กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 ... 10
1
ณ พระธาตุช่อแฮ่ จังหวัดแพร่ รูปถ่ายต้นฉบับ : พระครูเจ้าศรีวิชัย ตนบุญใหญ่แห่งแดนล้านนา

ขอบคุณภาพจาก ตังกวย แซ่ลิ้ม
2
ย้อนรอย "เงินแถบ" และจุดเปลี่ยนเหรียญกษาปณ์ในล้านนา จาก "เงินหัวหมด" สู่เงินบาทไทย

​รู้หรือไม่? เมื่อ 100 ปีก่อน คนล้านนา เชียงใหม่ ไม่ได้ใช้เงินบาทเป็นหลักในการซื้อขายของในตลาด แต่ใช้ "เงินรูปีอินเดีย" หรือที่เรียกกันติดปากว่า "เงินแถบ" เป็นสกุลเงินหลัก!

- ทำไมต้อง "เงินแถบ"?
ย้อนไปในยุคที่อังกฤษเข้ามายึดครองพม่าเป็นอาณานิคม อังกฤษได้นำเงินรูปีจากโรงกษาปณ์ในอินเดียเข้ามาใช้ในพม่า ด้วยความที่เหรียญมีมาตรฐาน น้ำหนักแม่นยำ และมีจำนวนมาก พ่อค้าพม่าและกลุ่มคนในบังคับอังกฤษที่เข้ามาทำไม้สักในล้านนา จึงนำเงินรูปีเข้ามาใช้จ่ายจนแพร่หลาย ชาวล้านนาจึงเรียกเหรียญเหล่านี้ว่า "เงินแถบ"

- รู้จัก "เงินกระจ๊ม" และ "เงินหัวหมด" เหรียญรูปีที่เข้ามามีหลายรุ่นตามพระพักตร์ของกษัตริย์อังกฤษ
- เงินแถบหัวหนาม: เหรียญรูปพระนางเจ้าวิคตอเรียสวมมงกุฎ
- เงินกระจ๊ม: เหรียญรูปพระนางเจ้าวิคตอเรีย (ด้วยพระสิริโฉมงดงาม)
- เงินหัวหมด (หรือเงินหัวล้าน): เหรียญรูปพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ซึ่งเป็นเหรียญที่นิยมมากเพราะเนื้อเงินบริสุทธิ์ แต่เนื่องจากพระองค์มีพระชนม์มากและพระเกศาบาง ชาวบ้านจึงเรียกว่า "เงินหัวหมด"

- ภารกิจเปลี่ยนผ่าน: สู่เงินบาทไทย
ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ คุณหลวงสงวนราชทรัพย์ (สงวน สุภาภา) ย้ายมาดำรงตำแหน่งคลังจังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2479 ท่านเห็นว่า "เมืองเชียงใหม่ไม่ใช่เมืองพม่า" จึงจัดโครงการเปลี่ยนระบบเงินตรา โดยไปเบิกเหรียญกษาปณ์ไทยมาเต็มตู้รถไฟ!

​ท่านสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปตั้งโต๊ะแลกเหรียญที่ตลาดวโรรส จนพ่อค้าแม่ค้าเริ่มหันมาใช้ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ไทยแทนเงินรูปี และในเวลาไม่ถึงเดือน "เงินแถบ" ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากตลาดเชียงใหม่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

- เกร็ดประวัติศาสตร์ล้านนา
หากเปรียบเงินตราเป็นเครื่องบ่งชี้อำนาจ ในอดีตล้านนาใช้เงินมาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่หอยเบี้ย, เงินเจียง, เงินธ็อกดอกไม้, จนมาถึงยุคเงินแถบ สะท้อนถึงการปะทะสังสรรค์ทางการค้าและวัฒนธรรมที่เข้มข้นตลอดหลายศตวรรษ
​ร่วมสืบสานประวัติศาสตร์ล้านนาผ่านเรื่องราวเงินตรา เพื่อความเข้าใจในรากเหง้าของเศรษฐกิจท้องถิ่นของเรา

ขอบคุณข้อมูลจาก: ธนาคารแห่งประเทศไทย, หนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ หลวงสงวนราชทรัพย์(สงวน ศุภาภา), นวรัตน์ เลขะกุล (หนังสือเงินตราล้านนา), และ Jirakarn Supanarat
3
พระเมืองไชยราชา (เจ้าหนานอินทรศ เถินบุรินทร์) เจ้าเมืองเถินองค์สุดท้าย และเป็นผู้ว่าราชการบริเวณเมืองเถินบุรี (ผู้ว่าราชการจังหวัดเถินบุรี) เพียงคนเดียว ก่อนที่ทางการจะยกเลิก และยุบจังหวัดเถินบุรีเป็นอำเภอ ขึ้นตรงกับจังหวัดลำปาง พระเมืองไชยราชา เมื่อ พ.ศ 2426 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระไชยเมืองเถิน และเมื่อเจ้าเมืองเถินองค์ก่อนวายชนม์ จึงได้รับการรับรองแต่งตั้งจากกษัตริย์สยาม ให้เป็น "พระเมืองไชยราชา" ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเถิน ตั้งโฮงหลวง หรือคุ้มหลวง อยู่บ้านท่าหลวง ต.เถินบุรี

ขอขอบคุณเพจ เมืองเถิน นครลำปาง
4
ประวัติล้านนา ตำนานล้านนา / เวียงท่ากาน เมืองโบราณหริภุญชัย
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ กุมภาพันธ์ 20, 2026, 04:02:58 PM »
รับชมวีดีโอได้ที่ Youtube : https://www.youtube.com/watch?v=nWQzE9UgVmU

เวียงท่ากาน เมืองโบราณหริภุญชัย โบราณสถานเวียงท่ากาน ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ลงมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 30 กิโลเมตร  และห่างจากลำพูน ศูนย์กลางเดิมของแคว้นหริภุญชัยมาราว 15 กิโลเมตร

   เอกสารประวัติศาสตร์ในยุคล้านนา เวียงท่ากานปรากฏชื่ออยู่ใน “พงศาวดารตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่”  เรียกว่า  “เวียงพันนาทะการ”   

    อย่างไรก็ตาม จากการปฏิบัติงานด้านโบราณคดีของกรมศิลปากรในพื้นที่เวียงท่ากานเมื่อกว่า 40  ปีมาแล้ว พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่วัฒนธรรมหริภุญชัย ราวพุทธศตวรรษที่ 14      เช่น พบโครงกระดูกและชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ทั้งเพศชายและเพศหญิงประมาณ 60 โครง  ทุกโครงถูกจัดอยู่ในท่านอนงอเข่า ลักษณะช่วงขามีร่องรอยที่แสดงถึงการมัด  และคาดว่าน่าจะมีการตัดเส้นเอ็นร่วมด้วย 

    ไม่เพียงการพบโครงกระดูกมนุษย์ แต่จากการขุดค้นทางโบราณคดีในปี 2556 ยังพบหลักฐานชิ้นสำคัญ นั่นคือโครงกระดูกม้าอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ในยุคหริภุญไชยตอนกลาง  นับเป็นโครงกระดูกม้าที่มีความสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีพบในประเทศไทย

     เวียงท่ากานยังพบโบราณวัตถุชิ้นสำคัญนั่นคือ  “โถลายคราม” สมัยราชวงศ์หยวน ภายในบรรจุเถ้ากระดูก  มีอายุเก่าแก่ประมาณ 700 ปี นับเป็นเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์หยวนในสภาพสมบูรณ์ที่พบเพียงไม่กี่ชิ้นในประเทศไทย และยังแสดงถึงความสำคัญของเวียงท่ากานในอดีตได้เป็นอย่างดี

   นับจากปี 2532 เป็นต้นมา กรมศิลปากรเริ่มลงพื้นที่ขุดแต่งโบราณสถานเวียงท่ากานจำนวน 6 แห่ง  จนถึงปัจจุบันแล้วเสร็จทั้งสิ้นจำนวน 27  แห่ง ทั้งในเขตกำแพงเมือง และนอกกำแพงเมือง

      เวียงท่ากาน นับเป็นเมืองโบราณเพียงไม่กี่แห่งในล้านนาที่อยู่ในช่วงเวลาร่วมสมัย และช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านจากรัฐหริภุญชัยถึงสมัยล้านนาแบบไร้รอยต่อ  ช่วยทำให้เรามองเห็นพัฒนาการยุคแรกเริ่มของล้านนาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น  แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการค้นหาอดีตที่ยังคงต้องการคำตอบอีกมากมายในอนาคต

ขอขอบคุณรายการ ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.294
5
ยุคมืดล้านนา 216 ปี ใต้เงาพม่า I ประวัติศาสตร์นอกตำรา

รับชมที่ Youtube : https://www.youtube.com/watch?v=9_c9QsFc00s&t=40s

เส้นทางประวัติศาสตร์ของล้านนาไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะหลังการล่มสลายลงของราชวงศ์มังรายที่ปกครองล้านนาเชียงใหม่เป็นเวลา 262 ปี ล้านนาต้องตกเป็นประเทศราชของพม่ายาวนาน 216 ปี  กระทั่งสามารถขับไล่พม่าออกไปจากล้านนาได้สำเร็จด้วยการสนับสนุนจากสยามในปี พ.ศ. 2347   ก่อนจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ภายใต้ปกครองของราชวงศ์ “ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน”
    มีเอกสารมากมายที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ล้านนาเชียงใหม่ แต่น่าแปลกที่ตลอดระยะเวลาที่พม่าปกครองล้านนา กลับมีบันทึกหลักฐานต่าง ๆ ไม่มากนัก อีกทั้งยังกระจัดกระจาย ทำให้กลายเป็นยุคที่เต็มไปด้วยคำถามในทางประวัติศาสตร์ว่า เกิดอะไรขึ้นกับล้านนาเชียงใหม่ในห้วงเวลานั้นบ้าง
      ห้วงเวลาภายใต้อำนาจพม่าที่ยาวนานถึง 216  ปีนี้เอง ถูกขนานนามว่า “ยุคมืดแห่งล้านนา”   ที่ดูเสมือนหนึ่งเกิดกลียุค ความวุ่นวายสับสน ความเสื่อมโทรม จนบ้านเมืองถูกทิ้งร้างไป  แต่ในความเป็นจริงแล้ว จากหลักฐานเอกสาร และโบราณคดีเท่าที่พบวันนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด
       ล้านนาภายใต้พม่ามีทั้งยุครุ่งเรือง และถดถอย ทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายการปกครองที่ปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขการเมืองท้องถิ่นในล้านนา  รวมทั้งการเมืองภายในของพม่าเองด้วย 
     “ยุคมืด” ที่แท้จริงของล้านนา จึงน่าจะหมายถึงการขาดแคลนซึ่งหลักฐานเอกสารและโบราณคดี   จนทำให้เกิดช่องว่างทางประวัติศาสตร์ในช่วงที่พม่าปกครองล้านนา ซึ่งวันนี้ยังคงต้องการคำตอบที่คงค้างคาอีกมากมาย

ขอขอบคุณรายการประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.293
6
คณะครูและนักเรียนโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ถ่ายภาพร่วมกันเนื่องในวันปิยมหาราช บริเวณหน้าโรงเรียน ซึ่งในช่วงนั้นตรงกลางโรงเรียนเป็นรั้วทางเข้าโรงเรียน ถ่ายประมาณปี พ.ศ.2493

ขอขอบคุณภาพจาก อภิชิต ศิริชัย
7
ถนนพหลโยธิน และต้นตะเคียนคู่ สันทราย เมืองเชียงราย พ.ศ.2516
8
๑๘ พฤศจิกายน วันสถาปนาพระเจ้านครน่าน

วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ร.ศ.๑๒๒ (พ.ศ.๒๔๔๖) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โปรดเกล้าฯให้พระยาศรีสุนทรโวหาร เจ้ากรมพระอาลักษณ์อ่านประกาศตั้งเจ้านครเมืองน่านเปนพระเจ้านครเมืองน่านจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลั่งน้ำสังข์แลทรงเจิมแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานสุพรรณบัตรตั้งให้เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชเจ้านครเมืองน่านเปนพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครเมืองน่าน แล้วทรงโปรดเกล้าฯให้เจ้าพนักงานสวมเสื้อครุยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช แลทรงสวมชฎาพระราชทานแล้ว เจ้าพนักงานเชิญเครื่องยศต่างๆที่เปนของพระราชทานมอบให้พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ อาทิ สังข์เลี่ยมทองคำ หีบหมากไม้แดงหุ้มทองคำลงยา กากระบอกทองคำ กระบี่ฝักทองคำศรีษะนาคลงยา เสื้อเยียรบับ ผ้านุ่งเยียรบับ ผ้านุ่งเขียนทอง เจียรบาต

ขอขอบคุณเพจ น่านบ้านฉัน by ดอย สักก์สีห์
9
ถนนสิงหไคล หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย พ.ศ.2496 ยามเย็นในฤดูหนาว ขวามือคือทางลงไปข้าม “ขัวแตะ” ไปยังเกาะลอย ปัจจุบันคือที่ตั้ง สนง.กศน.จังหวัด และห้องสมุดประชาชน

ขอขอบคุณ อภิชิต ศิริชัย
10
พ.ศ.2479 รัฐบาลไทยได้มีการสร้างโรงพยาบาลของรัฐฯ ตามแนวตะเข็บพรมแดน และที่เชียงรายเป็นแห่งที่ 3 รองจากจังหวัดระนองและนครพนม ธงชาติไทยยังใช้ธงช้างเผือกประจำชาติ จึงมีการตั้งสถานที่ราชการและปักธงไตรรงค์ ให้ต่างชาติรู้ว่าเป็นแผ่นดินไทย

พิธีวางศิลาฤกษ์ในวันนั้น ชาวเชียงรายได้เห็นธงชาติไทยดังที่เห็นที่ปรำพิธีหรือผามหลวง ผู้คนที่มาร่วมงานแต่งกายแบบสากล ชุดสูทขาว คหบดี กางเกงแพรเสื้อราชปะแตน ส่วนสามัญชนยังใส่กางเกงขาก๊วยเสื้อแขนสั้น แต่ไม่ลืมใส่หมวกสักราช ตามวัฒนธรรมตะวันตกที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในเมืองเชียงราย

ก่อนหน้านี้ เชียงรายมีโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค ที่สร้างโดยมิชชันนารีชาวต่างชาติ เป็นโรงพยาบาลแห่งแรก หลังจากนี้ชาวเชียงรายจึงเรียกโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค ว่า "โฮงยาฝรั่ง" และ โรงพยาบาลเชียงรายฯ ว่า "โฮงยาไทย" นับแต่นั้น

ขอขอบคุณ คุณอภิชิต ศิริชัย
หน้า: [1] 2 ... 10