กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 [3] 4 ... 10
21
ถนนหนทางและร้านค้าในเวียงเชียงราย (หน้าร้านฮิมกี่ ถ.ธนาลัย) พ.ศ.2481

ภาพ : Pendleton, Robert Larimore
22
รวมภาพเก่า ภาพใหม่ล้านนา / กำแพงเมืองเชียงใหม่ ปี 2460
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ มิถุนายน 08, 2025, 12:38:09 PM »
กำแพงเมืองเชียงใหม่ ปี 2460

ในปี พ.ศ. 2460 กำแพงเมืองเชียงใหม่ยังคงแสดงลักษณะของเมืองป้อมปราการดั้งเดิมไว้อย่างชัดเจน ตัวกำแพงก่อด้วยอิฐดินเผา มีความสูงประมาณ 6–8 เมตร ฐานกำแพงลาดกว้างเพื่อรับน้ำหนักและความมั่นคง ด้านบนมีช่องยิงหรือซุ้มป้อมเล็กเรียงเป็นระยะตามแนวป้องกัน บางช่วงมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่บนกำแพง เป็นภาพสะท้อนของกาลเวลา

ภายนอกแนวกำแพงเป็นคูเมืองที่ยังมีน้ำหล่อเลี้ยง แสดงถึงการวางผังเมืองและระบบป้องกันที่ชาญฉลาดของชาวล้านนา แม้ในยุคนั้นเมืองจะเริ่มรับอิทธิพลจากโลกสมัยใหม่ แต่กำแพงยังคงเป็นพยานเงียบของอดีตที่ทรงคุณค่า

#กำแพงเมืองเชียงใหม่ #เชียงใหม่ #ประวัติศาสตร์ล้านนา#แจ่งกู่เฮือง #ล้านนาในอดีต #เชียงใหม่ในอดีต

ขอบคุณเครดิต
ที่มา : เรื่องนี้ต้องรู้
#ร้านสาวแม่ฮ่องสอนฯ
23
วิหารโถงวัดปงสนุก จังหวัดลำปาง

วิหารหลังเก่าที่มีหน้าบันงดงามมาก ตัววิหารเป็นอาคารไม่สูง ลักษณะหลังคาซด ใส่คันทวยแกะสลัก ติดเสาสวยงาม หลังคาต่อปีกนกยาวออกมาอีกหนึ่งตับ น่าเสียดายที่ในปัจจุบันวิหารอันมีเอกลักษณ์แบบเบ้าสล่าล้านนาเช่นนี้แทบไม่มีให้พบเห็นกันแล้ว เนื่องจากปี พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๒ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เดินทางไปตรวจราชการทางจังหวัดทางภาคใต้ ท่านได้ปรารภว่าการออกแบบวัดวาอารามต่างๆ ตามระยะทางที่ผ่านไปนั้นมีลักษณะทรวดทรงไม่สวยงาม ไม่เหมาะที่จะเป็นเครื่องแสดงวัฒนธรรมของชาติ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้มอบหมายงานมายังกรมศิลปากร เพื่อทำการออกแบบพระอุโบสถที่ได้มาตรฐานทางสถาปัตยกรรมไทยขึ้น โดยแบ่งออกเป็น ๓ ขนาด ขึ้นอยู่กับงบประมาณในการก่อสร้างเพื่อจัดส่งไปยังจังหวัดต่างๆ ให้ประชาชนได้เห็นเป็นตัวอย่างในการนำไปใช้ก่อสร้างต่อไป

กรมศิลปากรได้มอบหมายให้ พระพรหมพิจิตร เป็นผู้ออกแบบพระอุโบสถทั้งสามแบบดังกล่าว ซึ่งรู้จักกันในเวลาต่อมาในชื่อว่า “พระอุโบสถแบบ ก.ข.ค.” รูปแบบพระอุโบสถดังกล่าวทั้งสามถูกคิดขึ้นจากรูปทรงพระอุโบสถแบบภาคกลางเพียงอย่างเดียวและทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่เป็นงานสถาปัตยกรรมไทยเครื่องคอนกรีตทั้งสิ้น รูปแบบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดชาตินิยมทางศิลปะ ณ ขณะนั้นที่นิยมยกย่องศิลปะแบบภาคกลางเพียงแบบเดียวเท่านั้นว่ามีความเป็นไทยและสร้างทัศนะคติต่องานท้องถิ่นทั้งหมดว่าไม่สวยงามและไม่มีคุณค่าทางศิลปะเพียงพอ รูปแบบมาตรฐานดังกล่าวได้กลายเป็นต้นเหตุสำคัญให้เกิดการรื้อถอนทำลายพระอุโบสถแบบดั้งเดิมที่ถูกออกแบบด้วยศิลปะแบบท้องถิ่นลงไปอย่างมากมาย รูปแบบพระอุโบสถฉบับมาตรฐานภาคกลางจากกรุงเทพฯ ของพระพรหมพิจิตร ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความทันสมัยและสวยงามแบบใหม่ในสายตาของชนชั้นนำท้องถิ่น โดยเฉพาะเจ้าอาวาสตามวัดต่างๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นับแต่นั้นความงดงามทางศิลปะท้องถิ่นแบบเบ้าล้านนาก็ค่อยๆหายไปตามกาลเวลา

มาถึงตรงนี้นึกถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่เห็นคุณค่าของวิหารแบบเบ้าล้านนา ท่านคือ นายชัยยา พูนศิริวงศ์ ผู้ว่าราชการเชียงใหม่คนที่ ๒๑ (๑ ตุลาคม ๒๕๒๓ – ๓๐ กันยายน ๒๕๓๐) ท่านผู้นี้เป็นนักสถาปนิกเก่า ทำให้มองออกว่าควรจะพัฒนาบ้านเมืองไปทางทิศทางใด ท่านเลือกให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองมรดกทางวัฒนธรรม และทางประวัติศาสตร์ โดยอนุรักษ์โบราณสถานให้คงอยู่คู่กับเมืองเชียงใหม่ตลอดไป ท่านจึงหวงแหนสิ่งโบราณล้ำค่าตามวัดต่างๆในเขตคูเมือง

ช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯเชียงใหม่ ในหมู่เจ้าอาวาสมีกระแสการสร้างโบสถ์วิหารใหม่ที่สวยงามแข่งกัน ใครจะระดมหาเงินเก่งกว่ากัน ใครสร้างโบสถ์ หรือวิหารได้ ถือว่ามีผลงานจะได้พิจารณาความดีความชอบเพื่อเลื่อนสมณศักดิ์ให้สูงขึ้น เมื่อมีผู้ค้าของเก่าไปเสนอเจ้าอาวาสให้รื้อโบสถ์ วิหารเก่า ที่ทำด้วยไม้สักอายุนับร้อยปีออก โดยผู้ค้าของเก่าจะเป็นผู้รื้อให้เอง ขอเพียงไม้เก่าทั้งหมด ซึ่งในอดีตการสร้างวิหารไม้จะสลักเสลาอย่างสวยงาม ทำให้มีราคาสูง เป็นที่ต้องการของนักสะสมของแต่งบ้านสมัยโบราณ พ่อค้าของเก่าจึงล่อใจเจ้าอาวาสด้วยการให้เงินอีกก้อนหนึ่งเพื่อไปสร้างโบสถ์ วิหารหลังใหม่ เจ้าอาวาสไม่รู้คุณค่าของโบราณสถานก็ยินยอมแต่โดยดี แต่เมื่อนายชัยยาทราบข่าวก็ได้เข้าไปอธิบายคุณค่าของวิหารเก่าแก่ว่าเป็นศิลปะทรงคุณค่า ควรจะเก็บไว้เป็นมรดกของลูกหลาน พร้อมทั้งขอร้องเจ้าอาวาสว่าอย่ารื้อ ให้คำนึงถึงของเก่าอันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หลายวัดท่านไปห้ามไว้ได้ทัน แต่ก็มีหลายวัดที่ห้ามไม่ทันจึงถูกรื้อไป วัดที่ไม่ได้รื้อนั้นท่านก็จัดสรรงบประมาณไปซ่อมแซมบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง โดยให้สำนักงานศิลปากรเขต ๘ เชียงใหม่ เข้าไปช่วยดูแล

เล่ายาวมากนึกอะไรได้ก็เพิ่มเติมลงไป ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ อยากให้เห็นคุณค่าของมรดกวัฒนธรรม มรดกจากบรรพบุรุษ..หากเราไม่ช่วยกัน แล้วใครจะมารักษา

ภาพจาก ศูนย์การเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมชุมชนบ้านปงสนุก

ที่มา เพจสมาคมคนเหนือ
24
ภาพเก่าซุ้มโขง ซุ้มประตู ของวัดพระธาตุเสด็จ จ.ลำปาง
25
กบฎเงี้ยวปล้นเมืองพะเยา เมื่อใน พ.ศ.๒๔๔๕

หลังจากเหตุการณ์พวกกบฏเงี้ยวก่อการจลาจลปล้นเมืองแพร่สำเร็จในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๕ จากนั้นจึงเข้าปล้นเมืองลำปางเป็นเมืองต่อไปแต่กระทำการไม่สำเร็จเพราะเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต่อสู้อย่างแข็งขันโดยมีกัปตันเยนเซ่น นายตำรวจชาวเดนมาร์ค ซึ่งรับราชการตำแหน่งเป็นครูฝึกตำรวจภูธรที่เชียงใหม่ร่วมกับกองกำลังตำรวจภูธรในจังหวัดลำปาง กระทั่งพวกเงี้ยวเพลี่ยงพล้ำและแตกพ่ายหนีไป เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานนักพวกเงี้ยวได้รวมตัวกันอีกครั้งส่วนหนึ่งมาจากอำเภอป่าแดด จ.เชียงรายและพวกเงี้ยวที่แตกพ่ายจากลำปางมาร่วมสมทบกันเข้าปล้นเมืองพะเยา ในวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๕ โดยมีพวกเงี้ยวในเมืองพะเยาส่วนหนึ่งเข้าร่วมสมทบ การบุกปล้นเมืองพะเยาแทบไม่มีการต่อต้านจากฝ่ายทางการจึงทำให้พวกเงี้ยวสามารถยึดเมืองพะเยาได้อย่างง่ายดาย

เจ้าหลวงไชยวงศ์ เจ้าเมืองพะเยาและข้าราชการชาวสยามที่ทำงานอยู่ในเมืองพะเยาได้อพยพหนีไปลำปางก่อนหน้านั้น กว่าทางการจากลำปางจะส่งกำลังมาปราบพวกเงี้ยวที่เมืองพะเยาได้ก็ย่างเข้าวันที่ ๑๔ ต.ค.แล้ว ซึ่งหัวหน้ากองกำลังปราบพวกเงี้ยวคือ กัปตันเยนเซ่น พร้อมกับกำลังตำรวจอีก ๒๓ นาย ในระหว่างการเดินทางใกล้ถึงเมืองพะเยาที่บ้านแม่กาท่าข้าม ฝ่ายพวกเงี้ยวได้แอบซุ่มโจมตีอยู่ข้างทางเป็นเหตุทำให้กัปตันเยนเซ่นถูกลอบยิงกระทั่งเสียชีวิต ภายหลังกองทหารจากลำปางนำโดยเจ้าราชภาติกวงษ์ ยกกำลังมาเสริมจนสามารถชิงเมืองพะเยากลับคืนมาจากพวกเงี้ยวได้

    เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองกลับคืนเข้าสู่ภาวะปกติ ทางการได้มีการจับกุมพวกกบฏเงี้ยวและชาวพื้นเมืองที่มีส่วนพัวพันไปพิจารณาคดีตัดสินลงโทษ ซึ่งมีทั้งถูกประหารชีวิตและจำคุกจำนวนหลายราย แม้ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองจะสงบลงแต่เจ้าหลวงไชยวงศ์วิตกว่า พวกเงี้ยวอาจจะกลับมาปล้นเมืองพะเยาอีกจึงได้คิดแผนการเสริมกำแพงเมืองให้มั่นคงแข็งแรงและขุดคูเมืองให้ลึกลงกว่าเดิมเพื่อป้องกันพวกเงี้ยวบุกโจมตี ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องรีบดำเนินการเร่งด่วนและอ้างถึงว่าไม่สามารถจะหาก้อนอิฐมาสร้างกำแพงเมืองได้ทันตามเวลา เจ้านายบางคนจึงได้เสนอให้ไปรื้อเอาก้อนอิฐตามวัดร้างต่างๆซึ่งมีอยู่จำนวนมากทั้งในตัวเวียงและปริมณฑลโดยเฉพาะบริเวณกว๊านพะเยาจะมีวัดเก่าอยู่จำนวนมากซึ่งเจ้าหลวงไชยวงศ์ทรงเห็นชอบ ภายหลังแม้ว่าพระครูศรีวิลาสวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาจะคัดค้านก็ตามแต่ไม่เป็นผล  จึงทำให้วัดวาอารามร้างจำนวนมากถูกรื้อทำลายอย่างย่อยยับและทรัพย์สมบัติวัดถูกขุดขโมยไปจนเกลี้ยง และนี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ว่า เพราะเหตุใดเมืองพะเยาจึงไม่มีวัดโบราณหลงเหลือสภาพให้เห็นอยู่บ้างแม้ว่าในอดีตจะเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนามากก็ตาม

#ข้อมูลจาก บันทึกพระครูศรีวิลาสวิชรปัญญา อดีตเจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา

ข้อมูลภาพถ่าย
- งานฌาปนกิจศพข้าราชการและพลเรือนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์พวกกบฏเงี้ยวก่อการจลาจลปล้นเมืองแพร่เมื่อพ.ศ.๒๔๔๕ ถ่ายที่หน้าคุ้มเจ้าหลวงแพร่ คนนั่งกลางถือกระบี่ในภาพคือ จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี แม่ทัพใหญ่ปราบกบฏเงี้ยว ภาพจาก หอสมุดดำรงราชานุภาพ

- ภาพกองกำลังทหารสยามคราวปราบกบฏเงี้ยว ขณะพักกลางวันที่เมืองอ่างทองก่อนจะเดินทางมาเมืองแพร่ ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

บทความโดย: อ.เกื้อพงษ์  ชัยดรุณ
26
ประวัติล้านนา ตำนานล้านนา / มองโกลบุกพ่ายล้านนา
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ เมษายน 22, 2025, 02:30:36 PM »
เมื่อครั้งจักรวรรดิมองโกลแผ่ขยายอำนาจกว้างใหญ่ไพศาล รุกรานดินแดนต่าง ๆ ตั้งแต่อาหรับ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “อาณาจักรล้านนา” ทางภาคเหนือของไทยในวันนี้ ก็เคยตกเป็นเป้าการรุกรานของกองทัพมองโกลด้วยเช่นกัน และที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ... ล้านนาสามารถต้านทานทัพมองโกลได้!

นี่คือ... เรื่องราวที่ไม่ได้ปรากฏบนบทเรียนประวัติศาสตร์ไทยฉบับส่วนกลาง หากแต่มันคือเรื่องราวของสงครามและการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดจากเงื้อมมือมหาอำนาจที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง!
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ท่านสามารถอ่านต่อด้านล่างได้เลยครับ...

1. จุดเริ่มต้นของอาณาจักรล้านนานั้นเกิดขึ้นเมื่อพญามังราย เจ้าผู้ปกครองนครเงินยางซึ่งขึ้นครองราชย์เมื่อปี 1259 (พ.ศ. 1802) ทรงขยายอำนาจของตนในลุ่มน้ำแม่กก แม่อิง และแม่น้ำปิงตอนบน จากการตีเมืองเล็กเมืองน้อยให้รวมเป็นปึกแผ่น พร้อมตั้งอาณาจักรล้านนาโดยมีเมืองเชียงรายเป็นศูนย์กลางอำนาจ ต่อมามีการเปลี่ยนศูนย์กลางที่เวียงฝาง, และเวียงกุมกาม

2. ขณะเดียวกัน ราชวงศ์หยวน ราชวงศ์ของชาวมองโกลซึ่งสามารถปกครองแผ่นดินได้เป็นปึกแผ่นโดยกุบไลข่าน หรือพระเจ้าหยวนซื่อจู่ ก็ได้เริ่มขยายอำนาจลงทางใต้ โดยการยึดครองอาณาจักรต้าหลี่ (ยูนนาน) เมื่อปี 1253 (พ.ศ. 1796) หลังจากนั้น กุบไลข่านได้ใช้ยูนนานเป็นฐานขยายอำนาจลงทางใต้ โดยตั้งขุนนางมองโกลและผู้นำท้องถิ่นปกครองยูนนาน

3. ราชวงศ์หยวนใช้วิธีรุกและยึดดินแดนต่าง ๆ เพื่อให้เข้ามาสวามิภักดิ์ ต่างจากราชวงศ์จีนยุคก่อนหน้าที่เห็นว่าตนเองเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ดินแดนต่าง ๆ จะต้องเข้ามาส่งบรรณาการเอง (จิ้มก้อง) ทำให้ราชวงศ์หยวนเริ่มทำสงครามเพื่อหมายยึดครองดินแดนทางตอนใต้ คือ เหมียนก๊ก (อาณาจักรพุกาม หรือพม่า), อันนัม (ไดเวียด หรือเวียดนาม), และ “ปาไป่สีฟู่กั๋ว” (แปลว่า อาณาจักรสนมแปดร้อย) หรืออาณาจักรล้านนาของพญามังราย ซึ่งไม่ยอมสวามิภักดิ์กับทางมองโกลนั่นเอง

4. มองโกลได้เริ่มรุกรานอันนัม (เวียดนาม) และพุกาม (พม่า) ก่อน โดยสามารถยึดครองพุกามได้สำเร็จในปี 1287 (พ.ศ. 1830) จนทำให้อาณาจักรพุกามล่มสลาย ขณะที่การรุกรานอันนัมกลับล้มเหลวทั้งสามครั้ง แม้จะเคยบุกได้ลึกถึงกรุงฮานอย แต่ต้องพ่ายแพ้ต่อการต่อต้านของกองทัพเวียดนาม

5.ส่วนการรุกรานล้านนา มองโกลส่งกองทัพมาตีล้านนาเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1284 (พ.ศ. 1827) นำทัพโดยปู้หลู่เหอต๋า ทว่าเมื่อเดินทางถึงเชอหลี่ (เชียงรุ่งใหญ่ หรือสิบสองปันนา) เมืองชายแดนยูนนาน และเป็นเขตสำคัญที่ติดต่อกับล้านนาและพม่า ปู้หลู่เหอต๋าได้นำทหารม้ากว่า 300 นายไปเกลี้ยกล่อมให้เชอหลี่สวามิภักดิ์ แต่เจ้าเมืองไม่ยินยอม ทำให้มองโกลบุกเชียงรุ่งใหญ่ จนเชียงรุ่งใหญ่พ่ายแพ้และจำนนต่อราชวงศ์หยวน

6. พญามังรายซึ่งกำลังแผ่ขยายอำนาจของตนเอง ทรงทราบว่าราชวงศ์หยวนกำลังรุกรานลงมาทางใต้ จึงจำเป็นต้องขยายอำนาจทางใต้และพิชิตหริภุญชัยได้ในปี 1292 (พ.ศ. 1835) ปีเดียวกัน ราชวงศ์หยวนวางแผนยกทัพโจมตีล้านนา ทว่ากุบไลข่านทรงสิ้นพระชนม์ในปี 1294 (พ.ศ. 1837) ทำให้แผนการต้องยุติลงชั่วคราว พร้อมกันนั้น เตมูร์ข่าน หรือพระเจ้าหยวนเฉิงจง ซึ่งขึ้นปกครองแผ่นดินจีนต่อจากกุบไลข่าน ยังทรงหยุดทำสงครามขยายดินแดน และสร้างสันติภาพกับรัฐต่าง ๆ เช่น ไดเวียด และจามปาแทน

7. แต่ราชวงศ์หยวนยังคงต้องการปกครองเชอหลี่ หรือเชียงรุ่งใหญ่ พื้นที่สำคัญในการติดต่อกับล้านนาและพม่าอย่างเต็มที่ ทำให้ในปี 1296 (พ.ศ. 1839) ราชวงศ์หยวนตั้งกองทัพเพื่อปกครองดินแดนแห่งนี้ และปีเดียวกันนี้ พญามังรายได้สถาปนาเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานี นอกจากนี้ พญามังรายทรงโต้กลับมองโกล โดยการผนึกกำลังกับเมืองลื้อ (เชียงรุ่งน้อย) โจมตีเชียงรุ่งใหญ่ หรือเชอหลี่ของจีน

8. เตมูร์ข่านจึงตัดสินใจส่งกองทัพไปปราบล้านนาอย่างเด็ดขาด เพื่อทำให้ชายแดนสงบสุข ทั้งยังดึงอำนาจจากพม่าและลาวได้ แม้จะมีเสียงต่อต้านจากขุนนางในราชสำนักจีนว่าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เพราะล้านนาอยู่ไกล เต็มไปด้วยทิวเขาสลับซับซ้อน ควรจะใช้คนไปเกลี้ยกล่อมสวามิภักดิ์แทนก็ตาม แต่ก็ไม่สำเร็จผล

9. ปี 1301 (พ.ศ. 1844) ราชวงศ์หยวนได้ส่งหลิวเซิน, เหอล่าไต้, และเจิ้งโย่ว นำไพร่พลไปบุกตีล้านนากว่า 20,000 นาย ทว่าขณะนั้นราชวงศ์หยวนรับศึกหลายด้าน ทั้งกบฏในยูนนาน การทำสงครามกับพม่า จึงทำให้เสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลต่อการทำศึกที่ล้านนาด้วยเช่นกัน

10. ท้ายที่สุด การไปตี “ล้านนา” ในครั้งนี้ก็ต้องเป็นอันพ่ายแพ้ไป... อีกทั้งเตมูร์ข่านยังสั่งประหารหลิวเซินเพื่อกลบเกลื่อนความอัปยศ แต่เตมูร์ข่านยังไม่สิ้นความพยายาม พระองค์ทรงสั่งรุกล้านนาอีกในปี 1302–1303 (พ.ศ. 1845–46) ก็ล้มเหลวเช่นเดิม

11. ปี 1309 รัชกาลคูลุกข่าน หรือพระเจ้าหยวนอู่จง รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงส์หยวน พญามังรายแห่งล้านนาร่วมมือกับเมืองลื้อ (เชียงรุ่งน้อย) รุกรานดินแดนยูนนาน ซึ่งทางยูนนานไปปราบได้ผลแค่เล็กน้อย ซึ่งความพ่ายแพ้ต่อล้านนาตลอดเวลาที่ผ่านมา ทำให้การส่งทหารไปปราบล้านนาถูกขุนนางเริ่มทัดทาน และเสนอให้เน้นการทูตแทน ซึ่งคูลุกข่านไม่เชื่อและยังส่งคนไปปราบ แต่ยังไม่ถึงขั้นทำสงคราม

12. แต่ความขัดแย้งครั้งนี้ยังไม่ถึงขั้นทำสงคราม เพราะเมื่อคูลูกข่านสวรรคตลงเมื่อปี 1311 (พ.ศ. 1854) และอายูร์บาร์วาดา หรือพระเจ้าหยวนเหรินจง รัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์หยวน ขึ้นครองราชย์ ขุนนางสายเน้นการทูตก็ขึ้นเป็นใหญ่ พร้อมกับจักรพรรดิองค์ใหม่พยายามแก้ไขปัญหาที่องค์เก่าสืบมา คือ ปัญหาการขาดงบประมาณจากการทำสงคราม ทำให้ราชวงศ์หยวนลำบากและเสียหายหนัก สงครามระหว่างราชวงศ์หยวนกับอาณาจักรต่างๆ รวมถึงล้านนาจึงยุติลง

13. ฝั่งล้านนาก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพราะในปี 1311 (พ.ศ. 1854) พญามังรายที่ทรงสู้กับมองโกลมาตลอดเกิดสวรรคตพอดี พญาไชยสงครามซึ่งขึ้นครองล้านนาแทนพระราชบิดา เปลี่ยนท่าทีต่อราชวงศ์หยวน หันมาส่งเครื่องบรรณาการ (จิ้มก้อง) คบค้าด้วยการทูตแทน และทรงย้ายกลับไปประทับที่เชียงราย ให้พระราชโอรสคือเจ้าแสนพูกลับไปรื้อฟื้นเมืองเชียงแสน อันเป็นเสมือนประตูของล้านนา

14. กระนั้น ทางยูนนานก็ยังต้องการยกทัพไปตีล้านนาเพื่อพยายามเอาเชียงรุ่งกลับมาปกครอง แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ทำสงครามกันหลังจากนั้น จนยุคปลายราชวงศ์หยวน การเมืองภายในไม่ค่อยมั่นคง มีการเปลี่ยนรัชกาลบ่อย ๆ นโยบายการปกครองของแต่ละรัชกาลจึงปรับเปลี่ยน

ส่วนภายในล้านนาก็มีปัญหาการเมืองภายในเช่นกัน ทำให้ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนและล้านนาในสมัยราชวงศ์หยวนจึงไม่ราบรื่น แต่ล้านนาก็ได้ส่งบรรณาการและยอมรับอำนาจของจีน โดยให้ราชวงศ์หยวนปกครองล้านนาเชิงสัญลักษณ์ และล้านนาใช้ระบบบรรณาการเป็นประโยชน์ทางการเมืองและการค้า จวบจน ราชวงศ์หยวนของมองโกลล่มสลายลงเมื่อปี 1368 (พ.ศ. 1911) ทางล้านนาก็ได้สืบต่อการส่งบรรณาการกับราชวงศ์ใหม่อย่างราชวงศ์หมิงแทน นี่จึงเป็นเรื่องราวของศึกสงครามล้านนา–มองโกล ศึกที่อาณาจักรเล็ก ๆ แห่งหนึ่งสามารถต้านทานทัพของจักรวรรดิที่เคยพิชิตโลกได้! แม้นภายหลัง ล้านนาจะหันมาสวามิภักดิ์ แต่มันก็เป็นไปตามคติการปกครองของยุคนั้น โดยล้านนายังคงรักษาความเป็นอิสระของตนไว้ มิใช่การตกเป็นเมืองขึ้น

อ้างอิง: silpa-mag (ดอท) com/history/article_89353?
Silpa-mag  (ดอท)com/history/article_127396
Prachachat  (ดอท) net/d-life/news-1086094
โจวปี้เฝิง. ล้านนาสวามิภักดิ์ ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนา. มติชน; 2565.
โจวปี้เฝิง, สรัสวดี อ๋องสกุล. ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนและล้านนา
ในสมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 – 16. วารสารจีนศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 2 พุทธศักราช 2563, หน้า 232-250.
27
ชมคลิป >>> https://www.youtube.com/watch?v=BILchJ01Smc

ความหมายของชื่อบ้านนามเมือง อย่าง "ท่าล้อ" ปรากฏผ่านร่องรอยทำเกวียนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของจังหวัดแพร่ ที่เมื่อสืบค้นไปเรื่อย ๆ ยิ่งพบว่าเชื่อมโยงกับประวัติการทำไม้ของเมืองแพร่เมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว วันนี้คนในหมู่บ้านหันมาจับเครื่องมือช่าง ชุบชีวิตเกวียนเก่ากลับมาในอู่ต่อเกวียน

#ไทยพีบีเอส #ThaiPBS #ไทยบันเทิง #เรื่องนี้มีตำนาน
28
สถูปเจ้าเมีองพลัดถิ่น เจ้าหลวงเมืองแพร่ ที่เมืองเชียงแมน หลวงพระบาง

ชมคลิป https://www.youtube.com/watch?v=G3QYNV0aSB0
29
การแห่โกฏ ครูบาศรีวิชัย ไปวัดจามเทวี พ.ศ. 2489

21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2481
87 ปี ครูบาเจ้าศรีวิไชย สิริวิชโย
มรณภาพ ณ วัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน

คุณ ณรัศมิน นำภาพตำนาน
ค้นตู้คุณทวด เจอภาพ ถือว่า
เป็นภาพที่ชัดและสมบูรณ์ที่สุด

-การแห่โกฏ(ผอบ)ครูบาศรีวิชัย จากสถานีตำรวจลำพูนไปวัดจามเทวี
-เมรุครูบาศรีวิชัย ณ วัดจามเทวี
20 มีนาคม 2489

ลายมือของ คุณทวดผม สิงห์คำ โนตานนท์

ณรัศมิน เทพมณี????????

ชมภาพทั้งหมด ในลิงค์

https://www.facebook.com/share/p/1BTUBtFc9W/?mibextid=wwXIfr
30
ภาพเก่าประตูป่าแดง 1 ใน 12 ประตูเมืองเชียงตุง
หน้า: 1 2 [3] 4 ... 10