงราย"; สมรสกับ "เจ้าหญิงแก้วยวงคำ (ณ เชียงใหม่) ณ ลำพูน" ผู้เป็นราชธิดาใน "พระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๒"

เจ้าหญิงเรือนคำ (สิโรรส) ณ เชียงใหม่ ๕_๑๐ ธิดาใน "เจ้ามหาพรหม สิโรรส" ผู้เป็นราชโอรสใน "เจ้าฟ้าเมืองสาม, เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง" กับ "เจ้าหญิงศรีแก้ว (ณ เชียงใหม่) สิโรรส"; สมรสกับ "เจ้าราชภาคินัย น้อยแผ่นฟ้า ณ เชียงใหม่, เจ้าราชภาคินัยนครเชียงใหม่"

เจ้าหญิงสุมนา (สิโรรส) ณ เชียงใหม่ ๕_๑๐ ธิดาใน "เจ้ามหาพรหม สิโรรส" ผู้เป็นราชโอรสใน "เจ้าฟ้าเมืองสาม, เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง" กับ "เจ้าหญิงศรีแก้ว (ณ เชียงใหม่) สิโรรส"; สมรสกับ "เจ้าราชบุตร หนานสุริยวงศ์ ณ เชียงใหม่, เจ้าราชบุตรนครเชียงใหม่" ผู้เป็นราชโอรสใน "พระเจ้ามโหตรประเทศ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๕"

เจ้าราชบุตร น้อยพุทธวงศ์ ณ เชียงใหม่, เจ้าราชบุตรนครเชียงใหม่ ๕_๑๑ โอรสใน "เจ้าน้อยมหาวงศ์ ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นโอรสใน "เจ้าราชวงศ์คำมูล, เจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่" กับ "เจ้าหญิงบัวทิพย์ ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นราชธิดาใน "พระเจ้ามโหตรประเทศ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๕"

เจ้าทักษิณนิเกตน์ หนานมหายศ ณ เชียงใหม่, เจ้าทักษิณนิเกตน์นครเชียงใหม่ ๕_๑๑ โอรสใน "เจ้าน้อยมหาพรหม ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นโอรสใน "เจ้าราชวงศ์คำมูล, เจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่"

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี (ณ เชียงใหม่) ๖_๑ (๗_๓) (๖_๗) พระมเหสีเจ้าลำดับที่ ๕ ใน "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"; ราชธิดาใน "พระเจ้าอินทวิชยานนท์, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗" กับ "แม่เจ้าทิพไกรสร" ผู้เป็นราชธิดาใน "พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๖"; ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการรวมล้านนาเข้ากับสยามดังปัจจุบัน ก่อนเข้าเสด็จมาประทับในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร ได้ส่งราชทูตมาทูลขอพระองค์ไปเป็นพระธิดาบุญธรรม ด้วยหมายรวมล้านนาเข้าในเครือจักรภพ (พระประวัติเพิ่มเติม)
เจ้าจอมมารดา เจ้าทิพเกษร (ณ เชียงใหม่) ๖_๑ (๗_๓) (๖_๗) เจ้าจอมมารดาใน "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"; ธิดาใน "เจ้าสุริยะ ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นราชนัดดา (หลานปู่) ใน "พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑" กับ "เจ้าหญิงสุวรรณา ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นราชนัดดา (หลานปู่) ใน "พระเจ้ามโหตรประเทศ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๕"; เป็นเจ้ามารดาใน "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี"

แม่เจ้าหม่อมราชวงศ์หญิง รถแก้ว (อิสรเสนา) ๖_๗ ส. เทวีใน "เจ้าหลวงอินทยงยศโชติ, เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๙"; เป็นเจ้ามารดาใน "พลตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์, เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๑๐"; แม่เจ้าฯ เป็นพระนัดดา (หลานปู่) ใน "พระองค์เจ้าพงศ์อิศเรศร์ กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช" ผู้เป็นพระโอรสใน "สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์"

แม่เจ้าปิมปา (ณ เชียงใหม่) ๖_๑ เทวีใน "เจ้าฟ้าแสนหวี, เจ้าเทพดำรงค์รักษาเขต เจ้าเมืองขุนยวม"; เป็นธิดาใน "เจ้าหญิงปินตอง ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นธิดาใน "เจ้าราชบุตร น้อยสุริยฆาต, เจ้าราชบุตรนครเชียงใหม่"; เป็นเจ้ามารดาใน "เจ้าหญิงทิพวัน (ณ เชียงใหม่) กฤดากร" ชายาใน "พลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรเดช"

เจ้าไชยสงคราม น้อยโท่น ณ ลำปาง, เจ้าไชยสงครามนครลำปาง ๖_๒ ราชโอรส องค์ที่ ๑๔ ใน "เจ้านรนันท์ไชยชวลิต, เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๙ (๑๒)"

เจ้าหญิงบัวเทพ (ณ ลำปาง) ณ ลำพูน ๖_๒ ราชธิดา องค์ที่ ๑๗ ใน "เจ้านรนันท์ไชยชวลิต, เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๙ (๑๒)" สมรสกับ "เจ้าหนานบุญปั๋น ณ ลำพูน"; เป็นเจ้ามารดาใน "เจ้าหญิงสุทธวลัย (ณ ลำพูน) เชื้อเจ็ดตน"

เจ้าอุปราช ทิพจักร ณ ลำปาง, เจ้าอุปราชนครลำปาง ๖_๒ ราชโอรส องค์ที่ ๒๐ ใน "เจ้านรนันท์ไชยชวลิต, เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๙ (๑๒)" สมรสกับ "เจ้าหญิงสำเภาแก้ว ณ ลำปาง" ผู้เป็นราชธิดาใน "พลโทเจ้าบุญวาทย์วงค์มานิต, เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๑๐ (๑๓)"; เป็นเจ้าบิดาใน "เจ้าเทพดำรงค์ ณ ลำปาง" และ "เจ้าหญิงอัตถ์ ณ ลำปาง"

พันตำรวจเอก เจ้าไชยสงคราม สมพมิตร ณ เชียงใหม่, เจ้าไชยสงครามนครเชียงใหม่ ๖_๓ โอรสใน "เจ้าน้อยรถ ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นราชนัดดา (หลานปู่) ใน "พระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๒"; เป็นเจ้าปู่ใน "ฯพณฯ เจ้าธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่" และเป็นเจ้าตาทวดใน "ฯพณฯ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร"; เจ้าไชยสงครามฯ ได้รับขนานนามว่า "มือปราบแห่งเวียงพิงค์" เป็นที่กลัวเกรงของเหล่าโจรผู้ร้ายเป็นอย่างยิ่ง ได้ปฏิบัติหน้าที่ควาญช้างพระที่นั่งในคราที่ "พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว" เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ

เจ้าสุริยวงศ์ คำตัน สิโรรส, เจ้าสุริยวงศ์นครเชียงใหม่ ๖_ม.ส. (๒๔๐๐-๒๔๗๘), โอรสใน "เจ้าน้อยกาวิละ สิโรรส" เจ้านายราชวงศ์เม็งราย กับ "เจ้าหญิงจันทร์หอม (ณ เชียงใหม่) สิโรรส"; สมรสกับ "เจ้าหญิงสุคันธา (ณ เชียงใหม่) สิโรรส" ธิดา ใน "เจ้าราชบุตร หนานสุริยวงษ์ ณ เชียงใหม่" (มีหม่อมอีก ๓ ท่าน); เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อย แขวงเมืองขุนยวม (อำเภอขุนยวม แม่ฮ่องสอน) ที่โจรผู้ร้ายกลัวเกรง, เป็นผู้ประพันธ์ กวีนิพนธ์ภาษาล้านนา ค่าวซอ เรื่อง "หงส์หินมหาชาตินครกัณฑ์สมัยใหม่"

เจ้าบุรีรัตน์ พรหมเทศ ณ ลำพูน, เจ้าบุรีรัตน์นครลำพูน ๖_๗ (๖_๘) เสนายุติธรรมแห่งนครลำพูน; โอรสใน "เจ้าแก้วมนุษย์ ณ ลำพูน" ผู้เป็น ราชนัดดา (หลานปู่) ใน "เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓" กับ "เจ้าหญิงคำป้อ ณ ลำพูน" ผู้เป็นราชนัดดา (หลานตา) ใน "พระเจ้าบุญมาเมือง, พระเจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๒"; เป็นเจ้าบิดาใน "แม่เจ้าขานแก้ว จักรคำขจรศักดิ์ ณ ลำพูน" และ "แม่เจ้าแขกแก้ว จักรคำขจรศักดิ์ ณ ลำพูน" เทวีใน "พลตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์, เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๑๐"

เจ้าหญิงรสคำ (ณ ลำพูน) ณ เชียงใหม่ ๖_๗ ธิดาใน "เจ้าเหมพินธุ์ไพจิตร, เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๘"; สมรสกับ "เจ้าแก้วมรกต ณ เชียงใหม่"

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพิสี ๗_๑ (๘_๓) (๗_๗) "เสด็จเจ้าน้อย", พระราชธิดาใน "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" และ "พระราชชายา เจ้าดารารัศมี", สิ้นพระชนม์ขณะทรงพระเยาว์ ในพระบรมมหาราชวัง; การสิ้นพระชนม์ในครานี้ "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก รับสั่งกับ "กรมพระยาดำรงราชานุภาพ" ว่าทรงเสียพระทัยที่ลืมตั้ง "เสด็จเจ้าน้อย" ให้เป็นเจ้าฟ้า

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรค์วิสัยนรบดี ๗_๑ (๘_๓) (๗_๗) พระราชโอรสใน "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" และ "เจ้าจอมมารดา เจ้าทิพเกษร"; ทรงเป็น เจ้านายพระองค์แรก และคนไทยคนที่ ๒ ที่สำเร็จการศึกษาวิชาระดับปริญญาเอก, ทรงสมรสกับ "เจ้าหญิงศิริมา ณ เชียงใหม่" พระญาติ (ไม่มีพระโอรส พระธิดา)

เจ้าหญิงกาบคำ (ณ เชียงใหม่) อิศรางกูร ณ อยุธยา ๗_๑ ธิดาใน "เจ้าหนานสมมนุษย์ ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นโอรส องค์ที่ ๑ ใน "เจ้าราชภาคินัย น้อยแผ่นฟ้า ณ เชียงใหม่, เจ้าราชภาคินัยนครเชียงใหม่"; สมรสครั้งที่ ๑ กับ "พันเอกพระยาทรงสุรเดช (อั้น บุนนาค)", ครั้งที่ ๒ กับ "มหาอำมาตย์ตรี พระยาวิเศษฤาไชย (หม่อมหลวง เจริญ อิศรางกูร)"; เป็นเจ้ามารดาใน "เจ้าสุริยนต์ บุนนาค" กับ "เจ้าสุริยฉาย (อิศรางกูร ณ อยุธยา) สิโรรส"

อำมาตย์ตรี เจ้าราชสัมพันธ์วงศ์ สิงห์แก้ว ณ เชียงใหม่, เจ้าราชสัมพันธ์วงศ์นครเชียงใหม่ ๗_๑ โอรสใน "เจ้าน้อยดวงฤทธิ์ ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นโอรส องค์ที่ ๒ ใน "เจ้าราชภาคินัย น้อยแผ่นฟ้า ณ เชียงใหม่, เจ้าราชภาคินัยนครเชียงใหม่"; สมรสครั้งที่ ๑ กับ "เจ้าหญิงคำตุ้ย ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นธิดาใน "เจ้าอุตรการโกศล หนานแก้ววงศ์ ณ เชียงใหม่", ครั้งที่ ๒ กับ "หม่อมปั๋น" ผู้เป็นหลานสาวใน "พญาผาบ, วีรบุรุษผู้ต่อต้านภาษี สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์"

เจ้าหญิงทิพวัน (ณ เชียงใหม่) กฤดากร ๗_๑ ชายาใน "พลเอกพระวงวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช" (ไม่มีพระโอรส พระธิดา), เป็นธิดาใน "แม่เจ้าปิมปา (ณ เชียงใหม่)" กับ "เจ้าฟ้าแสนหวี, เจ้าเทพดำรงค์รักษาเขต เจ้าฟ้าเมืองขุนยวม"; ได้โดยเสด็จ "พลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช" พระสวามีไปดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส จึงได้มีโอกาสอภิบาล "พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว" และเจ้านายในจักรีบรมมหาราชวงศ์หลายพระองค์ ขณะประทับศึกษาอยู่ในยุโรป

เจ้าอุตรการโกศล น้อยศุขเกษม ณ เชียงใหม่ ๗_๑ (๗_๗) เจ้าชายในตำนาน "มะเมียะ", ราชโอรสองค์ใหญ่ ใน "พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ ๙", เป็นเชษฐาใน "พลตรี เจ้าราชบุตร วงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่" ;ภายหลังสมรสกับ "เจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่"

พลตรี เจ้าราชบุตร วงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่ ๗_๑ (๗_๗) ราชโอรสใน "พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙" กับ "แม่เจ้าจามรี (ณ เชียงใหม่)" ผู้เป็นธิดาใน "เจ้าราชภาคินัย น้อยแผ่นฟ้า ณ เชียงใหม่, เจ้าราชภาคินัยนครเชียงใหม่"; เป็นเจ้าบิดาใน "คุณหญิง เจ้าพงษ์แก้ว (ณ เชียงใหม่) ณ ลำพูน" กับ "คุณหญิง ดร.เจ้าระวีพันธ์ (ณ เชียงใหม่) สุจริตกุล"; เจ้าราชบุตรฯ คือผู้ที่จะขึ้นเป็น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑๐ หากไม่เปลี่ยนแปลงการปกครอง

พลตำรวจตรี เจ้าราชวงศ์ แก้วปราบเมรุ ณ ลำปาง, เจ้าราชวงศ์นครลำปาง ๗_ม. ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๕ (ภาคเหนือ) ท่านแรก

คุณหญิง หม่อมศรีนวล (นันทขว้าง) ณ เชียงใหม่ ๗_๑ ส. (๗_๗ ส.) หม่อมท่านสุดท้ายใน "พลตรีเจ้าราชบุตร วงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่", เจ้านายผู้ใหญ่ผู้อุทิศตนเพื่อสังคมล้านนา และเป็นผู้วางแนวทางการรับเสด็จแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

เจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่ ๗_๑ (๘_๓) (๗_๗) อดีตนายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (๒๕๐๔-๒๕๐๘), สมรสครั้งที่ ๑ กับ "เจ้าหญิงศิริประกาย ณ เชียงใหม่" ราชธิดาใน "พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙" , ครั้งที่ ๒ กับ "คุณหญิงถวิล ณ เชียงใหม่"; เจ้ากาวิละวงศ์ฯ เป็นเจ้าบิดาใน "เจ้ากอแก้ว ประกายกาวิล ณ เชียงใหม่"

เจ้าหญิงบุษบง ณ ลำปาง ๗_๒ ราชธิดาองค์สุดท้ายใน "พลโทเจ้าบุญวาทย์วงค์มานิต, เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๑๐ (๑๓)" (ที่ ๒ ใน หม่อมช้อย); เจ้านายชั้นราชธิดาในเจ้าผู้ครองนครผู้มีอายุยืนนานที่สุด สิ้นอายุขัยในรัชกาลปัจจุบัน (๒๕๔๖) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ รับพระศพเจ้าหญิงฯ ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พร้อมพระราชทานหีบทองราชนิกูลลายก้านแย่ง ชั้น "หม่อมเจ้า"

เจ้าราชวงศ์ เลาแก้ว ณ เชียงใหม่ ๗_๗ ราชโอรสองค์เดียวใน "เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๘"

เจ้าหญิงสร้อยสุวรรณ (ณ เชียงใหม่) ศิริวงศ์ ๗_ม. ธิดาใน "เจ้าบุรีรัตน์ ณ เชียงใหม่" สมรสกับ "หม่อมศิริวงศ์วรวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์ ฉายฉาน ศิริวงศ์)" พระโอรสใน "พระองค์เจ้าฉายเฉิด กรมหมื่นนฤบาลมุขมาตย์" ผู้เป็นพระโอรสใน "สมเด็จพระบรมราชตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์", เป็นเจ้ามารดาใน "หม่อมหลวง แสงฉาย (ศิริวงศ์) ณ เชียงใหม่" ภริยาใน "เจ้าพงศ์พันธ์ ณ เชียงใหม่"
เจ้าหญิงยวงแก้ว สิโรรส ๗_๗ (๗_๑๐) ธิดาใน "เจ้าน้อยคำคง สิโรรส" ผู้เป็นราชปนัดดา (เหลนปู่ทวด) ใน "เจ้าฟ้าเมืองสาม, เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง องค์ที่ ๑" และเป็นนัดดา (หลานย่า) ใน "เจ้าหญิงฟองแก้ว (ณ เชียงใหม่) สิโรรส" ผู้เป็นราชธิดาใน "เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓" ได้โดยเสด็จ "พระราชชายา เจ้าดารารัศมี" เข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความรักต้องห้ามในวังหลวงกับ หม่อมราชวงศ์หญิงท่านหนึ่ง ในที่สุด เจ้าหญิงฯ ได้ตัดสินใจกระโดดตึกจากพระตำหนักฯ ถึงแก่อสัญกรรม
เจ้าหญิงฟองแก้ว (ณ เชียงใหม่) มาลากุล ๗_๓ ผู้ยอมหย่าขาดจากเจ้าพระยาผู้สามี เพื่อไม่ตัดผมละทิ้งประเพณีเมืองเหนือ; ธิดาใน "เจ้าน้อยบัวละวงษ์ ณ เชียงใหม่" โอรสใน "เจ้าราชบุตร หนานสุริยวงศ์ ณ เชียงใหม่"; ได้โดยเสด็จ "พระราชชายา เจ้าดารารัศมี" เข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวัง และได้สมรสกับ "เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ธิบดี (หม่อมราชวงศ์ ปุ้ม มาลากุล)" แต่หย่าขาดภายหลัง มีบุตร คือ "หม่อมหลวง เทียม มาลากุล"
เจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ ๗_๓ นักธุรกิจ, ผู้บุกเบิกกิจการด้านโรงแรมและโรงภาพยนต์ในจังหวัดเชียงใหม่; โอรสใน "พันตำรวจเอก เจ้าไชยสงคราม สมพมิตร ณ เชียงใหม่" กับ "หม่อมคำใส"; เป็นเจ้าบิดาใน "ฯพณฯ เจ้าธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่"

เจ้าไชยณรงค์ ณ เชียงใหม่ ๗_๓ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่; นักธุรกิจ, เจ้าของ "โรงแรมไชยณรงค์", โอรสใน "พันตำรวจเอก เจ้าไชยสงคราม สมพมิตร ณ เชียงใหม่" กับ "หม่อมคำใส"; ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก "พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว" ทรงโปรดรับไว้ในพระบรมราชูปถัมป์ ให้เข้ารับการศึกษาในกรุงเทพฯ

เจ้าน้อยไชยวงศ์ (เปอะ) โชตนา ๗_๗ โอรสใน "เจ้าหนานวัง" ราชนัดดา (หลานปู่) ใน "เจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคคุณ, เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๖" สมรสกับ "แม่นายต๊อด โชตนา"; เป็นเจ้าบิดาใน "พ่อเลี้ยง เจ้าทิม โชตนา" และ "เจ้าแสงด้าย (โชตนา) ชุติมา"; หลังจากกำพร้าเจ้าบิดา เจ้ามารดา ได้สร้างเนื้อสร้างตัว และ ตั้งสกุล "โชตนา" ในเมืองเชียงใหม่

เจ้าหญิงสุคันธา (ณ เชียงตุง) ณ เชียงใหม่ ๗_๗ ส. ราชธิดาใน "เจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง, เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง องค์ที่ ๘", สมรสกับ "เจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่" ราชโอรสใน "พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙"; เป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีครั้งสำคัญระหว่างเจ้านายราชวงศ์ "ทิพย์จักราธิวงศ์" กับ ราชวงศ์ "เม็งราย" ผู้มีศักดิ์เป็นราชโอรสและราชธิดาในเจ้าผู้ครองนคร
เจ้าหญิงสุมิตรา ณ เชียงใหม่ ๗_๗ ธิดาใน "เจ้าราชวงศ์ น้อยขัติยะ ณ เชียงใหม่, เจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่" ผู้เป็นราชบุตรใน "พระเจ้าอินทวิชยานนท์, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗"; สมรสครั้งที่ ๑ กับ "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร" ผู้ทรงเป็นพระอัยกา (สมเด็จตา) ใน "สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีใน ร.๗" (ไม่มีพระโอรส พระธิดา), ครั้งที่ ๒ กับ "พระยามหาเทพสมบัติ (บุตร์ บุณยรัตพันธ์)" และครั้งที่ ๓ กับ "เจ้าราชภาคินัย น้อยสิงโต ณ เชียงใหม่, เจ้าราชภาคินัยนครเชียงใหม่"; เป็นเจ้ามารดาใน "เจ้าหญิงเกี๋ยงเหมย ณ เชียงใหม่" และ "เจ้าสิงห์ธร ณ เชียงใหม่"

เจ้าหญิงพันธ์คำ (ณ เชียงใหม่) สุขุม ๗_๗ ธิดาใน "เจ้าน้อยคำเจียง ณ เชียงใหม่" กับ "เจ้าหญิงแว่นฟ้า ณ เชียงใหม่" ผู้เป็นธิดาใน "เจ้าอุปราช พิมพิสาร, เจ้าอุปราชนครเชียงใหม่"; สมรสกับ "คุณประสาท สุขุม" ผู้เป็นบุตรใน "เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)"
เจ้าหญิงทิพวรรณ (ณ ลำปาง) ณ เชียงตุง ๗/๘_๒ ชายาใน "เจ้าฟ้าพรหมลือ, เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง องค์ที่ ๙", เทวีองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงตุง; เป็นราชนัดดา (หลานตา) ใน "พลโทเจ้าบุญวาทย์วงค์มานิต, เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๑๐ (๑๓)", การเสกสมรสระหว่าง ๒ ราชวงศ์ฝ่ายเหนือในครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งระดับการเมืองระหว่างประเทศ, ภายหลังเมื่อประเทศไทยอยู่ในสถานะแพ้สงคราม บรรดาเจ้านายแห่งเมือง

559
องค์ที่ ๑ เจ้าฟ้าเมืองสาม
  (xxxx - xxxx), ตรงกับสมัยกรุงธนบุรี

องค์ที่ ๒ เจ้าฟ้ากองไทย สารัมพยะ
  (xxxx - xxxx)

องค์ที่ ๓ เจ้าฟ้ามหาขนาน
  (๒๓๕๗ - ๒๔๐๐)

องค์ที่ ๔ เจ้าฟ้ามหาพรหม
  (xxxx - xxxx)

องค์ที่ ๕ เจ้าฟ้าแสง
  (xxxx - xxxx)

องค์ที่ ๖ เจ้าฟ้าโชติกองไท
  (xxxx - xxxx)

องค์ที่ ๗ เจ้าฟ้ามหาพยัคฆโชติ
  (xxxx - xxxx)

องค์ที่ ๘ เจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง
  (xxxx - xxxx)

องค์ที่ ๙ เจ้าฟ้ากองไท
  (xxxx - xxxx)

องค์ที่ ๑๐ เจ้าฟ้าพรหมลือ
  (xxxx - xxxx), ภายหลังได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย

560
องค์ที่ ๑ เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น ๓
  (๒๓๕๗ - ๒๓๕๘)

องค์ที่ ๒ พระเจ้าบุญมาเมือง ๓
  (๒๓๕๘ - ๒๓๗๐)

องค์ที่ ๓ เจ้าหลวงน้อยอินทร์ ๔
  (๒๓๗๐ - ๒๓๘๑)

องค์ที่ ๔ เจ้าหลวงคำตัน ๔
  (๒๓๘๑ - ๒๓๘๔)

องค์ที่ ๕ เจ้าหลวงธรรมลังกา ๔
  (๒๓๘๔ - ๒๓๘๖)

องค์ที่ ๖ เจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคคุณ ๔
  (๒๓๘๖ - ๒๔๑๔)

องค์ที่ ๗ เจ้าดาราดิเรกรัตน์ไพโรจน์ ๕
  (๒๔๑๔ - ๒๔๓๑)

องค์ที่ ๘ เจ้าเหมพินธุ์ไพจิตร ๕
  (๒๔๓๑ - ๒๔๓๘)

องค์ที่ ๙ เจ้าอินทยงยศโชติ ๖
  (๒๔๓๘ - ๒๔๕๔)

องค์ที่ ๑๐ พลตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ๗
  (๒๔๕๔ - ๒๔๘๖)

561
องค์ที่ ๑ เจ้าพญาสุละวะฤาไชยสงคราม ๑
  (๒๒๗๕ - ๒๓๐๒)

องค์ที่ ๒ เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว ๒
  (๒๓๐๗ - ๒๓๐๘, พระเจ้ากาวิละรักษาเมืองแต่นั้น)

องค์ที่ ๓ พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ ๓
  (๒๓๑๗ - ๒๓๒๔)

    *** เข้าเป็นประเทศราชกรุงธนบุรี ***

องค์ที่ ๔ พระเจ้าคำโสม ๓
  (๒๓๒๔ - ๒๓๓๗)

องค์ที่ ๕ พระเจ้าดวงทิพย์ ๓
  (๒๓๓๗ - ๒๓๔๙)

องค์ที่ ๖ เจ้ามหาขนานไชยวงศ์ ๔
  (๒๓๔๙ - ๒๓๖๑)

องค์ที่ ๗ เจ้าหลวงขัติยะ ๔
  (๒๓๖๑ - ๒๓๖๑)

องค์ที่ ๘ เจ้าหลวงน้อยอินทร์ ๔
  (๒๓๖๑ - ๒๓๗๒)

องค์ที่ ๙ เจ้าวรญาณรังษี ๔
  (๒๓๗๒ - ๒๓๗๘)

องค์ที่ ๑๐ พระเจ้าพรหมมาภิพงค์ ๔
  (๒๓๗๘ - xxxx)

องค์ที่ ๑๑ เจ้าสุริยจางวาง ๕
  (xxxx - xxxx)

องค์ที่ ๑๒ เจ้านรนันท์ไชยชวลิต ๕
  (๒๔๓๐ - ๒๔๔๐)

องค์ที่ ๑๓ พลโทเจ้าบุญวาทย์วงค์มานิต ๖
  (๒๔๔๐ - xxxx)

562
องค์ที่ ๑ พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ ๓
  (๒๓๒๕ - ๒๓๕๖), ทรงปกครองล้านนา ๕๗ หัวเมือง

องค์ที่ ๒ พระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา ๓
  (๒๓๕๙ - ๒๓๖๕)

องค์ที่ ๓ เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น ๓
  (๒๓๖๖ - ๒๓๖๘)

องค์ที่ ๔ เจ้าหลวงพุทธวงศ์ ๓
  (๒๓๖๙ - ๒๓๘๙)

องค์ที่ ๕ พระเจ้ามโหตรประเทศ ๔
  (๒๓๙๐ - ๒๓๙๗)

องค์ที่ ๖ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ๔
  (๒๓๙๙ - ๒๔๑๓)

องค์ที่ ๗ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ๕
  (๒๔๑๖ - ๒๔๓๙), พระเจ้าประเทศราชองค์สุดท้าย

องค์ที่ ๘ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ๖
  (๒๔๔๔ - ๒๔๕๒)

องค์ที่ ๙ พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ ๖
  (๒๔๕๔ - ๒๔๘๒), คณะราษฎร์ยึดอำนาจใน ๒๔๗๕ ให้เกียรติ เจ้าแก้วนวรัฐฯ อยู่ในฐานะประมุขบ้านเมืองจนถึงพิราลัย แต่ไม่มีอำนาจปกครองโดยตรง

563
องค์ปฐมวงศ์เจ้านายฝ่ายเหนือ
(ราชวงศ์มังราย, เม็งราย)
- ณ เชียงตุง, สิโรรส, ขุนศึกเม็งราย ฯลฯ -

(ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ )
- ณ เชียงใหม่, ณ ลำปาง, ณ ลำพูน ฯลฯ -

--------------------------------------------------------------------------------

พญามังรายมหาราช (พญาเม็งราย, พ่อขุนเม็งราย ชื่อที่ถูกต้องตามที่ทุกท่านแจ้งคือ พญามังราย) ๐
  (๑๘๓๙ - ๑๘๙๘), สายพระโลหิตต่อมาปกครองนครเชียงตุง (เมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศพม่า)

พระเจ้าทิพย์จักรสุละวะฤาไชยสงคราม
(เจ้าพญาสุละวะฤาไชยสงคราม) ๑
  (๒๒๗๕ - ๒๓๐๒), ปฐมวงศ์ "ทิพย์จักราธิวงศ์"

เจ้าฟ้าสิงหราชธานี ชายแก้ว ๒
  (๒๓๐๗ - ๒๓๐๘)

564
แผนภูมิเจ้าหลวงเชียงราย-เชียงแสน  ขอขอบคุณเชียงรายโฟกัส คุณ เชียงรายพันธุ์แท้

565
พระนางเจ้าจิรประภามหาเทวี (พ.ศ. 2088-2089)

พระนางจิรประภามหาเทวี (มหาเทวี เป็นคำเรียกผู้ที่เป็นพระมเหสีของกษัตริย์รัชกาลก่อน และเป็นพระมารดาของกษัตริย์รัชกาลต่อมา) เป็นมเหสีของพญาเกศ หรือพญาเกศเชษฐราช กษัตริย์ราชวงศ์มังรายลำดับที่ 12 และ ลำดับที่ 14 (เพราะครองราชย์ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2068-2081 และครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2086-2088) มีโอรส 2 องค์ คือ ท้าวชาย หรือซายคำ และเจ้าจอมเมือง

พระนางเจ้าจิรประภามหาเทวี หรือ ที่เรียกพระนามสั้นๆว่า พระนางจิรประภา ทรงเป็นพระราชธิดาในพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์ในแผ่นดินล้านนา ลำดับที่ 12 พระนางฯ ได้ปกครองเชียงใหม่ต่อจากพระราชบิดา ในสมัยของพระนางฯ อาณาจักรล้านนาเกิดการระส่ำระสายเนื่องจากบ้านเมืองเกิดการแย่งอำนาจระหว่างขุนนางกับเจ้านาย ประกอบกับทั้งมีข้าศึกจากภายนอกมารุกราน ทั้งกองทัพเมืองต่างๆในรัฐฉาน และอยุธยาซึ่งตรงกับรัชสมัย ?สมเด็จพระไชยราชาธิราช? ทัพมาถึงเชียงใหม่ ในสมัยของพระนางฯ บ้านเมืองอ่อนแอมากมีศึกสงครามขนาบทั้งทิศเหนือและใต้ พระนางฯปกครองบ้านเมืองเพียงแค่เพียงปีเศษก็ได้สละราชบัลลังก์แก่ สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา (หลาน) แห่งอาณาจักรล้านช้าง

สถานการณ์ทางการเมืองในอาณาจักรล้านนา

ตอนพญาเกศเชษฐราช พระราชบิดา ครองราชย์ครั้งแรกนั้น พระองค์มีนโยบายที่จะรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้ขุนนางกลุ่มหนึ่งซึ่งมี ?หมื่นสามล้าน? เป็นผู้นำไม่พอใจ ขุนนางกลุ่มนี้จึงคิดก่อการกบฏ แต่พญาเกศฯทรงทราบเสียก่อน หมื่นสามล้านถูกประหารชีวิต จึงยิ่งเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น กระทั่ง พ.ศ.2081 พญาเกศฯก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งกษัตริย์และถูกส่งไปครองเมืองน้อย ส่วนเมืองเชียงใหม่นั้นขุนนางได้ตั้งท้าวซายคำขึ้นเป็นกษัตริย์แทน แต่พระองค์ครองราชย์ได้เพียง 5 ปี ก็ถูกปลงพระชนม์ เมื่อ พ.ศ.2086 แล้วขุนนางก็ไปเชิญเสด็จพญาเกศมาปกครองเมืองเชียงใหม่ อีกครั้งหนึ่ง แต่อีก 2 ปีต่อมา คือ พ.ศ.2088 พญาเกศฯก็ถูกขุนนาง ซึ่งมี ?แสนคราว? เป็นผู้นำปลงพระชนม์

ในช่วงที่แผ่นดินล้านนาว่างกษัตริย์นี้ บ้านเมืองมีแต่ความวุ่นวาย ขุนนางแตกแยกเป็นหลายกลุ่ม และต่างก็แย่งชิงอำนาจกัน โดยพยายามสนับสนุนคนของตนขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่ในที่สุด ?กลุ่มเชียงแสน? ซึ่งประกอบด้วย เจ้าเมืองเชียงแสน เจ้าเมืองเชียงราย เจ้าเมืองลำปาง และเจ้าเมืองพาน สามารถกำจัด ?กลุ่มแสนคราว? ได้ จึงได้ไปเชิญเสด็จ ?พระไชยเชษฐาธิราช? แห่งอาณาจักรล้านช้าง มาเป็นกษัตริย์เชียงใหม่


พ.ศ.2088 ระหว่างรอการเสด็จมาของพระไชยเชษฐาอยู่นี้ บรรดาขุนนางได้เชิญมหาเทวีจิรประภาขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าขณะนั้นพระนางคงมีพระชนมายุราว 45 ชันษา

พ.ศ.2088 พระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ มหาเทวีเห็นว่าจะสู้ไม่ได้ จึงใช้ยุทธวิธีแต่งบรรณาการไปถวายและต้อนรับด้วยสัมพันธไมตรี โดยเชิญเสด็จพระไชยราชาประทับที่เวียงเจ็ดลิน (ปัจจุบันอยู่บริเวณสวนสาธารณะติดๆกับสวนสัตว์เชียงใหม่) ทำให้เชียงใหม่รอดพ้นจากภัยสงครามไปได้
ต่อมา ในปลายปี พ.ศ.2088 นั้นเอง กองทัพจากเมืองนายและเมืองยองห้วย (อยู่ในรัฐฉาน) ยกมาตีเชียงใหม่ มหาเทวีสั่งให้กองทัพเชียงใหม่สู้ศึกเต็มที่ ข้าศึกล้อมเชียงใหม่นานเดือนเศษ จึงล่าถอยไป

เนื่องจากในช่วงปีนี้มีข้าศึกยกทัพมาประชิดถึง 2 ครั้ง ทำให้มหาเทวีต้องขอกำลังจากล้านช้างให้มาช่วย ซึ่งกองทัพล้านช้างก็ได้ช่วยทำศึกอย่างเต็มความสามารถ โดยใน พ.ศ.2089 พระไชยราชาได้ยกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่และลำพูนอีกครั้ง มหาเทวีพยายามเจรจาขอเป็นไมตรี แต่ไม่สำเร็จ เมืองลำพูนถูกตีแตก ในขณะที่เมืองเชียงใหม่สามารถต้านทัพอยุธยาไว้ได้ กองทัพอยุธยาจึงล่าถอยไป
?ศึกครั้งนี้ พระไชยราชาโดนปืนยิงเดี้ยง กลับไปตายที่อยุธยา?

ปลายปี พ.ศ.2089 หลังศึกสงครามกับอยุธยา เมื่อพระไชยเชษฐาธิราชเสด็จมาถึงเชียงใหม่ มหาเทวีจิรประภา ในฐานะผู้รั้งเมือง จึงทรงสละราชสมบัติทันที และเมื่อพระไชยเชษฐาเสด็จกลับเพื่อไปครองล้านช้าง ในปี พ.ศ.2090 พระองค์หวังจะให้มหาเทวีรักษาเมืองอีกครั้ง แต่พระนางปฏิเสธ

ไม่ปรากฏในหลักฐานใดๆ ว่ามหาเทวีจิรประภาสิ้นพระชนม์เมื่อใด อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า แม้จะเป็นเวลาเพียงปีเศษ ที่พระนางได้ปกครองเมืองเชียงใหม่ แต่พระนางก็สามารถรักษาเมืองให้รอดพ้นจากภัยพิบัติได้ ทั้งนี้ก็พราะความรู้ความสามารถของพระนางนั่นเอง

อ้างอิง
พระรัตนปัญญาเถระ, ชินกาลมาลีปกรณ์.
ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่
สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ :อมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์,2539
th.wikipedia.org

เหตุการณ์ในดินแดนอื่นๆสมัยพระนางจิระประภา

พ.ศ.2088
จีน ? เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง บริเวณมณฑลเหอหนาน

อเมริกาใต้ ? มีการค้นพบแร่เงินจำนานมหาศาลที่เมือง Potosi อาณานิคมของสเปน (ปัจจุบันอยู่ในประเทศโบลิเวีย)

พ.ศ.2089
อังกฤษ ? พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ทรงสถาปนาวิทยาลัยทรินิตี้ (Trinity College) อันเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) และวิทยาลัย Christ Church อันเป็นส่วนหนึ่งของ มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด  (University of Oxford) วิทยาลัยทั้งสองแห่งสอนเกี่ยวกับเทววิทยา ปรัชญา และศาสนา

อิตาลี ? "ไมเคิลแองเจโล" ออกแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในวาติกัน และอาคารอื่นๆในกรุงโรม

อเมริกากลาง ? กองทัพสเปนพิชิตคาบสมุทรยูคาตัน (ในเม็กซิโกปัจจุบัน)


ขอขอบคุณ เชียงรายโฟกัส

566
ลำดับกษัตริย์ในราชวงศ์มังราย
1. พญามังราย พ.ศ. 1801 - 1854 (53 ปี)
2. พญาไชยสงคราม พ.ศ. 1854 - 1868 (14 ปี)
3. พญาแสนภู พ.ศ. 1868 - 1877 (11 ปี)
4. พญาคำฟู พ.ศ. 1877 - 1879 (2 ปี)
5. พญาผายู พ.ศ. 1879 - 1898 (19 ปี)
6. พญากือนา พ.ศ. 1898 - 1928 (30 ปี)
7. พญาแสนเมืองมา พ.ศ. 1928 - 1944 (16 ปี)
8. พญาสามฝั่งแกน พ.ศ. 1945 - 1984 (39 ปี)
9. พระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 1984 - 2030 (46 ปี)
10. พญายอดเชียงราย พ.ศ. 2030 - 2038 (8 ปี)
11. พญาแก้ว พ.ศ. 2038 - 2068 (30 ปี)
12. พญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า) พ.ศ. 2068 - 2081 (13 ปี) ครั้งแรก
13. พญาทรายคำ (ท้าวซายคำ) พ.ศ. 2081 - 2086 (5 ปี)
14. พญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า) พ.ศ. 2086 - 2088 (2 ปี) ครั้งที่ 2
15. พระนางจิรประภา พ.ศ. 2088 - 2089 (1 ปี)
16. พญาอุปเยาว์ (พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช) พ.ศ. 2089 - 2090 (1 ปี)
      ว่างกษัตริย์ พ.ศ. 2090 - 2094 (4 ปี)
17. พญาเมกุฏิสุทธิวงศ์ (พญาแม่กุ) พ.ศ. 2094 - 2107
18. พระนางวิสุทธเทวี พ.ศ. 2107 - 2121 (14 ปี)
*ตั้งแต่ พ.ศ. 2101 ปกครองภายใต้อำนาจพม่าของพระเจ้าบุเรงนอง

ขอขอบคุณ เชียงรายโฟกัสและคุณ เชียงรายพันธุ์แท้ ครับ

567
นางพายโค เป็นธิดาของเจ้าสุตตโสมมะ เจ้าพญาหงสา เมืองหงสาวดี ในสมัยต้นราชวงศ์มังราย เมื่อเจ้าสุตตโสมมะรู้ข่าวว่า พญามังรายยกทัพมายังเมืองหงสาวดี ก็เกิดเกรงขามในพระบารมี จึงได้ยกนางพายโคให้เป็นราชบรรณาการ เป็นการผูกไมตรีสวามิภักดิ์ต่อพญามังราย ดังปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ (ฉบับ 700 ปี)

?เมื่อนั้น พระญาหงสาวดีตนชื่อสุตตโสมะ รู้ขร่าวว่าพระญามังรายมาตั้งทัพอยู่ในแคว่นแดนเมืองแห่งตน มีความสะท้านอย้านกลัวหวั่นไหวอุกขะหลุกมีมากนัก จิ่งใช้อามาจจ์ผู้ฉลาดรู้สืบคำเมือง เอาราชปัณณาการของฝากออกมาต้อนถวายพระญามังราย แล้วถามขร่าวกิจจสุขทุกข์สัพพสวัสดีชู่อัน แล้วอามาจจ์ผู้ใช้ไหว้ว่า เจ้าพระญาหงสาใช้ผู้ข้ามาไหว้เจ้าเหนือหัวว่า เจ้าล้านนาตนมีอานุภาพมาเถิงในบ้านเมืองแห่งผู้ข้าทังหลาย มีประโยชนะใคร่ได้อันใดในเมืองแห่งผู้ข้าทังหลาย ข้าทังหลายก็จักหื้อตามอันมักแห่งเจ้าท้าวล้านนาชู่เยื่องชะแล ว่าอั้น

พระญามังรายตอบคำอามาจจ์ว่า เรามานี้ค็เท่าใคร่หันเมืองหงสา แลมักใคร่มีฉันทะสิเนหาไมตรีกับด้วยพระญาเจ้าแห่งสูแล ผิว่าเจ้าเมืองหงสาจักหื้อเยื่องใดเยื่อง ๑ แก่เราแท้ ดั่งอั้น อันอื่นเราค็บ่เอาแล เราเท่าใคร่ได้ของอันรักเพิงใจแล กล่าวหื้อเปนปัญหาแก่อามาจจ์ผู้ใช้ฉันนี้
อามาจจ์ผู้นั้นค็อำลาเจ้ามังรายเมือไหว้เจ้าเหนือหัวแห่งตนนั้นแล พระญาหงสาได้ยินคำอันนั้น จิ่งชุ่มนุมเสนาอามาจจ์นักปราชญ์ปัณฑิตในโรงหลวง ล้วนนักปราชญ์ทังหลายไหว้พระญาหงสาว่า ปัญหาอันท้าวล้านนากล่าวมาว่าจักใคร่ได้อันเพิงใจนั้น ชาติอันเพิงใจแลรักนักกว่าอันเพิงใจในโลกนี้ ค็เท่ามีแต่ราชปุตตีอันเกิดแต่อกแห่งท้าวพระญาทังหลายแล อันนี้รอยเจ้าล้านนารู้ขร่าาวสารว่านางกุมารี คือ นางพายโค อันเปนลูกรักอันเกิดแต่อกแห่งมหาราชะเจ้า มีรูปโฉมโนมพรัณณะอันงามล้วนถ้วนชู่อัน จิ่งแต่งแส้งมาบ้านเราเดิมเพื่อใคร่ได้นางพายโคลูกรักแห่งมหาราชะเจ้าเพิงมีแล มหาราชะเจ้าบ่หื้อลูกรักตนแก่เจ้าล้านนา ผู้มีเตชอานุภาพ บ่ควรแล ว่าอั้น
เจ้าพระญาหงสาตนชื่อสุตตโสมราชะได้ยินคำอันนั้น ร่ำเพิงว่า คูบ่หื้อลูกรักนางพายโคแก่เจ้าท้าวล้านนาอันมีเตชะ บ่ควรแล เพิงคูหื้อด้วยสวัสดี ค็จักเปนไมตรีสนิทติดต่อเปนราชวงสาเผ่าพันธุ์สืบราชปเวณีไพเมื่อหน้าต่อเท่าชั่วลูกชั่วหลาน บ่หนีชะแล ว่าอั้นแล้ว พระญาหงสาแต่งเครื่องง้าผ้าผ่อนประหนิมอาภอรณ์ทังมวลควรแก่วิวาห์ หื้อแก่ลูกตน บ่เท่าแต่นั้น ค็หื้อช้าง มล้า ข้ายิง ข้าชาย พุ่น 500 ครัว เพื่ออุ่มนางมาหื้อลูกรักตน นางพายโคได้ใช้สอย แล้วค็นำเอานางกับยัสสปริวารอันมากมาถวายแก่เจ้าพระญามังรายนั้นแล เจ้าพระญามังราย คันว่าได้นางพายโคมาเปนราชเทวีแห่งตนแล้ว ค็มีความชมชื่นยินดีมากนัก พระญาทัง ๒ มาชุ่มนุมกันที่น้ำแม่อาสาที่นั้น ค็หื้อไพร่ไททังหลายอิ่มด้วยเข้า เหล้า ชิ้นปลา อาหารทังหลาย แล้วค็หื้อเหล้นมโหสรพ ๓ วัน ๓ คืน แล้วกะทำราชไมตรีสนิทติดต่อกันเปน ทัฬหมิตต์บัวรมวลชู่อัน?

เมื่อพญามังรายเสด็จกลับจากหงสาวดีถึงเวียงกุมกามแล้ว บรรดาเสนาอำมาตย์ก็กระทำพิธีอภิเษกนางพายโคขึ้นเป็นราชเทวี ดังความในตำนานฉบับเดียวกันว่า
?แล้วเจ้าพระญามังรายค็อำลามาสู่บ้านเมืองแห่งตน แล้วเสนาอามาจจ์ค็อุสสาภิเสกนางพายโคหื้อเปนราชเทวี"

568
พระเจ้าพรหม เป็นชื่อ "วีรบุรุษในตำนาน" ไม่มีหลักฐานว่ามีตัวตนจริง แต่ประวัติศาสตร์ฉบับ "ล้าหลัง-คลั่งชาติ" ของทางการ ยกย่องและเชื่อถือว่ามีตัวตนอยู่จริงๆ แล้วยอยกเป็น "มหาราช" องค์แรกในประวัติศาสตร์ไทย เรียกพระเจ้าพรหมมหาราช

เมื่อไม่มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี มาเป็นพยานสนับสนุน เรื่องพระเจ้าพรหมก็เป็น "ความเชื่อ" ของผู้คนในตระกูลไทย-ลาวกลุ่มหนึ่งที่อยู่ทางทิศเหนือ แล้วแพร่กระจายลงทางทิศใต้สู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในยุคหลังๆ

ความเชื่อเรื่องพระเจ้าพรหม มีมาแต่ครั้งไหน? เมื่อไร? ไม่มีหลักฐาน ฉะนั้นไม่มีใครตอบได้ชัดเจน แต่น่าเชื่อว่ามีมาแต่ครั้งหลังรับ "ศาสนา" จากชมพูทวีป เพราะคำว่า "พรหม" ไม่ใช่ชื่อพื้นเมือง หากได้มาจากนามเทวดาของพวกที่เคารพนับถือฮินดู-พุทธ อนึ่ง "พรหม" ยังเป็นชื่อต้นกำเนิดมนุษย์มีอยู่ในพระธรรมศาสตร์ที่ได้จากพระมโนสารฤาษีแห่งรามัญประเทศด้วย

ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๙๑-๒๑๑๑) มีความเชื่อเรื่องพระเจ้าพรหมเป็น "ปฐมบรมกษัตริย์" อยู่แล้ว เพราะเมื่อคราวที่โปรดให้ตั้งเมืองนครไชยศรี (ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม) ก็ได้ชื่อนี้มาจากนามพระเจ้าไชยศิริ เมืองเชียงแสน (ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) ซึ่งเป็นโอรสพระเจ้าพรหม แล้วเชื่อกันมาแต่ครั้งก่อนหน้านั้นว่าเสด็จหนีการรุกรานจากชนกลุ่มอื่นมาก่อบ้านสร้างเมืองอยู่ที่นั่น

แต่มีเอกสารชุดหนึ่งของชาวยุโรป แสดงให้รู้ว่าชาวพระนครศรีอยุธยาจำนวนหนึ่ง มีความเชื่อว่าพระเจ้าพรหมเป็น "ปฐมบรมกษัตริย์" ของพวกตนมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๗๒-๒๑๙๙) คือเอกสารของ วัน วลิต, ตาชาต และลาลูแบร์

"พรหมเทพ"

ในเอกสาร วัน วลิต

วัน วลิต เป็นพ่อค้าชาวฮอลันดา เดินทางเข้ามาประจำสำนักงานการค้าอยู่ที่พระนครศรีอยุธยา ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๗๖-๒๑๘๕ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามในสมัยนั้น แล้วเรียนรู้ภาษาไทยด้วย นิทานเรื่อง "ปฐมบรมกษัตริย์" ของชาวสยามแห่งกรุงศรีอยุธยาที่จดไว้ เขาคงฟังมาจากคำบอกเล่าของชาวพระนครศรีอยุธยา ทั้งที่เป็นขุนนาง ข้าราชการและพ่อค้าประชาชนสมัยนั้น อาจกล่าวว่ามีการบันทึกนิทานเรื่อง "พระเจ้าพรหม" เป็นลายลักษณ์อักษรที่เก่าที่สุดก็ได้ มีความตอนหนึ่งว่า

"มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ พรมเทพ (Fra Mae Thip) เป็นผู้สร้างอาณาจักรสยาม เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรก เป็นผู้ออกกฎหมายและก่อตั้งศาสนา แต่เนื่องจากความชั่วร้ายและดื้อดึงของมนุษย์เรา พรมเทพได้สละราชอาณาจักรและตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดิน ทรงหนีไปอยู่ที่ภูเขาและสิ้นพระชนม์ที่นั่น หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ราชอาณาจักรก็เริ่มเสื่อมลง จนกระทั่งได้กลายเป็นแผ่นดินที่รกร้างอีกครั้งหนึ่ง"


พระเจ้าพรหม
ในพระราชพงศาวดาร

ครั้นต่อมาจะเป็นด้วยเหตุประการใดไม่แจ้ง กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสทรงนิพนธ์พระราชพงศาวดารสังเขปขึ้นมาใหม่ มีความต้นเรื่องต่างกับพงศาวดารกรุงสยาม (ของรัชกาลที่ ๒)

เริ่มด้วยกษัตริย์เมืองเชียงรายพ่ายศึก ได้อพยพชาวเมืองเชียงรายหนีลงมาทางทิศใต้ แล้วสร้างบ้านเมืองใหม่บริเวณเมืองแปบ ซึ่งเป็นเมืองร้างอยู่ริมแม่น้ำปิง (อยู่คนละฟากเมืองกำแพงเพชรปัจจุบัน) ภายหลังให้ชื่อใหม่ว่าเมืองไตรตรึงษ์ ต่อมามีลูกเขยเป็นสามัญชนคนเข็ญใจชื่อ นายแสนปม ได้เป็นกษัตริย์เมืองเทพนคร พระนามว่าสมเด็จพระเจ้าศิริชัยเชียงแสน มีโอรสชื่อ เจ้าอู่ทอง ซึ่งต่อมาคือ สมเด็จพระรามาธิบดี ผู้ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา

ถ้าพิจารณาความต้นเรื่องของพระราชพงศาวดารสังเขป ฉบับกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสให้ละเอียด จะพบว่ามีตำนาน ๒ เรื่องอยู่ปนกัน

ตอนต้น เป็นเรื่องพระเจ้าพรหม (ผู้พ่อ) จากดินแดนแคว้นโยนกบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกก-อิง-โขง ขับไล่ขอมดำลงมาถึงดินแดนเมืองกำแพงเพชร กับเรื่องพระเจ้าไชยสิริ (ผู้ลูก) แห่งเมืองโยนกนครศรีช้างแสน และเวียงไชยปราการ ถูกกษัตริย์เมืองสุธรรมวดี (สะเทิม อยู่ในพม่า) โจมตีขับไล่หนีลงมาถึงดินแดนเมืองกำแพงเพชรเช่นเดียวกับพระเจ้าพรหม (ผู้พ่อ) ทั้ง ๒ เรื่องนี้มีอยู่ในตำนานสิงหนวติกุมาร ตอนปลาย เป็นนิทานท้องถิ่น บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เรื่องท้าวแสนปม ที่สืบเชื้อสายลงมาเป็นท้าวอู่ทอง

ความเชื่อเรื่องพระเจ้าพรหมแคว้นโยนก เป็นต้นเค้าราชวงศ์กษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา มิได้เพิ่งมีเมื่อกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์พระราชพงศาวดารสังเขปนี้เท่านั้น หากมีร่องรอยมาแต่กรุงศรีอยุธยาแล้ว ตั้งแต่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดให้ตั้งเมืองนครชัยศรี ก็เอาชื่อเมืองมาจากเค้าความเชื่อเรื่องพระเจ้าไชยศิริ เมืองเชียงแสน ซึ่งเป็นโอรสพระเจ้าพรหม แม้ในเอกสาร วัน วลิต ก็ระบุนิทานเรื่องพรมเทพ ส่วนเอกสารของตาชาตกับลาลูแบร์แม้จะไม่ชัดเจนโดยตรง แต่ก็มีร่องรอยของการเคลื่อนย้ายจากสองฝั่งโขง แต่ที่ชัดเจนคือเอกสารชื่อ พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน ที่ชาวล้านนาแต่งขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ร่วมสมัยกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า พระมหากษัตริย์อยุธยา เป็นชาติเชื้อวงศาแห่งพระยาพรหมกุมาร แสดงว่าชาวล้านนายุคนั้นก็เชื่ออย่างนั้นเช่นเดียวกัน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ก็ทรงเชื่อเรื่องเชื้อสายวงศ์ของพระเจ้าพรหมมาสร้างแล้วครองกรุงศรีอยุธยา ตามพระราชพงศาวดารสังเขป ของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ดังสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์เล่าเรื่องนี้ว่า

"มีพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้หมอดีนส่งไปลงพิมพ์ในหนังสือไจนีสเรโปสิตอรี ที่เมืองกิ่งตังเมื่อปีกุญ จุลศักราช ๑๒๑๓ พ.ศ. ๒๓๙๔ ว่าพระเจ้าอู่ทองเปนราชบุตรเขยของพระเจ้าศิริไชยเชียงแสน ได้รับราชสมบัติสืบพระวงศ์ทางพระมเหษี ครองราชสมบัติอยู่ ๖ ปี เกิดโรคห่าขึ้นในพระนคร จึงย้ายมาตั้งราชธานีที่เมืองศรีอยุธยา" (ตำนานหนังสือพระราชพงศาวดาร พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พิมพ์อยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ โรงพิมพ์ไทย สะพานยศเส พ.ศ. ๒๔๕๗)

พระมหากษัตริย์ไทยเราที่ทรงเป็นมหาราชองค์แรก ก็คือ "พระเจ้าพรหมมหาราช" ผู้ทรงกอบกู้อิสรภาพของชาติไทยให้รอดพ้นจากการรุกรานย่ำยีของพวกขอม เมื่อประมาณ ๑,๐๐๐ กว่า ปีล่วงมาแล้ว ในสมัยอาณาจักรโยนกหรืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของเวลา แต่ละตำราจะเขียนไว้ไม่เหมือนกัน ในที่นี้จะขอยึดข้อมูลจากหนังสือประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดเชียงราย ซึ่งเอา "ตำนานสิงหนวัติฉบับสอบค้น" มาเป็นหลักอ้างอิง กล่าวคือย้อนไปเมื่อ พ.ศ.๑๔๖๐ ในรัชสมัยของ พระเจ้าพังคะ หรือ พระองค์พัง กษัตริย์องค์ที่ ๔๓ แห่งราชวงศ์สิงหนวัติ ได้ถูกพวกขอมขับไล่จากเมืองโยนกพันธุ์ไปอยู่เมืองเวียงสี่ตวง ใกล้น้ำแม่ใส จนกระทั่ง ๔ ปีต่อมา หรือเมื่อ พ.ศ. ๑๔๖๔ มเหสีของพระองค์ไปประสูติโอรสคนที่ ๒ มีการขนานนามว่า "พระเจ้าพรหมกุมาร"

ในตำนานได้กล่าวถึงประวัติตอนปฐมวัยของ "พระเจ้าพรหมกุมาร" เต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ เช่น เมื่อพระองค์มีพระชันษาได้๗ ปี ก็สามารถเล่าเรียนวิชาเพลงอาวุธและตำราพิชัยสงคราม จนจบครบถ้วนกระบวนความ หรือเมื่อพระองค์มีพระชันษาได้ ๑๓ ปี ได้ทรงสุบินว่า มีเทพยดามาบอกว่า จะมีช้าง ๓ ตัวล่องน้ำโขงมา และให้เจ้าพรหมกุมารไปล้างหน้าที่นั่น หากจับช้างตัวแรกได้จะมีอานุภาพปราบได้ทั้ง ๔ ทวีป ถ้าจับได้ตัวที่ ๒ จะมีอานุภาพได้ชมภูทวีป ถ้าจับได้ตัวที่ ๓ จะปราบแว่นแคว้นล้านนาได้

พอรุ่งเช้า เจ้าพรหมกุมารจึงได้พาบริวารประมาณ ๕๐ คน ไปยังท่าน้ำ ครั้งแรกเห็นงูเหลือมเลื่อมเป็นมันระยับลอยผ่านไปแล้ว ๑ ตัว พอตัวที่ ๒ ก็เป็นงูอีกเหมือนกัน พอตัวที่ ๓ เจ้าพรหมกุมารจึงทรงนึกถึงเรื่องในสุบินนั้นคงเป็นงูนี่เอง จึงพร้อมกับบริวารช่วยกันจับงู เมื่อเจ้าพรหมกุมารสามารถขึ้นขี่ งูก็กลายเป็นช้างไปทันที แต่ไม่ยอมขึ้นฝั่ง จนกระทั่งบริวารต้องเอาพานทองคำตีล่อ ช้างจึงยอมขึ้นจากน้ำ และมีการเรียกชื่อว่า "ช้างพานทองคำ" พระเจ้าพรหม ทรงมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสามารถและโปรดในการสงคราม เมื่อสามารถเตรียมกำลังไพร่พลได้อย่างเต็มที่แล้ว ก็ทูลพระบิดาให้เลิกการส่งส่วยแก่ขอม พวกขอมจึงยกทัพขึ้นไปปราบ พระเจ้าพรหมก็คุมกำลังออกต่อสู้และขับไล่พวกขอมจนแตกพ่าย สามารถยึดเมืองโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติคืนได้เมื่อ พ.ศ.๑๔๗๙ ในขณะที่พระองค์มีพระชันษาได้เพียง ๑๖ ปีเท่านั้น สำหรับช้างพานทองคำ เมื่อเสร็จสงครามก็ได้หายไปทางดอยลูกหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่า "ดอยช้างงู" แต่ชาวเขาเผ่าอีก้อออกเสียงไม่ชัดเจน เรียกว่า "ดอยสะโง้" และได้เรียกเพี้ยนมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนพระเจ้าพรหม เมื่อได้อัญเชิญพระบิดามาครองเมืองโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองโยนกชัยบุรีแล้ว พระองค์ก็นำทัพไปขับไล่ขอมจนถึงเมืองกำแพงเพชร จนหมดเชื้อชาติขอมในอาณาจักรโยนกแล้วจากนั้นพระองค์ก็ได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่เมืองอุมงคลเสลาเก่า เมื่อ พ.ศ. ๑๔๘๐ เพื่อเป็นด่านหน้าคอยป้องกันพวกขอมยกทัพกลับมาตีอีก และเปลี่ยนชื่อเมืองใหม่เป็น "เมืองไชยปราการ" ซึ่งปัจจุบันเป็นอำเภอชัยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ นั่นเอง พระองค์ได้ครองเมืองไชยปราการได้ ๕๙ ปี ก็เสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.๑๕๔๐ ต่อมาได้มีการขนานนามพระองค์ว่า "พระเจ้าพรหมมหาราช" นับเป็นมหาราชองค์แรกของชาติไทย.-

พิธีบวงสรวงพระเจ้าพรหมมหาราช ปี 2554
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=fJISYcVqhWY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=fJISYcVqhWY</a>

รูปประกอบ
พระบรมราชานุสาวรีย์ พระเจ้าพรหมมหาราช ประทับยืนบนฐานสูงพระหัตถ์ซ้ายทรงธนู ซึ่งอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ขอขอบคุณ เชียงรายโฟกัส

569
เจ้าอุปราชหมูหล้า เป็น 1 ในเจ้า 7 ตน เพียงคนเดียวที่ไม่ได้เป็นเจ้าหลวง
ท่านมีบุตรคนหนึ่งชื่อ เจ้าน้อยขัตติยะ ซึ่งต่อมาได้เป็นเจ้าหลวงพะเยาคนที่ 5
นามว่า เจ้าหลวงอริยะราชา

เจ้าหลวงอริยะราชา (เจ้าน้อยขัตติยะ ณ ลำปาง) (พ.ศ. 2413 - พ.ศ. 2437)
ราชบุตรของเจ้าอุปราชหมูหล้าและเจ้าหญิงสนธนา ณ ลำปาง
เจ้าหลวงอริยะราชา มีราชบุตร 2 องค์ คือ เจ้าบุรีรัตน์เมืองพะเยา (เจ้าเมืองแก้ว)
และเจ้าราชบุตรศรีสองเมือง (เจ้าน้อยใจเมือง)

เจ้าบุรีรัตน์เมืองพะเยา (เจ้าเมืองแก้ว) เป็นต้นสกุล "ศักดิ์สูง"
เจ้าราชบุตรศรีสองเมือง (เจ้าน้อยใจเมือง) เป็นต้นสกุล "ไชยเมือง"

*ลป = ลำปาง, ชม = เชียงใหม่, ลพ = ลำพูน

ขอขอบคุณ เชียงรายโฟกัส และคุณ เชียงรายพันธุ์แท้

570
(พระราชประวัติแบบย่อ)

พระเจ้าติโลกราช (พญาติโลกราช พระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิดิลกราชาธิราช หรือ ท้าวลก พ.ศ. 1984-2030) กษัตริย์ล้านนาราชวงศ์มังรายลำดับที่ 10 เป็นโอรสลำดับที่  6 ในจำนวนโอรส 10 องค์ของพญาสามฝั่งแกน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เรียกพระนามว่า "พระเป็นเจ้าติโลกราช" บ้าง "เจ้าพญาติโลกราช" บ้าง

พระเจ้าติโลกราช เดิมชื่อท้าวลก ประสูติเมื่อปีฉลู ครองเมืองพร้าว ต่อมาได้ทรงกระทำผิดอาชญาจึงถูกลงโทษโดยส่งไปอยู่เมืองยวมใต้ (แม่สะเรียง) ในปีระกา พ.ศ. 1984 ท้าวลกได้ชิงราชสมบัติจากพระราชบิดา ด้วยความช่วยเหลือของขุนนางในเมืองเชียงใหม่ พญาสามฝั่งแกนยอมมอบเมืองให้ท้าวลก ซึ่งขึ้นครองราชย์ขณะมีพระชนมายุ 32 ปี การแย่งชิงราชสมบัติของท้าวลกได้รับการต่อต้านจากท้าวช้อยพระอนุชาซึ่งครอง เมืองฝาง ท้าวช้อยไม่ยอมเป็นเมืองขึ้น พระเจ้าติโลกราชจึงส่งกองทัพไปปราบ ท้าวช้อยหนีไปขอความช่วยเหลือจากสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 กษัตริย์อยุธยาให้ยกทัพมาตีเชียงใหม่ พ.ศ. 1985 แต่ทัพอยุธยาก็แตกพ่ายกลับไป

พระเจ้าติโลกราชทรงสร้างความมั่นคงภายในล้านนา ในช่วง 10 ปี (พ.ศ. 1984-94) อาณาจักรล้านนาจึงมีความเข้มแข็ง สามารถยึดได้เมืองน่าน เมืองแพร่ จากนั้นจึงขยายอำนาจลงสู่ทางใต้ ทรงทำสงครามกับอยุธยาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถติดต่อกัน ในช่วงเวลา 24 ปี เริ่ม พ.ศ.1994 พระยายุทธิษเฐียรเจ้าเมืองพิษณุโลกเข้าสวามิภักดิ์ ต่อพระเจ้าติโลกราชและร่วมกันตีได้เมืองปากยม (พิจิตรตอนใต้) จากนั้นใน พ.ศ.2003 พระยาเชลียงก็เข้าสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าติโลกราช ในปีต่อมาพระยาเชลียงนำพระเจ้าติโลกราชมาตีเมืองพิษณุโลกและเมืองกำแพงเพชร แต่ไม่สำเร็จ

 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแก้ไขการขยายอำนาจของพระเจ้าติโลกราช โดยเสด็จขึ้นมาครองเมืองพิษณุโลกใน พ.ศ. 2006 ในการทำสงครามกับล้านนา นอกจากใช้กำลังทหารโดยตรงแล้วทางอยุธยายังใช้พิธีสงฆ์และไสยศาสตร์ด้วย กล่าวคือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเมื่อทรงออกผนวชใน พ.ศ. 2008 ก็ได้ทรงขอเครื่องสมณบริขารจากพระเจ้าติโลกราช และระหว่างที่ผนวชก็ทรงขอบิณฑบาตเมืองเชลียงคืน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนการใช้ไสยศาสตร์ก็ได้ส่งพระเถระชาวพม่ามาทำลายต้นนิโครธ (ต้นไทร) ซึ่งเป็นไม้ศรีเมือง ณ แจ่งศรีภูมิ ด้วยความเชื่อทางไสยศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2017 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยึดเมืองเชลียงกลับคืนได้ และ พ.ศ. 2018 อยุธยาและล้านนาก็ทำไมตรีต่อกัน

อำนาจของพระเจ้าติโลกราช ได้ขยายไปด้านตะวันออกไปถึงล้านช้าง โดยปกป้องหลวงพระบางให้รอดพ้นจากการคุกคามของไดเวียด ซึ่งทำสงครามขยายอิทธิพลรุกรานหลวงพระบางในปี พ.ศ.2023 ซึ่งก่อนหน้านั้นหลวงพระบางถูกกองทัพไดเวียดโจมตี กษัตริย์ลาวสิ้นพระชนม์พร้อมกับโอรสอีกสององค์ โอรสองค์สุดท้ายคือเจ้าซายขาวได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าติโลกราช กองทัพล้านนาไปรบตอบโต้จนฝ่ายไดเวียดพ่ายกลับไป ชัยชนะครั้งนี้ทำให้พญาซายขาวกษัตริย์ลาวพระองค์ใหม่มาสวามิภักดิ์ต่อพระ เจ้าติโลกราช พระราชอำนาจของพระเจ้าติโลกราชจึงแผ่ไปกว้างขวาง ด้านตะวันตกขยายออกไปถึงรัฐฉาน ได้เมืองไลคา เมืองนาย เมืองสีป้อ เมืองยองห้วย เป็นต้น พระเจ้าติโลกราชได้กวาดต้อนครัวเงี้ยวเข้ามาใว้ในล้านนาถึงหมื่นเศษ ด้านเหนือตีได้เมืองเชียงรุ่ง เมืองยอง และได้กวาดชาวลื้อ บ้านปุ๋ง เมืองยองมาไว้ที่ลำพูน

 ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช พุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง พระองค์ทรงเลื่อมใสและทำนุบำรุงพุทธศาสนา ทรงสนับสนุนคณะสงฆ์สำนักวัดป่าแดง (ลังกาวงศ์นิกายสิงหลใหม่) ทรงนิมนต์พระมหาเมธังกรญาณ แกนนำกลุ่มลังกาวงศ์ใหม่จากลำพูน มาจำพรรษาที่วัดราชมณเฑียร และทรงสถาปนาให้พระมหาเมธังกรญาณขึ้นเป็นพระมหาสวามี และส่วนของพระองค์เองก็ทรงผนวชชั่วคราว ณ วัดป่าแดงมหาวิหาร การสนับสนุนสงฆ์ฝ่ายลังกาวงศ์สิงหล ทำให้ฝ่ายลังกาวงศ์ใหม่รุ่งเรืองมาก กุลบุตรมาบวชเป็นจำนวนมาก พระภิกษุในนิกายสิงหลเพิ่มขึ้นมาก นิกายสิงหลใหม่นี้เน้นการศึกษาภาษาบาลีและการปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมเจริญก้าวหน้าอย่างสูง และความขัดแย้งระหว่างลังกาวงศ์ใหม่สายสิงหล (วัดป่าแดง) และลังกาวงศ์เก่าสายรามัญ (วัดสวนดอก) ที่มีอยู่ในยุคนั้น ก็ทำให้พระสงฆ์สายรามัญตื่นตัวพยายามศึกษาพระปริยัติเช่นกัน พระเจ้าติโลกราชทรงส่งเสริมการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ทรงยกย่องพระภิกษุที่มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก พระในสมัยนั้นจึงมีความรู้สูง ที่ปรากฏมีชื่อเสียงมาก เช่น พระโพริรังสี พระธรรมทินนเถระ และพระญาณกิตติเถระ เป็นต้น

 ความเชี่ยวชาญในการรจนาคัมภีร์ภาษาบาลีและรอบรู้พระไตรปิฎกของพระเถระชาวล้านนาในยุคนั้น ได้ก่อให้เกิดการทำสังคายนาสอบชำระพระไตรปิฎกใน พ.ศ. 2020 ที่วัดมหาโพธาราม (เจ็ดยอด) ซึ่งใช้เวลา 1 ปีจึงเสร็จ นับเป็นการสังคายนาครั้งที่ 8 ของโลก และพระไตรปิฎกฉบับที่สอบชำระในสมัยพระเจ้าติโลกราชจึงถือเป็นคัมภีร์หลักฐาน สำคัญชิ้นหนึ่งของพุทธศาสนาในล้านนาที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

 พระเจ้าติโลกราชทรงบำรุงพระสงฆ์ ถวายสมณศักดิ์แก่พระมหาเมธังกรญาณอาจารย์ของพระองค์เป็นที่ "พระอดุลศักตยาธิกรณมหาสามี" ทรงปรารถนาเป็นทายาทในศาสนาและสนองคุณพระชนนีจึงทรงมอบราชสมบัติแด่พระชนนี แล้วทรงผนวชโดยมีพระอดุลศักตยาธิกรณมหาสามีเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระญาณมงคลเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ ผนวชอยู่ไม่นานก็ทรงลาผนวชออกมาครองราชย์ต่อ

 การสร้างและบูรณะวัดสำคัญๆ ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช มีดังนี้ ในปี พ.ศ. 1999 โปรดให้สร้างวัดเป็นที่อยู่ของพระอุตตมปัญญาเถระ ที่ริมน้ำแม่ขาน (โรหิณี) โปรดให้ปลูกต้นโพธิในอารามนั้นแล้วตั้งชื่อว่า วัดมหาโพธาราม จากนั้นสร้างสัตตมหาสถาน ในปีวอก พ.ศ. 2020 โปรดให้สร้างมหาวิหารในอารามนั้นและสร้างวัดราชมณเฑียร วัดป่าตาล วัดป่าแดงหลวงมหาวิหาร เป็นต้น ทรงบูรณะต่อเดิมเจดีย์หลวง ให้ใหญ่และสูงกว่าเดิม กว้างด้านละ 35 วา สูง 45 วา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระเจดีย์นั้น

 ทรงสร้างโรงอุโบสถในวัดป่าแดงหลวง ซึ่งเป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระราชบิดา (พญาสามฝั่งแกน) และพระราชมารดา เมื่อสร้างพระอุโบสถเสร็จในวันมหาปวารณา จึงทรงร่วมพิธีผูกพัทธสีมาที่วัดป่าแดงนั้นด้วย ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต จากวัดพระธาตุลำปางหลวง นครเขลางค์ มาประดิษฐานไว้ที่ซุ้มจระนำด้านตะวันออกแห่งเจดีย์หลวง

 ทรงมอบภาระให้สีหโคตเสนาบดีและอาณากิจจาธิบดีมหาอำมาตย์ ดำเนินการหล่อพระพุทธรูปแบบลวปุระขนาดใหญ่ ด้วยทองสัมฤทธิ์หนักสามสิบสามแสน (=3,960 กิโลกรัม) ณ วัดป่าตาลมหาวิหาร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีพระธรรมทินนมหาเถระเป็นเจ้าอาวาส และในยุคนั้นได้มีการสถาปนาความเชื่อเรื่องพระธาตุในที่ต่างๆ ที่มีอยู่ในอาณาจักร โดยอาศัยความสัมพันธ์ทางศาสนาของคนในถิ่นต่างๆ โดยการสร้างตำนานเมืองและตำนาน พระธาตุ ขึ้นอย่างแพร่หลาย

 พระเจ้าติโลกราชสวรรคตในปีมะแม พ.ศ. 2030 พระชนม์มายุ 78 ปี ครองราชย์ได้ 45 ปี ในช่วงรัชสมัยของพระองค์อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรืองและยังมีผลสืบเนื่อง ต่อมาถึงรัชสมัยของพญายอดเชียงราย และรัชสมัยของพระเมืองแก้ว (พระเจ้าภูตาธิปติราช หรือพระเจ้าติลกปนัดดาธิราช) ผู้เป็นเหลนของพระองค์ ในระหว่างปี พ.ศ.2038-2068 อีกด้วย

หน้า: 1 ... 37 [38] 39 40