รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 ... 10
1
เจ้าหญิงประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ธิดาใน เจ้าแก้วมงคล และเจ้าแสงดาว ณ เชียงใหม่ สูติกาล ณ ศาลาลอย สวนเจ้าสบาย พระตำหนักดาราภิรมณ์  แม่ริม เชียงใหม่ ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๔๗๖ โดยคุณพระพิจิตรโอสถ(สามีเจ้ากาบแก้ว ณ ลำพูน) แพทย์ประจำพระองค์ใน พระราชชายาฯ เป็นผู้ทำคลอด

ลำดับสาแหรก เจ้าหญิงประกายแก้ว ถือเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ อีกท่านหนึ่งที่สืบเชื้อสายเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗ และ ๘ จึงลำดับการสืบสาแหรกไว้ดังนี้
๑.พระเจ้าอินทวิชยานนท์ >> ๒. เจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยะวงศ์ >> ๓.เจ้าราชวงศ์(เลาแก้ว ณ เชียงใหม่)>> ๔.เจ้าแก้วมงคล ณ เชียงใหม่>> ๕." เจ้าหญิงประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ "
เจ้าหญิงประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจาก พระราชชายา เจ้าดารารัศมี และเป็นทายาทผู้ที่ได้รับพระมรดกจากพระราชชายาฯ ต่อมาได้รับการเสกสมรสกับ เจ้าชายเชื้อพระวงศ์แห่งอินโดนีเซีย ราชวงศ์ชวา (ย็อคยาการ์ต้า) ประทับอยู่พระตำหนักที่เมืองมาลัง มีบุตรและธิดา ๒ คน คือ คุณจิมมี่ และ คุณฮันนี่

เจ้าหญิงประกายแก้ว ถึงแก่กรรมลง วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ด้วยอุบัติเหตุรถยนตร์ สิริอายุ ๕๘ วัสสา

ข้อมูล : หนังสือพระราชทานเพลิงศพ เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่
2
เรียน ฯพณฯ เอ.บลุนเดลล์
ผู้ว่าราชการจังหวัดตะนาวศรี

ข้าพเจ้า ( ดร . ริชาร์ดสัน )ได้รับเกียรติให้รายงานผลการปฏิบัติภารกิจในราชสำนักสยาม และหัวเมืองฉานเหนือหรือเมืองลาว ตามสรุปบันทึกการเดินทางไปและกลับ อีกทั้งสำรวจหัวเมืองข้างต้น ดังต่อไปนี้
*******


วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าไปเข้าเฝ้า กรมหลวงรักษ์ ผู้เป็นอาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ทั้งพิธีการต้อนรับ และกรมหลวงฯ เอง ก็เป็นมิตร ทุกอย่างราบรื่นดี มิสเตอร์ฮันเตอร์ ผู้สละเวลาไปเพื่อนข้าพเจ้า เข้าพบชาวสยามทุกครั้ง และได้พบกรมหลวงฯ บ่อยๆ นั้น บอกว่า ทรงไว้พระองค์ และเก็บตัว

ทั้งหมดเป็นบุคคลสำคัญที่ข้าพเจ้าได้พบ แต่กรมหลวงรักษ์นั้น ไม่ได้พบอีกเลย ทรงปฏิเสธไม่ให้ข้าพเจ้าไปเข้าเฝ้า เพื่อกล่าวคำอำลา แต่ข้าพเจ้าไปพบ เจ้าคุณบดินทร์อีกครั้งก่อนออกเดินทาง และพระคลังผู้เป็นมิตรและให้ความช่วยเหลือทุกประการก็พบกันเนืองๆ เพราะต้องเจรจากิจธุระกับท่าน แต่ไม่มิตรภาพใดจะเหนือไปกว่าการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเป็นธุระในภาระกิจของข้าพเจ้า ตั้งแต่ต้นจนจบ

ข้าพเจ้าต้องรอจนกระทั่งบรรดาเสนาบดีพร้อมให้ความช่วยเหลือ แต่ดูเนื้อความในจดหมายฉบับล่าสุด มีแนวโน้มจะเป็นเช่นนั้นน้อยเต็มที ฯลฯ

ในที่สุดข้าพเจ้าออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าราชการคนหนึ่งซึ่งได้รับมอบหมายไปนครไชยศรีกับข้าพเจ้า ซึ่งได้ละช้างไว้ที่นั่น ได้ส่งช้างมาให้อีก ๔ เชือก เป็นเครื่องตอบแทนของทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และของกำนัลที่มอบให้พระคลัง

วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าออกเดินทางทางบกไปเมืองเชียงใหม่ จากนครไชยศรี พร้อมข้าราชการเมืองนครไชยศรีอีกคนหนึ่ง และวันที่ ๒๖ มีนาคม คณะมาถึงสุดเขตเมือง ที่มีคลองโคลนลึก กั้นเขตแดนเอาไว้ ผู้ใหญ่บ้านไม่ยอมให้เรือหรือแม้แต่เสบียงอาหาร

(ข้าพเจ้าได้ส่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง จากเมืองนครไชยศรี พร้อมคำสั่งจากเสนาบดี ให้เตรียมเสบียงอาหารและอย่าขัดขวางการเดินทางไปเมืองเชียงใหม่)

ข้าพเจ้าจึงต้องส่งคนไปพบมิสเตอร์ฮันเตอร์ ขอให้อธิบายเหตุการณ์ให้พระคลังได้รับรู้ เราจะรออยู่ที่นี่ ขอให้พระคลังออกคำสั่งที่ชาวเมืองต้องปฏิบัติตามมาด้วย

วันที่๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งครั้งที่ ๒ จากมิตรเก่าแก่ ให้ทุกแห่งหนตำบล และทุกเมืองที่เดินทางผ่าน ต้องจัดเตรียมเสบียงและบอกทาง หรือนำทางให้ มีคนพาคณะไปท่าจีนทันที เจ้าเมืองท่าจีนผู้ไร้ความเมตตา ส่งเสบียงอาหารและเรือมาให้บอกว่าไม่มีถนน และเบื้องหน้ามีหนองน้ำใหญ่ อันจะเป็นอุปสรรคการเดินทางไปเมืองเชียงใหม่ ..

ข้าพเจ้าออกเดินทางในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๘๒ สองวันจึงถึงเมืองสุพรรณ ตัวเมืองสุพรรณมีถนนเพียงเส้นเดียว มีแม่น้ำ หนึ่งหรือสองสาย จากที่นี่ มีเส้นทางเกวียนที่อาจไปถึงเมืองระแหงได้ สุจี-เจ้าเมืองสุพรรณจัดเตรียมเสบียงอาหารให้ และไม่ยอมรับเงิน ถึงแม้เป็นมิตร แต่ก็ยืนยันว่า ไม่มีถนนไปเมืองเชียงใหม่ จนกระทั่งวันที่ ๑๘ เมื่อเราเดินทางถึงบ้านกางริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าคำสั่งที่ให้จัดมัคคุเทศก์นำทาง มาไม่ถึงหูของสุจีแห่งสุพรรณ ตามที่ล่ามได้บอก แต่ท่านก็ส่งคนมานำทาง จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังหมู่บ้านหนึ่งต่อกันไป

เราถึงเมืองระแหงหัวเมืองของลาว ในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๓๘๒

ข้าพเจ้าลืมบอกไปว่า กรุงเทพฯ ส่งข้าราชการชาวสยามคนหนึ่งชื่อพระสุเรนทร์ ถือจดหมายถึงเจ้าเมืองลาว เขาออกเดินทางจากกรุงเทพฯ หลังข้าพเจ้า ๑ วัน และนั่งเรือมาจนถึง เมืองนครสวรรค์ จากนั้นเดินทางทางบก เพราะข้าพเจ้าถูกรั้งตัวเอาไว้ เขาจึงมาถึงก่อน และออกจากที่นี่ก่อนข้าพเจ้ามาถึง ๒ วัน

วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าออกจากเมืองระแหง และได้รับความช่วยเหลือและความปรารถนาเป็นอันดี จากบรรดาเจ้านายเมืองลาวและชาวเมืองตลอดการเดินทาง วันที่ ๒ ฝนตกหนัก คนในคณะไม่มีที่หลบฝน นอกจากใบไม้ อย่างไรก็ตาม เรามาถึงเมืองลำพูนในวันที่ ๑๔ พฤษภาคมโดยสวัสดิภาพ ไม่มีใครเจ็บป่วย ตอนบ่าย บรรดามิตรสหายเดิม ต่างมาพบ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปเข้าฝ้าเจ้าผู้ครองนครเสียอีก ทุกคนดีใจที่ได้พบกัน

ตอนบ่ายพระสุเรนทร์เดินทางมาถึงเมืองลำพูน

วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าไปพบ “สอพวา-เจ้าผู้ครองนคร” (เจ้าหลวงคำตัน) ผู้เป็นมิตร และแสดงความประสงค์จะผูกไมตรีเป็นมิตรสนิทกับอังกฤษ ตามคำแนะนำจากบิดา และนี่ ก็ไม่มีสิ่งใดจะสงสัยความจริงใจจากท่านอีกแล้ว

ท่านเป็นโอรสเจ้าชีวิตพระองค์ก่อน (พระเจ้าลำพูนไชย ) และได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นเจ้านายผู้ใหญ่เมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาครั้งแรก (ตอนนั้น มาจากมะละแหม่ง)

ตอนนั้นท่านเป็นเจ้านายลำดับที่สามของลำพูน ภายหลัง เจ้าหอหน้าได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นเจ้าหลวงเมืองละคอร (เจ้าหลวงน้อยอินทร์) ส่วนเจ้าราชวงศ์ถึงแก่กรรม

วันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ ข้าพเจ้าไปเข้าเฝ้าเจ้าหลวงคำตันอีกครั้ง เมื่อท่านได้เห็นคำสั่งของพระสุเรนทร์ ก็บอกว่าเพียงพอแล้ว ดังนั้นเราคงซื้อขายวัวได้สะดวก ตามที่พวกเขาจะขายให้

เราไปพบพระสุเรนทร์ ท่านยืนยันว่า ราชสำนักกรุงเทพฯ ต้องการผูกมิตรกับเรา ไม่มีสิ่งใดที่ท่านต้องการไปกว่า ให้ไมตรีระหว่างทั้งสองฝ่าย แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๒ เจ้าหลวงเมืองละคอร (เจ้าหลวงน้อยอินทร์) เดินทางมาถึงพร้อมทหารองครักษ์ ๓๐๐ นาย และช้าง ๓๐ เชือก วัตถุประสงค์เพื่อไปปรึกษางานราชการในเมืองเชียงใหม่ ว่าด้วยการค้าขายวัว (มีต่อ)

สุทธิศักดิ์ ถอดความ
Burney Papers Vol.4; Pt. 1 To 2)
งานสรงน้ำพระธาตุ ณ เมืองลำพูน

ภาพจากหลวงอนุสารฯ
3
"พระธาตุอินทร์แขวน"

ครั้งหนึ่งฤาษีเทวิละไปไหว้พระมหาเจดีย์มาลิจิที่ศรีลังกา ได้พบพระอรหันต์ 9 รูป จึงขอพระบรมสารีริกธาตุจากพระอรหันต์ และได้พระบรมสารีริกธาตุมา 3 อย่าง คือ นขธาตุ โลมธาตุ และทันตธาตุ

พระอรหันต์เหล่านั้นแนะนำให้นำไปประดิษฐานที่ภูเขาที่มีลักษณะเหมือนศีรษะฤาษี ฤาษีเทวิละจึงได้เสาะหาจนพบภูเขาลูกนี้

ครั้นสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้ว หินรูปศีรษะฤาษีตั้งอยู่ไม่ได้ พระอินทร์จึงลงมาช่วย โดยตั้งจิตอธิษฐานว่า

"หากพระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ต่อไป ขอให้ก้อนหินซึ่งสถิตพระเจดีย์ตั้งอยู่ได้"

หินนั้นและเจดีย์จึงตั้งอยู่ได้มาจนบัดนี้

เล่าโดย: หลวงพ่ออุตตมะ ,วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรี (หนังสือ 84 ปี อุตตมะ)

cr.Saran Wiki
4
เจ้าฟ้าโองจ่า เจ้าฟ้าเมืองสีป้อ พระบิดาของเจ้าฟ้าจ่าแสงพระเอกนวนิยายชีวิตรักอิงประวัติศาสตร์เรื่อง สิ้นแสงฉานอันโด่งดังไปทั้งโลก

เจ้าฟ้าโองจ่าท่านร่ำรวยระดับมหาเศรษฐี เพราะเมืองสีป้อ มีบ่อเกลือ ซึ่งในสมัยโบราณ เกลือมีค่าดั่งทองคำ ตัวเมืองสีป้อเป็นศูนย์กลางการค้าขายของรัฐฉาน มีทางรถไฟสายมัณฑเลย์-ล่าเสี้ยว วิ่งผ่านสีป้อทำให้สีป้อคึกคักมากกว่าหัวเมืองอื่นๆในรัฐฉาน เจ้าฟ้าสีป้อจึงร่ำรวยมาก

เจ้าโองจ่า เป็นราชบุตรของท่านเซอน์เจ้าฟ้าเข้ เจ้าฟ้าโองจ่าท่านจบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ต ประเทศอังกฤษ

Cr.อ.พยุงศักดิ์ อัครเกื้อกูล
5
ประวัติบุคคลสำคัญในล้านนา / เจ้าสุริยะวงศ์ (คำตัน สิโรรส)
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ พฤษภาคม 23, 2020, 06:15:41 AM »
เจ้าสุริยะวงศ์ (คำตัน สิโรรส) ท่านเป็นต้นสกุล สิโรรส เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๐ เป็นบุตรของเจ้าน้อยกาวิละ ซึ่งเป็นเจ้านายในราชวงศ์ (มังราย-เชียงตุง) และเจ้าหญิงจันทร์หอม (คำหอม) ณ เชียงใหม่.

ลำดับต้นตระกูล
1.เจ้ามหาพรม (มังราย) เป็นพระอนุชาของเจ้าฟ้ามหาสิริชัยสารัมภยะ (เจ้าฟ้านครเชียงตุง พ.ศ.2347 ได้อพยบเข้ามาอยู่เชียงใหม่)
2.เจ้าหนานไชย์วงศ์ (มังรายเป็นเจ้าปู่) กับเจ้าหญิงฟองสมุทร์ (ธิดาเจ้าหลวงคำฝั้นนครเชียงใหม่ที่ 3)
3.เจ้าน้อยกาวิละ (มังราย+เจ้าบิดา) เจ้าแม่คำหอม (จันทร์หอม) ณ เชียงใหม่
4.เจ้าสุริยวงศ์ (คำตั๋น สิโรรส) มีบุตรกับเจ้าหญิงสุคันธา ณ เชียงใหม่ ธิดาเจ้าราชบุตร (หนานสุริยวงษ์) ๔ ท่าน มีบุตรกับนางเกี๋ยงคำ ๔ ท่าน มีบุตรกับนางคำ ๑ ท่าน และมีบุตรกับนางนวล ๑ ท่าน เจ้านายในราชสกุลเชียงตุง (เขมรัฐ) ที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่ มีบุตรธิดารวม 10 ท่านดังนี้
1.เจ้านางบัวนวล
2.เจ้านางสุวรรณ
3.เจ้าน้อยลานดอกไม้
4.เจ้านางยอดเรือน
5.เจ้านางมอนคำ
6.เจ้านางมอนแก้ว
7.เจ้าน้อยอินทปัตร์
8.เจ้านาง
9.เจ้านางแสงสว่าง
10.เจ้านางบุษบรรณ

เจ้าสุริยวงศ์รับราชการในสมัยพ่อเจ้าอินทวโรรสสุรยวงศ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๘ (ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๔-๒๔๕๒) เป็นผู้ที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญหลายด้าน เป็นกวีที่ฝีปากดีเยี่ยม ผลงานสำคัญ ในฐานะกวีที่มีฝีปากเยี่ยม ได้แต่งกวีนิพนธ์ภาษาล้านนา ค่าวซอเรื่องหงส์หินมหาชาติ และ นคร กัณฑ์สมัยใหม่ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า นครเจ้าสุริยะหรือนครสมัย และซอรับเสด็จ ตัวอย่างมหาชาตินครสมัย (ตอนพรรณนาจตุรงคเสนา)

“รถเกวียนครางคะครื้น นับหลายหมื่นมวลมี สารถีขับแล่น วาดแส้แกว่ง แพรวพราว บางเหล้มใส่กะไหล่เดินขาวเขียนพาด ดูสะอาดติดยาง รถยนต์คราวเทียวไต่ ขับรถไขว่สานสน พะตืนบนหนังฟอก กระจกรอบปิดตัน เพื่อหื้อกันลมฝุ่น ละอองมุกมุ่น มัวควัน รถยนต์คันน้อยใหญ่ ขับอวดให้สาวดู แต่งตัวหรูขึ้นขี่ รถแท็กซี่ขับเอง ชุมนักเลง หุมชอบ ขี่เกี้ยวปลอบนารี บางเหล้มทาเป็นสีลูกหว้า บางเหล้มทาสีกรมท่าเขียวขาว บางเหล้มทาสีแดงพราวสะอาด ชักเส้นพาดเขียนดี ดุมคัชซีซ่อมใหม่ ฯลฯ.......”

นอกจากผลงานด้านการกวีท่านยังเป็นนายช่างเอกที่มีความชำนาญสูงยิ่งในการแกะสลัก ผลงานช่างของท่านคือ แท่นแก้วพระพุทธรูปและสัตตปริภัณฑ์ (เชิงเทียนขนาดใหญ่) ปัจจุบันอยู่ในวัดสำเภา เชียงใหม่ สัตตภัณฑ์ไม้สักแกะสลักเป็นพญานาคราช ๗ เศียร ปัจจุบันอยู่ในวัดสำเภา เชียงใหม่และโต๊ะทำงานรูปโค้งแบบช่างจีนเซียงไฮ ด้านราชการงานปกครอง เป็นนายกองตระเวนด่านชายแดนหรือนายกองระวังเหตุ ด้านแม่ฮ่องสอน ขุนยวม ซึ่งมีโจรผู้ร้ายชุกชุม จนเป็นที่เกรงขามทั้งคนไทยและคนต่างชาติ สมรสกับเจ้าหญิงสุคัณธา ณ เชียงใหม่ เจ้าสุริยวงศ์ (คำตัน สิโรรส) มีชีวิตอยู่ในช่วงการปกครองของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ถึง ๓ พระองค์ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ และเจ้าแก้วนวรัฐ ท่านถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘
6
อื่นๆ เมืองอื่นๆ ประวัติศาสตร์ / ประวัติเมืองแสนหวี
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ พฤษภาคม 22, 2020, 06:12:33 PM »
ประวัติเมืองแสนหวี

หลังจากที่เมืองมาวได้ถูกจีนรุกรานและเสียเมืองไปแล้ว ขณะนั้น แสนหวีได้ตั้งเป็นเมืองอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น เมื่อเมืองมาวเสียไปแล้ว เจ้าฟ้าแสนหวี จึงขึ้นมาเป็นผู้นำในหมู่ชนชาติไตต่อมา ในยุคที่แสนหวีรุ่งเรืองนั้น มีเจ้าผู้ปกครองสืบต่อกันจำนวน 48 องค์ ซึ่งก่อนหน้าที่แสนหวีจะรุ่งเรืองนั้นก็มีเจ้าฟ้าปกครองอยู่

หลังจากราชสมัยเจ้าคำปากฟ้าแล้ว บุเรงนอง ได้ยาตราทัพขึ้นมาในเมืองไตทุกหัวระแหง จนถึงเมืองกึ๋งม้า เมืองติ๋ง (ปัจจุบันอยู่ในจีน) เจ้าฟ้าและประชาชนได้หนีภัยสงครามขึ้นไปพึ่งบ้านพี่เมืองน้องทางเหนือ และเมืองแสนหวีซึ่งมีอำนาจมากในขณะนั้นจึงได้ถูกบุเรงนองแบ่งออกเป็น 3 ภาค คือ

1. แสนหวีหลวง (ภาคเหนือ)
2. เมืองไหย (ภาคกลาง)
3. เมืองหนอง (ภาคใต้)

นอกจากนี้ หลังจากที่ บุเรงนอง ได้เข้ารุกรานบ้านเมืองไต เมืองไตทั้งหมด ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ตอนใหญ่ ๆ คือ ฝ่ายทิศเหนือแม่น้ำมาว และฝ่ายทิศใต้แม่น้ำมาว

ฝ่ายทิศเหนือแม่น้ำมาว ประกอบด้วย เมืองขึง เมือกึ๋งม้า เมืองฮึม เมืองจั๋นตา เมืองหล้า เมืองวัน เมืองหัวส่า เมืองนาส่า เมืองมาว เมืองแจ้ขวาง เมืองขวาน เรียกว่า เมืองมาว 9 เมือง

ฝ่ายทิศใต้แม่น้ำมาว ประกอบด้วยเมืองก๋อง เมืองยาง เมืองสองซบ เมืองสี่ป้อ เมืองแสนหวี เมืองมีด เมืองนาย เมืองปาย เมืองหยองห้วย เรียกว่า เมืองไต 9 ฮายหอ

ถึงแม้ว่าเมืองไตถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างนี้ก็ตามที การติดต่อการไปมาหาสู่กันก็ยังคงเดิมอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งมาถึงปี ค.ศ. 1960 นายอูนุ นายกรัฐมนตรีพม่าได้ทำการแบ่งปันเขตแดนกับประเทศจีน ด้วยเหตุนี้ เมืองไตฝ่ายเหนือแม่น้ำคง ได้ถูกตัดไปเป็นของประเทศจีนไปตั้งแต่บัดนั้นมา

เจ้าคำก่ายน้อย (ขุนคำแก้ว)นี้ เคยอยู่ร่วมกันในวังพม่า และเป็นเพื่อนสนิทกันกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เจ้าคำก่ายน้อยกับสมเด็จพระนเรศวนมหาราช ได้มีแผนร่วมกันในการที่จะรวบรวมเมืองไตทั้งหมดเป็นอาณาจักรเดียวกัน ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราช เจ้าคำก่ายน้อยก็ทำการกอบกู้ เมืองนาย เมืองปาย เมืองหยองห้วย จนถึงเมืองกึ๋งม้า เมืองปิ๋ง เมืองแลม เมืองฮึม และกำลังเข้าโจมตี เมืองแสนหวี จากพม่าแต่ถูกพม่ากับจีนรวมพลังกันโจมตีเจ้าคำก่ายน้อย ด้วยเหตุนี้ เจ้าคำก่ายน้อย จึงได้ส่งคนมาเชิญ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ไปช่วยรบ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ได้นำทัพมุ่งขึ้นทางเหนือเพื่อไปช่วยเจ้าคำก่ายน้อย แต่พระองค์ทรงสวรรค์คตเสียก่อน ณ เมืองหาง จังหวัดเมืองโต๋น เจ้าคำก่ายน้อยก็ได้ทำการสู้รบอย่างอาจหาญจนกระทั่งเสียชีวิตในสนามรบ ในปี ค.ศ. 1605 แผนในการรวบรวมเมืองไตต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว ก็ไม่ทันสัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของทั้ง 2 พระองค์

ในยุคสมัยของ เจ้าแสงมังแกถูกทางพม่าบีบอย่างหนัก บ้านเมือง ไม่สงบสุขจนทำให้เมืองนาย กลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองของเมืองไตต่อมา แต่อย่างไรก็ตาม เมืองแสนหวี ก็ยังคงมีเจ้าฟ้าปกครองสืบต่อมา

ในช่วงเวลานี้ จีนนำชาวไตทางเหนือ พม่านำชาวไตทางใต้ ได้เกิดการสู้รบกัน โดยมีชาวไตได้รับความเดือดร้อนจากการสู้รบกันเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ไทยใหญ่จึงมีความอ่อนแออย่างใหญ่หลวงมาตั้งแต่บัดนั้น

รายชื่อเจ้าฟ้า
1. ขุนแสงอ้ายห่ม (ค.ศ.957-958)

2.เจ้าส้านน้อย (ค.ศ. 1319-1349)

ระหว่าง ค.ศ. 958-1319 แสนหวีอยู่ ภาย ใต้การปกครองของเมืองมาว จึงไม่มี เจ้าฟ้าปกครองเมืองแสนหวี

3. เจ้าเสือเหยียบฟ้า (ท้าวขางเมือง) (ค.ศ. 1349-1374)

4.เจ้าเตดฟ้า (โอรสเจ้าเสือเหยียบฟ้า) (ค.ศ. 1373-1389 )

5. เจ้าคำเปี่ยมฟ้า (โอรสเจ้าคำเตดฟ้าคนที่ 2) (ค.ศ. 1389-1392)

6. เจ้าคำเปิดฟ้า (โอรสเจ้าคำเตดฟ้าคนที่ 3 ) (ค.ศ. 1392-1394)

7. เจ้านางฟ้าห่มเมือง (ค.ศ. 1395-1405)
จัดการแต่งงานระหว่างลูกสาว(นาง คำฮุงกับน้องชาย
(เจ้าน้อยสั่นฟ้า) แล้วให้ไปปกครองเมืองสี่ป้อด้วย

8. เจ้าคำก่ายฟ้า (ขุนอ้าย) (ค.ศ. 1405-1428)

9. เจ้าคำฮอดฟ้า (ขุนคำฮอด) (ค.ศ. 1428-1440)

10. เจ้าคำหวาดฟ้า (ค.ศ. 1440-1460)

11. เจ้าคำหีบฟ้า (ค.ศ. 1460-1523)

12. เจ้าคำแสนฟ้า (ค.ศ. 1523-1543)

13. เจ้าคำหานฟ้า (ค.ศ. 1543-1549 )

14. เจ้าคำปากฟ้า (ค.ศ. 1549-1561)

15. เจ้าแสนจุงฟ้า (ค.ศ. 1565-1593)

16. ขุนคำเข่งฟ้า (ค.ศ. 1593-1604)

17. คำสื้อ (คำหนั่น) (ค.ศ. 1604-1605)

18. คำก่ายน้อย (ขุนคำแก้ว) (ค.ศ. 1601-1605)

19. เสือหงฟ้า (ค.ศ. 1605-1644)

20. เสือก่อฟ้า (ขุนก่อคำ) (ค.ศ. 1644-1650)

21. เสือห่มฟ้า (ขุนส่างคำ) (ค.ศ. 1650 –1683)

22. นางฟ้าโคคำเฮือง (ค.ศ. 1683-1688)

23. เจ้าคำส่องฟ้า (ค.ศ. 1697-1714)

24. เจ้าคำหน่อฟ้า (ขุนคำแหลง ) (ค.ศ. 1714-1723)

25. นางหาญฟ้าหน่อแสงปัน (ค.ศ. 1723-1737)

26. ขุนคำเฮือง (ขุนคำเฮือง) (ค.ศ. 1737-1752)

27. เสืออุ้มมังแก (เจ้าแสงมังแก) (ค.ศ. 1752-1762)

28. ขุนแสงคำเฮอ (ค.ศ. 1762-1764)

29. เจ้าหลวงคำส่องฟ้า (ค.ศ.1764-1769)

30. อูติ่งปุ่งหญ้า (ค.ศ. 1769-1774)

31. จยอกแสหวุ่น (ค.ศ. 1774-1777)

32. ขุนส่วยแข่ง (ค.ศ. 1777-1801)

33. เสือก่อฟ้า (ค.ศ.1801-1815)

34. สโตมังแหง่ (ค.ศ. 1815-1819)

35. ขุนแสงหน่อเมือง(ค.ศ. 1819-1820)

36. ขุนแสงคำขอด (ค.ศ. 1821-1824)

37. ขุนแสงคำปาด (ค.ศ. 1824-1825)

38. ขุนแสงคำหนั่น (เสือเหยียบฟ้า) (ค.ศ. 1827-1830)

39. ขุนแสงส่วยหม่อง (เสือหว่ายฟ้า) (ค.ศ. 1830-1838)

40. ขุนแสงคำแหลงอ่อน (เสือข่านฟ้า) (ค.ศ. 1838-1846)

41. ขุนแหลงหน่อฟ้าอ่อน( ปกครองครั้งที่ 1) (ค.ศ. 1846-1849)

42. หม่องป่อหล่า (ค.ศ. 1850-1853) (เป็นยุคที่ขุนส่างฮ้ายเริ่มต่อต้านเจ้าฟ้าที่จงรักภักดีต่อพม่า)

43. ขุนแสงหน่อฟ้าอ่อน (ปกครองครั้งที่ 2 ) (ค.ศ. 1853-1856)

44. ขุนแสงโทหม่อง (เสือก่อฟ้า) (ค.ศ. 1856-1866)

45. ขุนแสงหน่อฟ้าอ่อน (ปกครองครั้งที่ 3) (ค.ศ. 1867-1885)
สาเหตุที่แสงหน่อฟ้า ได้ปกครองบ้านเมืองถึง 3 ครั้ง ก็เนื่องจาก ถูกพม่าจับติดคุกเป็นระยะเวลา 3 ครั้งด้วยกัน

46. แสงหน่อฟ้า (แสนหวีใต้) (ค.ศ. 1888-)
เริ่มตั้งแต่นี้มา แสนหวีถูกแยกออกเป็น แสนหวีเหนือ กับแสนหวีใต้ ขุนส่างต้นฮุงได้ปกครองแสนหวีเหนือ แสนหน่อฟ้า ปกครองแสนหวีใต้

47. เจ้าจุ่ม (เจ้าฟ้าโดยตำแหน่งภายใต้การปกครองของอังกฤษ)

48. เจ้าเสือห่มฟ้า ได้ปกครองต่อมา และได้สละอำนาจให้แก่รัฐบาลสหพันธรัฐไทยใหญ่ เมื่อปี ค.ศ. 1959

ภาพแรกนี้เป็น เจ้าฟ้าหน่อเมือง(เจ้าฟ้าลำดับที่46) เจ้าฟ้าเมืองไหญ่ หรือ แสนหวีใต้ และ มหาเทวี รัฐฉาน
ทรงเครื่องเต็มยศแบบราชสำนักมัณฑเลย์ ตามสิทธิ์ เจ้าฟ้าหน่อเมือง ต้องได้ขึ้นนั่งบัลลังค์เมืองแสนหวี แต่มีข้อพิพาทกับเจ้าฟ้าเมืองข้างๆเรื่องอาณาเขตและป่าไม้รวมทั้งเหมืองเงินเหมืองอัญมณี อังกฤษเข้ามาแทรกแซง แบ่งแผ่นดินแสนหวีออกเป็นสองเสี่ยง คือแสนหวีเหนือ กับแสนหวีใต้ แล้วให้เจ้าฟ้าหน่อเมืองไปปกครองแสนหวีใต้ ตั้งบ้านเมืองที่เมืองไหญ่ ตามนโยบาย แบ่งแยกและปกครองโดยอังกฤษ
7
รวมภาพเก่า ภาพใหม่ล้านนา / คุ้มเจ้าเทพมาลา ณ น่าน
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ พฤษภาคม 04, 2020, 12:05:12 PM »
คุ้มเจ้าเทพมาลา ณ น่าน

เรือนลูกผสมล้านนา-อังกฤษ อายุร้อยปี คุ้มเจ้าเทพมาลา นครน่าน (ธิดาพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กับแม่เจ้ายอดหล้า) ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่สมควรเผยแพร่ ประเภทบ้านพักอาศัย ประจำปี พ.ศ. 2555 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ มีข่าวแว่วๆ มาว่าเปลี่ยนมือเป็นของเอกชนรายหนึ่งแล้ว

บันทึกภาพเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2560 โดยคุณ Paitoon Phoolsuk‎
8
ครูบาศรีวิชัยคณะลูกศิษย์และประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธา มาร่วมกันสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1004 (ต่อเชื่อมจากเขตเทศบาลคนครเชียงใหม่ กับเทศบาลตำบลสุเทพ) โดยช่วงตั้งแต่แจ่งหัวริน (ลิน) ถึงสวนสัตว์เชียงใหม่เรียกว่า “ถนนห้วยแก้ว” ช่วงตั้งแต่อนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัยถึงดอยสุเทพเรียกว่า “ถนนศรีวิชัย” หรือถนนทางขึ้นดอยสุเทพ

ต้นคิดสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ
ความคิดที่จะสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพเกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี ๒๔๖๐ พลโท หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร อุปราชเทศาภิบาลมณฑลฑลพายัพ เคยให้นายช่างกองทางดำเนิการสำรวจและจัดทำประมาณการค่าใช้จ่ายในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ สรุปว่าต้องใช้งบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท และเวลาในการก่อสร้างร่วม 3 ปี เช่นนี้โครงการดังกล่าวจึงหยุดชะงักไปแต่ต้นทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือแต่อย่างใด

การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากคณะสงฆ์เชียงใหม่และพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ นิมนต์ ครูบาเถิ้ม (พระอธิการโสภา โสภโณ) ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ เวลานั้นการขึ้นดอยสุเทพ เต็มไปด้วยความลำบาก น้ำดื่มน้ำใช้ก็ไม่สะดวก ความเป็นอยู่ของพระที่วัดยากเข็ญ เพราะไม่มีชุมชนศรัทธาคอยอุปัฏฐาก ครูบาเถิ้มจึงคิดจะสร้างถนนขึ้นมาบนดอย

ครูบาเถิ้มนำเรื่องนี้มาปรึกษากับพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ, หลวงศรีประกาศ (ฉันท์ วิชยาภัย) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด ด้วยเป็นงานยาก งานใหญ่ ภายหลังหลวงศรีประกาศ นำเรื่องดังกล่าวมาปรึกษาครูบาศรีวิชัย แต่ไม่ใช้การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ หากเป็นการนำไฟฟ้าไปติดบน เมื่อท่านนั่งสมาธิอธิษฐานจิตแล้วจึงแนะนำให้สร้างถนนก่อนดีกว่า แล้วไฟฟ้าจะเป็นเรื่องง่าย

หากหลวงศรีประกาศก็ยังไม่มั่นใจ เพราะทางขึ้นดอยสุเทพทั้งสูงทั้งไกล ต้องใช้คนและเงินจำนวนมหาศาล แต่ครูบาศรีวิชัยก็ยืนยันให้สร้างถนน เมื่อหลวงศรีประกาศนำเรื่องมาแจ้งกับครูบาเถิ้ม และพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ ทั้งสองท่านก็เห็นตรงกันว่า ถ้าครูบาศรีวิชัยบอกว่าสามารถทำเสร็จ เป็นอันเชื่อถือได้ จึงตกลงทำหนังสือยื่นเรื่องการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ไปถึงหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้ส่งนายช่างมาทำการสำรวจ

เมื่อรัฐบาลรับเรื่องแล้ว พระพิศาลสุขุมวิม(ประสพ สุขุม) อธิบดีกรมโยธาเทศบาล ก็ส่งคณะสำรวจลงพื้นที่ พร้อมจัดทำแผนที่การสร้างถนน หลวงศรีประกาศ และครูบาเถิ้มได้นำแผนที่ดังกล่าวไปให้ครูบาศรีวิชัยดู ครูบาศรีวิชัยกำหนดวันเพื่อทำพิธีบุกเบิกทางเป็นอุดมฤกษ์ไว้ในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. (วันศุกร์ขึ้น ๓ ค่ำ เดือนยี่เหนือ (เดือน ๑๒ ภาคกลาง) ปีจอ) เมื่อกำหนดวันได้ เถ้าแก่โหงว แซ่เตียว-คหบดีชาวเชียงใหม่ และเจ้าแก้วนวรัฐ เป็นเจ้าภาพพิมพ์ใบปลิวบอกข่าวการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ใบ

ในวันพิธี ครูบาเถิ้มเป็นผู้ประกอบพิธีเชิญเทวดาอารักษ์ทั้ง ๔ ทิศ จากนั้นพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เป็นผู้ลงจอบแรก ตามด้วย เจ้านายฝ่ายเหนือ, หลวงศรีประกาศ ฯลฯ พระสงฆ์สวดชยันโต ครูบาศรีวิชัย ประกาศต่อสาธาณะว่า “การนี้เป็นการใหญ่ จะสำเร็จได้จะต้องมีเทพบุตรและเทพธิดามาช่วย” แล้วก็ชี้ไปที่ชายหญิงที่มาร่วมงาน

การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพนั้นครูบาเถิ้มกับครูบาศรีวิชัยแบ่งการควบคุมงานกัน โดยครูบาเถิ้มมีหน้าที่กำกับดูแลควบคุมเส้นทางหลักจากวัดพระธาตุดอยสุเทพลงมา ส่วนครูบาศริชัยควบคุมการทำงานจากด้านล่างขึ้นไปยังพระธาตุดอยสุเทพ และทำหน้าที่ “นั่งหนัก” เป็นประธานระดมทุนทรัพย์และรับไทยทานที่บริเวณหน้าวัดศรีโสภา (ขณะนั้นเป็นวัดร้าง)

คำว่า “นั่งหนัก” นั้นศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์ ปราชญ์ล้านนา เคยอธิบายไว้ว่า ในอดีตก่อนหน้ายุคครูบาศรีวิชัยนั้น ชาวล้านนานไม่เคยรู้จักคำนี้มาก่อน เป็นการบัญญัติขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เรียกพฤติกรรมการนั่งสมาธิบำเพ็ญภาวนาและให้ศีลให้พร (ปันพร) ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา แก่ผู้มาร่วมบริจาคเงินสำหรับการก่อสร้างเป็นการเฉพาะ

ในสัปดาห์แรกของการก่อสร้างถนนมีผู้คนมาช่วยไม่มากนัก หลังจากนั้นประมาณ ๒ สัปดาห์ ก็เริ่มมีผู้ทราบข่าวทยอยมาจากทั่วทุกทิศ มาขอเป็นอาสา หรือร่วมเป็นเจ้าภาพในการทำทาง ขอแบ่งบุญคนละครึ่งวาบ้าง วาหนึ่งบ้าง จำนวนผู้คนที่มาช่วยงานเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐/วัน ซึ่งมีทั้งพระภิกษุสามเณร, พ่อค้า, ประชาชน,ชาวเขาต่างๆ, เจ้านาย และข้าราชการ รวมผู้คนทั้งสิ้นที่มาร่วมงานก่อสร้างถนนครั้งนี้ ๑๑๘,๓๐๔ คน ใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จในเวลา ๕ เดือน ๒๒ วัน ก็แล้วเสร็จ

กำหนดทำพิธีฉลองเปิดทางทดลองวิ่งในวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๘ ต่อเมื่อครูบาศรีวิชัยมรณภาพจึงเปลี่ยนเป็น “ถนนศรีวิชัย”

ข้อมูลจาก

ครูบาศรีวิชัย สิริชีวประวัติ วัตรปฏิบัติ หลักธรรมคำสอน และมงคลบารมี, สมาคมชาวลำพูน จัดพิมพ์เมื่อ มิถุนายน ๒๕๖๑

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์เมื่อ: ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒
9
ที่พักแรมระหว่างตาง วัวต่าง-ม้าต่าง ในยุคสมัยโบราณของเมืองแพร่

วัวต่างนิยมใช้บรรทุกสิ่งของหรือสินค้า โดยจะเรียกเจ้าของวัวว่า "พ่อค้าวัวต่าง"

ม้าต่าง จะใช้บรรทุกน้อยกว่าวัว แต่เดินทางได้ไกลกว่าวัว

พ่อค้าวัวต่าง ม้าต่าง ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกการค้าขายของภาคเหนือหรือดินแดนล้านนาในช่วงปีพ.ศ.2398-2503

ในภาพถือว่าเป็นพักและจุดรวมคาราวานวัวและม้าต่าง

ภาพต้นฉบับขาวจาก หนังสือประวัติศาสตร์เมืองแพร่ ฉบับพ.ศ.2550

จากเพจ แป้มะเก่า
10
ประวัติล้านนา ตำนานล้านนา / อนุสาวรีย์ข่วงสิงห์ ในอดีต
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ เมษายน 03, 2020, 09:15:56 AM »
"อนุสาวรีย์ข่วงสิงห์" ในอดีต

“ข่วงสิงห์ (คู่ ) มีป้ายจารึก

บอกเล่าความเป็นมาว่า

” บริเวณนี้เดิมเคยเป็นลานโล่งกว้าง
เรียกว่า ”ข่วง” อยู่นอกเมืองเชียงใหม่
ทางด้านทิศเหนือ ห่างจากประตูช้างเผือก
ซึ่งเป็นประตูเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 2 กม.

ต่อมาในปี พ.ศ.2344
พระเจ้ากาวิละ
เจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ พระองค์แรก
(พ.ศ. 2325-2356 ) ในสมัยรัตนโกสินทร์
โปรดให้ก่อสิงห์ปูนปั้นสีขาว ยืน 2 ตัว
แต่ละตัวอยู่ภายในซุ้ม ตั้งไว้ที่นี่
ตัวหนึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ
อีกตัวหนึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
แล้วทำพิธีอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ให้มาสถิตย์เป็นเดชานุภาพของบ้านเมือง

ในอดีตกองทัพเชียงใหม่ ได้มากระทำพิธีบูชา
เพื่อความเป็นสิริมงคลทุกปี
จนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "ข่วงสิงห์ชัยมงคล”

หากเดินทางมาจาก
ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-เชียงใหม่
เมื่อลงสะพานข้ามแม่น้ำปิงแล้ว
ใ้ห้เล็งหาทางแยกซ้ายมือ เข้าสู่ถนนคู่ขนาน
ไปจนถึงสี่แยกข่วงสิงห์
เจอสัญญาณไฟฯ เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนโชตนา
ไปประมาณ 200 เมตร จะเห็น
โรงเรียนวัดข่วงสิงห์ด้านซ้ายมือ
ขับรถเลียบซ้ายจนสิ้นสุดรั้วโรงเรียน
เลี้ยวซ้ายเข้าถนนหลังโรงเรียน....
อนุสาวรีย์สิงห์ จะปรากฏให้เห็นด้านขวามือครับ
หน้า: [1] 2 ... 10