กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 6 [7] 8 ... 10
61
รวมภาพเก่า ภาพใหม่ล้านนา / ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ กุมภาพันธ์ 06, 2024, 04:49:01 PM »
ชาวบ้านกำลังต้อนฝูงควายผ่านหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังเก่า

ศาลากลางจังหวัดเชียงราย สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ เพื่อเป็นที่ทำงานของหน่วยงานรัฐบาลและข้าหลวงเมืองเชียงราย ตามนโยบายการปฏิรูปการปกครองเข้าสู่ศูนย์กลางของรัฐบาลสยาม เป็นศาลากลางที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยที่ยังคงเหลืออยู่ ออกแบบโดยนายแพทย์วิลเลี่ยม เอ บริกส์ มิชชันนารีที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในจังหวัดเชียงราย

ศาลากลางหลังแรกจังหวัดเชียงราย เป็นสถาปัตยกรรมที่มีโครงสร้างก่ออิฐถือปูน เป็นอาคาร ๓ ชั้น มีขนาดกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓๗ เมตร การก่อสร้างเป็นรูปแบบศิลปะโคโลเนียล เป็นอาคารเก่าหลังคาทรงปั้นหยา ประดับด้วยมุขหน้าต่างหลังคา มีมุขหัวท้ายยื่นมาเล็กน้อย ซึ่งมีจุดเด่นของอาคาร คือก่ออิฐเป็นรูปโค้ง (Arch) ช่องเปิดที่ระเบียงอาคารด้านล่างทำเป็น โครงสร้างคานโค้งครึ่งวงกลม ๓ ชุดโค้งต่อเนื่อง และมีโถงทางเดินที่เชื่อมถึงโดยตลอดด้านหน้าชั้นที่ ๑

ศาลากลางดังกล่าวปัจจุบันไม่ได้เปิดทำการ เนื่องจากกำลังปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ภาพเชียงราย โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แต่ถือเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนอดีตของเมืองเชียงรายที่ได้รับอิทธิพลจะตะวักตกเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการจัดสรรเมือง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

1. จักรพันธ์ ม่วงคราม. (2555). สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกในเมืองเชียงรายภายใต้บทบาทของมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียน.วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาศิลปะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร.

2. อภิชิต ศิริชัย. (2558). หนังสือที่ระลึกเนื่องในวโรกาส 777 ปี ชาตกาลพระญามังรายหลวง. สำนักพิมพ์ล้อล้านนา.เชียงราย
62
รวมภาพเก่า ภาพใหม่ล้านนา / ประตูช้างเผือก ปี พ.ศ.๒๔๗๘
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ กุมภาพันธ์ 04, 2024, 07:43:36 PM »
ภาพอดีตประตูหัวเวียง หรือปัจจุบันเรียกว่า ประตูช้างเผือก เชียงใหม่เมืองหลวงของล้านนาในอดีต ปี พ.ศ.๒๔๗๘ ซึ่งชาวต่างชาติถ่ายภาพเอาไว้
63
รวมภาพเก่า ภาพใหม่ล้านนา / สถานีรถไฟเชียงใหม่ พ.ศ.2494
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ กุมภาพันธ์ 01, 2024, 01:54:11 PM »
สถานีรถไฟเชียงใหม่ พ.ศ.2494

น่าจะเป็นภาพถ่ายยุคแรกๆ ของอาคารหลังนี้ซึ่งสร้างขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดไม่นาน ทดแทนอาคารหลังแรกที่ถูกระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2486

ผมถ่ายก๊อปปี้มาจากนิตยสารเก่าเล่มหนึ่ง(ผลิตปี 2494) เมื่อ 11 ปีที่แล้ว
64
สี่แยก ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่
สมัยยังเป็น สี่แยกไฟแดง ยุค80s  ภาพเมื่อ 46 ปีก่อน
เดิมกำแพงบริเวณนี้ ตบแต่งเหมือนประตูเมืองเชียงใหม่
 ด้านอื่นในปัจจุบัน และ เป็นสวนสาธารณะ พักผ่อน
จุดนัดพบของชาวเมือง เชียงใหม่
รถสี่ล้อรับส่งผู้โดยสาร ยังไม่แยกสี
ค่ารถเก็บคนละ 2 บาท ในตัวเมือง
รถยี่ห้อมาสด้า คนนิยมมากที่สุด
ตึกสูงกลางภาพเป็น โรงแรมมนตรี
ดาดฟ้ามีป้ายโฆษณาเบียร์ อมฤต
หลังโรงแรม มีปั้มน้ำมัน เชลล์
 ยุคนั้น ยามค่ำก็จะมีโรงภาพยนตร์
และ เป็น ตำนานย่านโลกีย์
ก่อนปรับภูมิทัศน์เป็น ลานประตูท่าแพ
สร้างประตูท่าแพใหม่ในอีก 7 ปีต่อมา

ภาพถ่าย เมื่อปี พ.ศ. 2521
เครดิต :: Rick Silverman นักท่องเที่ยวชาวตะวันตก
65
รวมภาพเก่า ภาพใหม่ล้านนา / สะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรก
« กระทู้ล่าสุด โดย ฮักล้านนา เมื่อ กุมภาพันธ์ 01, 2024, 01:46:59 PM »
สะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรก ของเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๑ โดยนายแพทย์แมเรียน เอ ชีค หรือ หมอชีค มิชชันนารีชาวอเมริกันที่ผันตัวเองไปทำกิจการป่าไม้ สะพานดังกล่าวเป็นสะพานขนาดใหญ่ ทำจากไม้สัก เชื่อมระหว่างแม่น้ำปิงฝั่งตะวันออกบริเวณด้านหลังวัดเกตการามกับฝั่งตะวันตกใกล้ตลาดต้นลำไย เรียกชื่อกันว่า ขัวกุลา ต่อมามีการสร้างสะพานไม้แห่งใหม่ขึ้น เป็นสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งที่ ๒ ของเมืองเชียงใหม่ (บริเวณสะพานนวรัฐในปัจจุบัน) จึงเรียกสะพานนี้ว่า ขัวเก่า สะพานแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินข้ามในคราวเสด็จประพาสหัวเมืองพายัพ

ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ช่วงฤดูน้ำหลาก ขัวกุลาหรือขัวเก่าถูกไม้ซุงจำนวนมากที่ล่องไปตามแม่น้ำปิงกระแทกเข้ากับเสาตอม่อสะพาน ทำให้สะพานเอียงทรุดเสียหาย ต่อมาจึงต้องรื้อทิ้ง ชาวบ้านสองฝั่งแม่น้ำปิงได้รับความยากลำบากในการเดินทางมากขึ้น โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ไม่สามารถใช้เรือข้ามได้ การเดินทางข้ามแม่น้ำปิงต้องไปข้ามที่สะพานอีกแห่งที่อยู่ห่างออกไป คือ สะพานนวรัฐ ทางราชการแก้ปัญหาด้วยการสร้างสะพานชั่วคราวทำด้วยไม้ไผ่สานขัดแตะ ชาวบ้านเรียกว่า ขัวแตะ แต่ถึงฤดูน้ำหลากก็จะถูกน้ำพัดพังไป จึงทำให้ต้องสร้างขัวแตะขึ้นใหม่ทุกปี

ต่อมาประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๗ มีพ่อค้าชาวอินเดียชื่อ โมตีราม หรือนายมนตรี โกสลาภิรมณ์ ได้บริจาคเงินให้เทศบาลเชียงใหม่ รวมทั้งมีการระดมทุนเพิ่มเติมสำหรับการก่อสร้างสะพานถาวร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้านและเป็นอนุสรณ์แก่ภรรยาชื่อจันทร์สม เมื่อสร้างเสร็จได้ตั้งชื่อสะพานแห่งนี้ว่า “สะพานจันทร์สมอนุสรณ์” ชาวบ้านเรียกกันว่า ขัวแขก
สะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำปิงสำหรับคนเดินข้าม มีการสัญจรไปมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ สะพานชำรุด เทศบาลนครเชียงใหม่จึงจัดสรรงบประมาณสร้างสะพานใหม่ทดแทน เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดความกว้าง ๓ เมตร ยาว ๑๑๐ เมตร และเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ในวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นต้นมา

✅ผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์
นักจดหมายเหตุชำนาญการ
✅ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ภาพส่วนบุคคล ชุด นายบุญเสริม สาตราภัย
66
เจ้าแก้วนวรัฐกับครอบครัว ถ่ายที่คุ้มหลวงริมปิง
น่าจะถ่าย พ.ศ.2477 คือปีที่เจ้าแก้วนวรัฐมีอายุครบ 6 รอบ ปัจจุบันบริเวณของคุ้มคือตลาดนวรัฐ
เชื่อว่าคงมีสมาชิกจำนวนไม่น้อยที่รู้จักบุคคลในภาพไม่ครบทุกท่าน ผมขอกล่าวชื่อของแต่ละท่านและความสัมพันธ์กับเจ้าแก้วนวรัฐ เพื่อให้สมาชิกเข้าใจได้ง่าย ผมขออนุญาตไม่ใช้คำราชาศัพท์นะครับ
เรียงลำดับจากซ้ายไปขวา
# แถวบน
1.เจ้าเมืองชื่นหรือเจ้าราชภาคินัย(สามีเจ้าบัวทิพย์) - ลูกเขย
2.เจ้าอินทนนท์ - ลูกชาย
3.เจ้าวงษ์ตะวันหรือเจ้าราชบุตร - ลูกชาย
4.เจ้าพงษ์อินทร์ - ลูกชาย
5.เจ้ากาวิละวงศ์(สามีเจ้าศิริประกาย) - ลูกเขย
# แถวกลาง
1.เจ้าสุคันธา(ภรรยาเจ้าอินทนนท์)และบุตร - ลูกสะใภ้และหลาน
2.เจ้าบัวทิพย์ - ลูกสาว
3.เจ้าแก้วนวรัฐ
4.เจ้าศิริประกาย - ลูกสาว
5.เจ้าภัทรา(ภรรยาเจ้าวงษ์ตะวัน) - ลูกสะใภ้
# แถวล่าง
1.เจ้าพงษ์กาวิล(บุตรเจ้าศิริประกายและเจ้ากาวิละวงศ์) - หลาน
2.เจ้าศิริกาวิล(บุตรีเจ้าศิริประกายและเจ้ากาวิละวงศ์) - หลาน
3.เจ้าวงศ์จันทร์(บุตรีเจ้าวงษ์ตะวันกับเจ้าจันทร)และบุตร - หลานและเหลน
4.เจ้าระวีพันธ์ุ(บุตรีเจ้าวงษ์ตะวันกับเจ้าภัทรา) - หลาน

จาก ... หนังสือ "อดีตลานนา"
ของ คุณลุงบุญเสริม สาตราภัย และ คุณสังคีต จันทนะโพธิ
67
เจ้าเมืองเวียงป่าเป้า พญาขันธ์ และ เจ้าแม่คำปวน
เคยเห็นแต่ อนุสาวรีย์ไม่คิดว่าจะมีภาพถ่าย
ลูกค้าตระกูล ธนะชัยขันธ์ ส่งภาพเก่ามาทำสี
เป็นรูปถ่ายอายุ 104 ปีก่อน ของ
พญาขันธเสมบดี หรือ พญาขันธ์
เจ้าปกครองเมืองเวียงป่าเป้าคนสุดท้าย
ต้นตระกูล ธนะชัยขันธ์

ภาพถ่ายเมื่อ
28 พฤศจิกายน 2463

ภาพ พญาขันธเสมบดี หรือ พญาขันธ์
ท่านเป็นลูกเขยคนเล็กของพญาไชยวงค์
มีภรรยาชื่อ แม่เจ้าคำปวน
ต้นตระกูลธนะชัยขันธ์
มีบุตรธิดาด้วยกัน ๗ คน
คือ ๑.แม่เจ้าเหมย ๒.เม่เจ้าเขียว-หมัด ๓.แม่เจ้าบุญปั๋น ๔.พ่อเจ้าน้อยมหาอินทร์ ๕.แม่เจ้าต่อมคำ ๖.พ่อเจ้าหน้อยคำตั๋น ๗.พ่อเจ้าน้อยหน่อเมือง

ประจำทุกวันที่ ๙ มกราคมของทุกปี
จะมีประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศล
แก่อนุสาวรีย์พ่อหลักเมืองเวียงป่าเป้า
และ เหล่าบริวาร
อนุสาวรีย์พญาขันธเสมาบดี
หรือ พญาขันธ์ ตั้งอยู่ในบริเวณ
อนุสาวรีย์พ่อหลักเมืองเวียงป่าเป้า
หมู่ที่ ๒ บ้านในเวียง ตำบลเวียง
อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
ขอบคุณภาพ Som Thanachaikan
เพจ เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น
68
คุ้มเจ้าเมืองเชียงของ เมื่อ 100 ปีก่อน
ภาพถ่ายในปี พ.ศ.2467 คุ้มสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง หลังคากระเบื้องดินขอ ใต้ถุนสูงจนช้างลอดได้
ที่ตั้งเดิมคือด้านทิศตะวันตกถนนสายกลาง
(ตรงข้ามทางลงท่าผาถ่าน) บ้านวัดหลวง

รองอำมาตย์เอก พระยาจิตวงษ์วระยศรังษี
เจ้าเมืองเชียงของ คนสุดท้าย,
เจ้าจิตวงษ์ (ต้นตระกูล จิตตางกูร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ
พระราชทานนามสกุลเมื่อ 25 กันยายน พ.ศ.2457)

สนับสนุนโดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
ขอบคุณภาพจาก
ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงของ
สภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงของ

แต่งสีโดย #เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น
69
ย้อนเวลาหาอดีตที่ "เชียงตุง" I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.222

ดูวีดีโอ https://youtu.be/TNUir--BSkI?si=V9nnr_OXsUf7e8ht

เชียงตุง ในอดีตถูกเรียกในหลายชื่อ เช่น   เมืองขืนเชียงตุงคบุรี   เขมรัฐ เมืองเขม เมืองขึน และเขมรัฐนครเชียงตุง
     “ 3 จอม 7 เชียง 9 หนอง 12 ประตู ”  คือสมญานามที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของเชียงตุงในอดีต  ซึ่งแม้จะเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายของผู้คนต่างชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มชาวไต หรือไท เช่น ไทขึน หรือไทเขิน  ไทโหลงหรือไทใหญ่ รวมไปถึงไทลื้อ   อกจากนี้ยังมีพม่า จีน และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ อีกหลายกลุ่ม แต่พวกเขาก็อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนมาเนิ่นนาน
       เดิมเชียงตุงเป็นถิ่นอาศัยของชาวลัวะ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เก่าแก่ในกลุ่มภาษากลุ่มออสโตร-เอเชียติก ( Austro-Asiatic)      ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 18  เมื่อพญามังรายปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนาได้สร้างเมืองเชียงตุงขึ้นที่นี่ และขับไล่ชาวลัวะไปอยู่ตามดอย นับจากนั้นเชียงตุงก็มีสถานะเป็นเมืองหนึ่งในเครือข่ายอาณาจักรล้านนานับตั้งแต่เริ่มต้น
     การสร้างเมืองเชียงตุงของพญามังรายได้เปลี่ยนสภาพจากเมืองของพวกลัวะ ให้กลายเป็นเมืองหน้าด่านที่มีความสำคัญ ทั้งทางด้านการเมือง ยุทธศาสตร์และการค้า พร้อมทั้งการส่งเชื้อพระวงศ์จากล้านนาขึ้นมาปกครองเชียงตุงเรื่อยมา ก่อนที่ต่อมาจะตกเป็นรัฐบรรณาการของพม่า
    นับจากปี พ.ศ. 2103 ในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ทั้งล้านนา และเชียงตุงต้องตกเป็นประเทศราชของพม่าอยู่ยาวนานราว 200 ปี   กระทั่งสมัยพญากาวิละได้ทำการปลดแอกเชียงใหม่จากพม่า และหันมาเป็นประเทศราชของสยามแทน
    พญากาวิละได้ยกทัพขึ้นมาตีเมืองเชียงตุง และกวาดต้อนผู้คนลงไปตั้งรกรากในเชียงใหม่ แต่ต่อมาภายหลังเชียงตุงก็กลับไปเป็นประเทศราชของพม่าอีกครั้ง
     นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ถึง รัชกาลที่ 4 สยามพยายามจะเข้ายึดครองเชียงตุง แต่ไม่สามารถเอาชนะศึกได้  จนเมื่ออังกฤษเข้ายึดครองพม่าได้สำเร็จ เชียงตุงจึงอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษไปด้วย
       ความพยายามอีกครั้งในการผนวกดินแดนเชียงตุงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของไทย เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  โดยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้การสนับสนุนของญี่ปุ่นได้ส่งกำลังทหารเข้ายึดเมืองเชียงตุง และเมืองพาน หรือเมืองปั่น เพื่อจัดตั้งขึ้นเป็นแคว้นหนึ่งของไทยในชื่อ “สหรัฐไทยเดิม” 
        เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม  ไทยจึงมอบคืนดินแดนสหรัฐไทยเดิมให้แก่สหประชาชาติ ในวันที่ 1 มกราคม  2489
          แม้จะเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ  ของภูมิภาคอุษาคเนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  แต่เชียงตุงสามารถทำให้เรามองเห็นภาพปรากฏการณ์อย่างหนึ่งทางสังคมพม่าได้แจ่มชัดมากขึ้น    นั่นคือความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่พวกเขาต่างแสดงออกถึงพื้นฐานความเป็นมนุษย์ในเชื้อชาติของตน  ซึ่งทุกฝ่ายล้วนมีทุนทางวัฒนธรรมในการช่วยสร้างวิวัฒนาการในระบบสังคมให้เกิดขึ้น   
   ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อย่างรุนแรงในพม่าปัจจุบัน  เราหวังว่าในที่สุดแล้วทุกฝ่ายจะเห็นความสำคัญของคุณค่าความเป็นมนุษย์  ที่มีความหลากหลายทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และร่วมกันสร้างสังคมพม่าให้มีความมั่นคง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติตลอดไป
70
บริเวณเจดีย์กิ่ว ริมน้ำปิง ทาง ด้านขวามือหันหน้าเข้าหาเจดีย์ ในสมัยก่อนเคยเป็นคุ้ม หรือตำหนักของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ อดีตเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เรียกว่า “คุ้มท่า” หลังจากที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์พิราลัยแล้ว จึงใช้คุ้มแห่งนี้เป็นจวข้าหลวง สิทธิ์ขาดประจำมณฑลพายัพแล้ว จึงเปลี่ยนมาเป็นจวน สมุหเทศาภิบาล คุ้มแห่งนี้จึงถูกทอดทิ้งจนชำรุดทรุดโทรม ต่อมาจึงได้รื้อทิ้งแล้วสร้างเป็น สำนักงานงานเทศบาลนครเชียงใหม่ จนถึงปัจจุบันนี้ส่วนบริเวณด้านซ้ายมือของเจดีย์กิ่วนั้น เจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ โปรดให้สร้างเป็น ตำหนักของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จกลับมาประทับเป็นการถาวรที่เชียงใหม่ เรียกว่าคุ้มเจดีย์งาม หรือคุ้มเจดีย์กิ่ว ปัจจุบันคุ้มนี้คือบริเวณสถานกงสุลใหญ่ อเมริกันประจำจังหวัดเชียงใหม่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เจ้าคุณเมืองเชียงใหม่
หน้า: 1 ... 6 [7] 8 ... 10