รับซื้อเพชร

รับผลิตอาหารเสริม

ทางเว็บไม่อนุญาตให้โพสโฆษณา ประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หากพบทางเว็บจะทำการลบทันที


ประวัติพญามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา

  • 0 ตอบ
  • 7476 อ่าน
*

ออฟไลน์ ฮักล้านนา

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • 597
  • 306
    • ดูรายละเอียด
    • วัดร่องขุ่น
พระราชตระกูลของพญามังรายมหาราช  เริ่มต้นตั้งแต่ชาวไทยภาคเหนือหรือชาวไทยยวนอันเป็นบรรพบุรุษของชาวล้านนาหรือไทยเหนือในปัจจุบัน ได้อพยพหนีภัยจากการรุกรานของจีน เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๑๘๒  อันเป็นที่อยู่ของพวกชนเผ่าละว้าหรือลัวะ  ชนเผ่าไทยยวนได้ขับไล่พวกละว้าออกไปแล้วตั้งอาณาจักรของตนขึ้นใหม่ว่า อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง และได้สถาปนาพระมหากษัตริย์ปกครองเมืองคือ พญาลวจังกราชหรือปู่เจ้าลาวจกนั่นเองครับ  ซึ่งพระองค์ก็คือบรรพบุรุษของพญามังรายมหาราชครับ  พญาลวจังกราชได้สถาปนาราชวงศ์ จักราช และทรงมีพระราชโอรส ๓ พระองค์คือ ลาวหม้อ(ต่อมาได้ครองเมืองเชียงลาว)  ลาวล้าน(ต่อมาได้ทรงครองเมืองเชียงรุ้ง)  ลาวกลิ่น(ต่อมาทรงได้ครองเมืองเวียงสีทอง) พระโอรสที่มีความสังพันธ์เกี่ยวเนื่องกับพญามังรายมหาราชก็คือพญาลาวล้านและพญาลาวกลิ่น กล่าวคือ พญาลาวล้านเมื่อทรงครองราชย์ที่นครเชียงรุ้งนั้นได้ทรงเปลี่ยนพระนามใหม่ว่า ท้าวรุ้งแก่น และทรงมีพระธิดาพระนามว่า เจ้าหญิงอั้วมิ่งจอมเมือง  ส่วนพญาลาวกลิ่นเจ้าแผ่นดินเวียงสีทองทรงมีพระโอรสพระนามว่า ลาวเคียง เมื่อลาวเคียงได้เป้นรัชทายาทก็ทรงเปลี่ยนพระนามใหม่ว่า พญาลาวเงิน  เมื่อพญาลาวเงินทรงครองราชย์สมบัติก็ได้ทรงมีพระโอรสพระนามว่า ลาวเม็ง กล่าวคือพญาลาวเม็งเป็นหลานปู่ของพญาลาวกลิ่น

                                เมื่อพญาลาวเงินสิ้นพระชนม์  พญาลาวเม็งก็ได้ทรงครองราชย์สืบมา  พญาลาวเม็งทรงมีความต้องการที่จะได้เมืองเชียงรุ้งเป็นพระเทศราชซึ่งเมืองเชียงรุ้งเป็นเมืองที่ใหญ่โตและอุดมสมบูรณ์ซึ่งจะทำให้แคว้นเวียงสีทองมีความยิ่งใหญ่ขึ้น ขณะนั้นท้าวรุ้งแก่นแห่งแคว้นเชียงรุ้งทรงชราภาพมากแล้ว เมื่อพญาลาวเม็งยกทัพมาประชิดพระนคร เจ้าหญิงอั้วมิ่งจอมเมืองพระราชิดาจึงอาสายกทัพไปรบกับพญาลาวเม็งโดยทรงปลอมพระองค์เป็นชาย ซึ่งพญาลาวเม็งทรงทราบว่าแท้จริงแล้วเจ้าหญิงอั้วมิ่งจอมเมืองเป็นหญิง พยาลาวเม็งจึงทรงมีพระราชหฤทัยเสน่หาในเจ้าหญิงอั้วมิ่งจอมเมือง จนในที่สุดพญาลาวเม็งก็ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงอั้วมิ่งจอมเมือง และได้เปลี่ยนพระนามใหม่ว่า เจ้าเทพคำขยาย

                             พญาลาวเม็งและเจ้าเทพคำขยาย ทรงมีความสุขอยู่ร่วมกันจนได้ให้กำเนิดพระประสูติกาลพญามังรายมหาราช เมื่อ วันอาทิตย์ แรม ๙ ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน เอกศก จุลศักราช ๖๐๑(พ.ศ.๑๗๘๒)  เวลาย่ำรุ่ง บางฉบับบอกว่าวันอาทิตย์ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ จุลศักราช ๖๐๐(พ.ศ.๑๗๘๑) ซึ่งห่างกันประมาณ ๑ ปีครับ   ในระหว่างที่พญามังรายมหาราชทรงประสูติกาลนั้นได้มีฤาษีปะทะมังกรให้คำทำนายว่าพญามังรายมหาราชจะทรงครองเมืองอยุ่เพียง ๑๖ ปีแล้วจะไปตั้งเมืองครองอยู่เองในทิศใต้ หลังจากครองเมืองนั้นเป็นเวลา ๒๐ ปีก็จะไปสร้างนครใหม่ทางทิศใต้อีก และจะมีพระชนมายุถึง ๘๐ พรรษา จะทรงมีพระเกียรติยศเป็นที่เลื่องลือทั่วไป แต่เพราะวิบากกรรมในอดีตชาติพระองค์จะต้องสิ้นพระชนม์ด้วยสายอสุนีบาต   พญาลาวเม็งทรงปกครองเมืองหิรัญนครเงินยางอย่างปกติสุขจนเจ้าชายมังรายพระชนมายุได้ ๑๓ ชันษาก็ได้ทรงร่ำเรียนวิชาศิลปศาสตร์และยุทธพิชัยสงครามจากพระอาจารย์ที่พระราชบิดาทรงหามาให้ และทรงไปศึกษาวิชากับเทพอิสิฤาษีที่ดอยด้วน(ปัจจุบันอยู่ในเขตท้องที่อำเภอพานเรียกว่าดอยหัวง้ม) ซึ่งเป็นสำนักเดียวกันที่ทรงศึกษากับเจ้าชายงำเมือง(พญางำเมือง)และเจ้าชายราม(พ่อขุนรามคำแหง)  แล้วได้รำเรียนวิชาจบแล้วก็ย้ายไปสุกทันตฤๅษีก็ยังพบสหายอยู่เมื่อเรียนวิชาสำเร็จเจ้าชายทั้งสามเห็นว่าต้องแยกจากกันจึงดื่มน้ำสาบานว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปแล้วได้พูดว่า หากใครบ่ซื่อคิดคดขอให้ตายในสามวันอย่าให้ทันในสามเดือนอย่าให้เคลื่อนในสามปี จากนั้นเจ้าชายทั้งสามก็กลับบ้านเมืองของตนไปเมื่อเจ้าชายมังรายมีพระชนมายุ ๑๖ ชันษา พญาลาวเม็งทรงแต่งตั้งให้เจ้าชายไปเป็นทูตเชื่อมสัมพันธไมตรีกับนครเพื่อนบ้าน ได้แก่ นครเชียงรุ้ง นครเชียงคำ นครเชียงเรือง ต่อมาเจ้าชายมังรายได้เข้าพระราชพิธีอาวาหมงคลกับเจ้าหญิงเรือนคำ พระราชธิดาในพญาเจือง แห่งนครเชียงรุ้ง ณ เมืองหิรัญนคร หลังจากที่เจ้าชายมังรายเข้าพระราชพิธีอาวาหมงคลได้ไม่นาน พญาลาวเม็งทรงแต่งตั้งให้เจ้าชายมังรายเป็นอุปราช   พ.ศ.๑๘๐๒ พญาลาวเม็งทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคต พระชนม์ได้ ๗๕ พรรษา ครองราชย์ได้ ๔๐ พรรษา เจ้าชายมังรายจึงได้ขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อมา เป็นรัชกาลที่ ๒๕ แห่งราชวงศ์ลวจักราช  ทรงพระนามว่า พญามังราย

                           พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะรวบรวมหัวเมืองต่างๆที่ขึ้นอยู่กับหิรัญนครเงินยางที่ดำรงอยู่อย่างอิสระ มีเรื่องวิวาทแย่งชิงบ้านเมืองไพร่และส่วยสาอากรอยู่เป็นเนืองๆ จึงทรงมีรับสั่งให้เจ้าพนักงานอาลักษณ์ แต่งพระราชสาส์นไปถึงบรรดาหัวเมืองต่างๆ ให้มาอ่อนน้อมในพระบรมโพธิสมภารของพระองค์เสียแต่โดยดี มิฉะนั้นพระองค์จะทรงยกทัพไปปราบปราม แล้วพระองค์ก็แต่งราชทูตมอม  เมืองไล่ เมืองเชียงคำ เมืองเชียงช้าง อันเป็นหัวเมืองฝ่ายใต้ เมืองเหล่านี้ถือว่าตนเป็นเชื้อสายเจ้าลาวคอบอันเป็นโอรสของพญาจักราชปฐมวงศ์มาแต่กาลก่อน ไม่ยอมอ่อนน้อมจัดแต่งกำลังป้องกันไว้อย่างเข้มแข็ง เมื่อพญามังรายทราบก็ทรงยกกองทัพไปตีเมืองมอมก่อน เมื่อทรงได้เมืองมอมแล้วก็ทรงยกทัพไปตีเมืองไล่  เจ้าเมืองหนีออกจากเมืองไปจึงได้นามเมืองว่าเมืองไล่(ปัจจุบันไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด)  จากนั้นทรงยกทัพไปตีเมืองเชียงช้าง เจ้าเมืองเชียงช้างสำนึกว่าตนเป็นเมืองน้อย จึงแต่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายพญามังราย  พญามังรายทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง  ทรงโปรดให้เจ้าเมืองเชียงช้างครองเมืองต่อไป  และโปรดให้เจ้าเมืองเชียงช้างนำทัพไปติดตามพลเมืองที่แตกฉานจากบ้านเมืองไปในที่ต่างๆ ให้กลับเข้ามายังบ้านเมืองอย่างเดิม แล้วทรงยกทัพกลับคืนยังเมืองหิรัญนครเงินยาง ในปี พ.ศ.๑๘๐๒   

                            ครั้นต่อมาช้างพระที่นั่งมงคลของพญามังราย ซึ่งทอดไว้ในป่าหัวดอยทางทิศตะวันออกของเมืองเต่ารอย  หรือเมืองลาวกู่เต้านั้นหายไป พญามังรายพร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพารออกติดตามช้างไปถึงดอยจอมทองริมแม่น้ำกก พญามังรายทรงทอดพระเนตรเห็นว่าภูมิประเทศแถบนั้นสมควรจะสร้างเป็นเมืองได้จึงโปรดให้สร้างเป็นเมืองพระนคร โดยให้ก่อกำแพงเมืองโอบเอาดอยจอมทองไว้ท่ามกลางเมือง แล้วทรงขนานนามว่า เมืองเชียงราย(เจียงฮาย)  ปีที่พระองค์ทรงสร้างเมืองเชียงรายนั้นตรงกับ พ.ศ.๑๘๐๕ พระองค์ได้ยกทัพไปตีเชียงตุง ได้จากมางคุมมางเคียน ซึ่งเป็นพญาลัวะ มางคุมมางเคียนยอมแพ้ในเวลานั้นยังไม่ได้เรียกว่าเมืองเชียงตุง เมื่อพญามังรายทรงปราบพวกลัวะได้จึงให้สร้างเมืองขึ้นใหม่และทรงขนานนามว่า นครเชียงตุง ในปีนั้นพระมเหสีของพระองค์ได้ประสูติกาลพระราชโอรสองค์แรก ทรงพระนามว่าเจ้าขุนเครื่อง ในปี พ.ศ.๑๘๐๘ ได้พระโอรสองค์ที่๒ พระนามว่าเจ้าขุนคราม และในปีถัดมาได้พระโอรสพระนามว่า เจ้าขุนเครือ

                         เมื่อเจ้าขุนเครือ พระชนม์ได้ ๑๖ ชันษา พญามังรายมหาราชทรงโปรดให้ไปครองเมืองเชียงราย ส่วนพระองค์ทรงไปครองเมืองฝางเพื่อหวังที่จะแผ่ขยายอาณาจักรลงมาทางใต้ ดังที่ทรงมีพระประสงค์ไว้
                       ส่วนเจ้าขุนเครื่อง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นพระยุพราช มีมนตรีที่ประจบสอพลอคนหนึ่งนามว่า ขวัญฟ้า มีลูกสาวชื่อว่าคำฟูต่อมาเจ้าขุนเครื่องสู่ขอคำฟูเป็นชายาขวัญฟ้าได้ทำการยุแหย่เจ้าขุนเครื่องให้ลอบปลงพระชนม์พระบิดาแต่มีมนตรีคนเก่าแก่ของเจ้าขุนเครื่องคนหนึ่งที่พญามังรายเจ้าส่งมาและถูกเจ้าขุนเครื่องปลดออกแล้วได้ทราบความลับดังกล่าว มนตรีคนนี้จึงได้ไปกราบทูลพญามังรายเจ้าให้ทรงทราบ พญามังรายจึงทรงส่งคนมาสืบและทรงทราบว่าเป็นเรื่องจริง จึงโปรดเกล้าให้อ้ายเผียนนายขมังธนูนักแม่นหน้าไม้เผ่าเชียงตุงเข้าเฝ้า และทรงรับสั่งให้สังหารเจ้าขุนเครื่องอ้ายเผียนจึงได้สังหาร เจ้าขุนเครื่อง ขวัญฟ้า และนางคำฟูด้วยธนูอาบยาพิษ

การแผ่พระบารมีของพญามังรายมหาราช
พ.ศ.๑๘๑๑ ได้แปรพระราชฐานไปประทับอยู่เมืองฝาง ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่ครั้งพระเจ้าลวจักราช ปฐมวงศ์ เมื่อพ.ศ.๑๑๘๓
พ.ศ.๑๘๑๒ ทรงยกทัพไปตีเมืองผาแดงเชียงของได้ แล้วทรงเสด็จกลับมาประทับที่เมืองฝาง
พ.ศ.๑๘๑๔ ทรงยกทัพไปตีเมืองเชิง ทรงได้รับชัยชนะและทรงได้เมืองเชิงมาไว้ในครอบครอง แล้วเสด็จกลับมาประทับที่เมืองฝาง
พ.ศ.๑๘๑๙ ทรงยกทัพไปตีแคว้นพะเยาของ พญางำเมืองธรรมมิกราช แต่พญางำเมืองทรงแต่งขบวนออกมาต้อนรับ พญามังรายจึงทรงรับเป็นไมตรีต่อกัน และพญางำเมืองได้ยกดินแดนบริเวณตำบลปากน้ำให้แก่พญามังรายอีกด้วยครับ
พ.ศ.๑๘๒๔ ทรงยกทัพไปตีแคว้นหริภุญชัยจาก พญายีบา ทรงทำสงครามอยู่นานกว่าจะสำเร็จทรงส่งให้ขุนฟ้าเข้าไปเป็นไส้ศึกในนครหริภุญชัย เมื่อขุนฟ้าสบโอกาสจึงได้ส่งข่าวไปบอกแก่พญามังรายเจ้ายกทัพเข้าตีหริภุญชัยสำเร็จ พญายีบาทรงเสด็จหนีออกจากเมืองโดยได้รับความช่วยเหลือจากพญาเบิก เจ้าเมืองเขลางค์นครซึ่งเป็นพระโอรสของพญายีบา พญายีบาเสด็จหนีออกเมืองไปถึงดอยกลางป่าก็คิดนึกได้ที่เสียรู้ขุนฟ้าเป็นไส้ศึกให้พญามังรายก็เสียใจหลั่งน้ำตาร้องไห้ สถานที่น้ำตาตกนี้จึงมีชื่อว่า “ดอยพระยายีบาร้องไห้” มาจนทุกวันนี้ ต่อมาพระยายีบาจึงหนีมาอยู่กับพระยาเบิกเจ้าเมืองลำปาง(เขลางค์) ผู้เป็นโอรส เวลาล่วงไป ๑๔ ปี พระยาเบิกทรงช้างชื่อ ปานแสนพล ยกทัพไปหมายจะตีเมืองลำพูนคืนให้พระบิดา พระยามังรายให้เจ้าขุนสงครามทรงช้างชื่อแก้วไชยมงคลออกรับศึก ทั้งสองได้ทำยุทธหัตถีกัน ที่บ้านขัวมุงขุนช้าง ใกล้เมืองกุมกาม พระยาเบิกถูกหอกแทงบาดเจ็บ และตีฝ่าวงล้องออกมาได้ จึงมาตั้งรับอยู่ที่ตำบลแม่ตาล เขตเมืองลำปาง ได้สู้รบกันเป็นสามารถผล ที่สุดทัพลำปางแพ้ยับเยิน เจ้าขุนสงครามจับกุมตัวพระยาเบิกแม่ทัพได้ และปลงพระชนม์เสียที่นี่ ดวงวิญญาณอันกล้าหาญเปี่ยมไปด้วยกตัญญูเวทิคุณนี้ จึงได้รับพระราชทานนามว่า "เจ้าพ่อขุนตาน" พญามัรายทรงครองเมืองหริภุญชัยได้ ๒ ปีจึงเสด็จไปสร้างเมืองใหม่คือ เวียงกุมกาม เนื่องจากทรงมีพระดำริว่าเมืองหริภุญชัยไม่เหมาะกับพระองค์จึงทรงให้เจ้าขุนเครือพระโอรสองค์เล็กของพระองค์มาปกครองเมืองนี้แทน
พ.ศ.๑๘๓๑ ทรงยกทัพไปตีเมืองหงสาวดี พระเจ้ากรุงหงสาวดีสุทธโสมเกรงพระบารมีจึงแต่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายขอเป็นพระราชไมตรีและยอมยกพระราชธิดาพระนางปายโคให้เป็นบาทบริจาริกาแก่พระองค์
พ.ศ.๑๘๓๓ ทรงยกทัพไปตีเมืองพุกาม พระเจ้าอังวะทรงทราบข่าวจึงได้ให้เสนาอำมาตย์ นำเครื่องราชบรรณาการมาถวายขอเป็นพระราชไมตรี พระเจ้าอังวะได้ทรงส่งช่างต่างๆมาให้ เช่น ช่างทองคำ ช่างทองเหลือง ช่างทองแดง ช่างเหล็กและอื่นๆ พญามังรายจึงทรงยกทัพกลับทรงโปรดให้ช่างทองไปอยู่เมืองเชียงตุง ช่างฆ้องไปอยู่ที่เมืองเชียงแสน ช่างทองเหลือง ช่างเหล็กไปอยู่ที่เมืองเวียงกุมกามอีกทั้งยังทรงได้บำรุงพระพุทธศาสนาโดยได้รับอิทธิพลตามแบบอย่างของอังวะ

พ.ศ.๑๘๓๔ เสด็จไปสร้างเมืองเชียงใหม่ที่เชิงดอยสุเทพ จถึงปี พ.ศ.๑๘๓๘ ก็แล้วเสร็จจึงได้อัญเชิญพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระเจ้าแผ่นดินสุโขทัย   พญางำเมืองธรรมมิกราช พระเจ้าแผ่นดินแคว้นพะเยา มาช่วยกันนานนามเมืองใหม่ว่า นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่
                พญามังรายมหาราช ทรงเป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็งและกล้าหาญในการศึกสงครามและทรงมีสายพระเนตรไกล เป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ ทรงจับจองดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แล้วทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้นหลายเมือง เช่น นครเชียงราย เวียงกุมกาม  นครเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางทางภาคเหนือ ทั้งด้านเศรษฐกิจการค้าและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

อาณาเขตในสมัยของพระองค์
กล่าวคือหลังจากได้ส่งกองทัพไปปราบเมืองมอบ เมืองไร และเมืองเชียงคำไปแล้วในปี พ.ศ.๑๘๒๔ตีเมืองหิริภุญชัยจากพญายีบาได้สำเร็จดินแดนภาคเหนือทั้งหมด พญามังรายมหาราชได้ครอบครองโดยทั่วอาณาจักรล้านนาในรัชสมัยของพระองค์มีอาณาเขตกว้างไกล ดังนี้
                      ทิศเหนือ         จดสิบสองปันนา
                      ทิศใต้           จดอาณาจักรสุโขทัย
                      ทิศตะวันออก        จดแคว้นลาว
                      ทิศตะวันตก      จดแม่น้ำสาละวิน

พระบรมราชานุสาวรีย์พญามังรายมหาราชบริเวณวัดดอยงำเมือง จังหวัดเชียงราย

พญามังรายมหาราชกับการเป็นยอดนักตุลาการ
จากการเรียบเรียงของ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ในหนังสือ อนุสรณ์การสมโภชเมืองเชียงราย ๗๒๕ ปี เอกสารดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่า พญามังรายมหาราชปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา ทรงเป็นผู้ไว้ซึ่งความสุขุมรอบคอบ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล พระองค์ทรงตรากฎหมายไว้มากมาย เรียกกันว่า กฎหมายมังรายศาสตร์หรือวินิจฉัยมังราย นับว่าเป็นหนังสือใบลานที่เก่าแก่ที่สุดต้นฉบับเดิมเขียนเป็นภาษาไทเหนือหรืออักษรตั๋วเมือง ความหมายของชื่อกฎหมายนั้นหมายความว่าเป็นคำพิพากษาของพญามังรายเจ้านั่นเองครับ สำหรับลักษณะการแต่งของกฎหมายมังรายศาสตร์นี้เป็นการแต่งแบบร้อยแก้วมังรายศาสตร์เป็นหนังสือกฎหมายที่ได้รวบรวมเรียบเรียงมาจากหนังสือธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคัมภีร์กฎหมายเก่าแก่ของอินเดีย ที่ถูกมอญดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพของตนไปบ้างแล้ว  ในส่วนของตอนแรกกล่าวถึงการสืบสันตติวงศ์ลานนา การสร้างเมืองเชียงใหม่และวัตถุประสงค์ในการแต่ง คำนำ ใช้คำว่าสิทธิสวัสดี กล่าวถึงกฎหมายที่ได้รู้มาแต่โบราณ พระเจ้ามังรายจึงบัญญัติไว้เพื่อให้ท้าวพระยาทั้งหลายผู้เป็นลูกหลานเหลน และเสนาอมาตย์ผู้ปกครองเมืองสืบไปได้รู้จักผิดรู้จักชอบ  ตอนที่สองกล่าวถึงเรื่องระเบียบการปกครอง ซึ่งสมัยนั้นได้มีการจัดการปกครองออกเป็นหมู่ๆ หมู่ละ๑๐ คนบ้าง ๑๐๐ คนบ้าง ๑,๐๐๐ คนบ้าง ๑๐,๐๐๐ คน ๑๐๐,๐๐๐ คนบ้าง โดยมีหัวหน้าทำหน้าที่ในการปกครองในแต่ละหมู่  ตอนที่สามกล่าวถึงเรื่องของตัวบทกฎหมาย ที่มีคำอธิบายพร้อมเหตุผลประกอบ มีจริยธรรมสอดแทรก และมีลักษณะของความยืดหยุ่นเพื่อความเหมาะสมอีกด้วย สำหรับหมวดหมู่ต่างๆที่ถูกแบ่งไว้มีดังนี้

๑.กฎหมายหมวดหนีศึก
๒.คนตายกลางสนามรบ
๓.รบศึกกรณีได้หัว และไม่ได้หัวข้าศึก
๔.เสนาอมาตย์ตาย
๕.ให้ไพร่มีเวรผลัดเปลี่ยนกัน
๖.ไพร่กู้เงินทุน
๗.ไพร่สร้างไร่นา
๘.โทษหนักสามสถาน
๙.โทษประหารชีวิต
๑๐.ลักษณะหมั้น
๑๑.ลักษณะหย่า
๑๒.การแบ่งสินสมรส
๑๓.ขอรับมรดก
๑๔.อายุความยี่สิบปี
๑๕.สาเหตุวิวาทกัน ๑๖ ประการ

              จากหมวดกฎหมายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์แห่งการปกครองอย่างแท้จริ สมัยโบราณการศึกษายังไม่มีเป็นระบ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีสถาบันการศึกษา แต่พญามังรายมหาราชทรงรอบรู้จากสติปัญญา จากสามัญสำนึกและจินตนาการอันแหลมคมของพระองค์  กฎหมายพญามังรายมหาราชนั้นได้กลายมาเป็นพื้นฐานของกฎหมายปัจจุบันที่ได้รับการพัฒนาสืบมา

ตัวอย่างในการพิจารณาคดีในกฎหมายมังรายศาสตร์ของพระองค์
ไพร่สิบคน ให้มีนายสิบผู้หนึ่ง ข่มกว้านผู้หนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อ (ล่าม) ป่าวประกาศเรื่องงานการประจำนายสิบทุกคน
นายสิบ ๕ คน ให้มีนายห้าสิบผู้หนึ่ง มีปากขวาและปากซ้ายเป็นผู้ช่วยรวม ๒ คน
นายห้าสิบ ๒ คน ให้มีนายร้อยผู้หนึ่ง
นายร้อย ๑๐ คน ให้มีเจ้าพันผู้หนึ่ง
เจ้าพัน ๑๐ คน ให้มีเจ้าหมื่นผู้หนึ่ง
เจ้าหมื่น ๑๐ คน ให้มีเจ้าแสนผู้หนึ่ง
หนีศึก  ในการรบ ผู้ใดหลบหนีละทิ้งผู้บังคับบัญชา ให้ฆ่าเสีย

ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น มีดังนี้ ไพร่ นายสิบ นายห้าสิบ นายร้อย เจ้าพัน เจ้าหมื่น เจ้าแสน และ พระยา
เมื่อฆ่าแล้ว ให้ริบครอบครัวทรัพย์สินทั้งสิ้นเพื่อมิให้ผู้อื่นดูเยี่ยงอย่าง ให้สักหมึกไว้ที่หน้าผาก ว่ามันผู้นี้เจ้านายไม่รับเลี้ยงเพื่อให้เป็นที่น่าละอายยิ่งนัก ในทำนองเดียวกัน ให้ฆ่าผู้ซึ่งละทิ้งลูกน้องในที่รบ ผู้บังคับบัญชามีลำดับลงมาดังนี้ เจ้าแสน เจ้าหมื่น ล่ามหมื่น เจ้าพัน ล่ามพันและพันน้อย ล่าวบ่าว กว้าน ไพร่ เมื่อฆ่าแล้ว ให้ริบเอาครอบครัวทรัพย์สินทั้งสิ้น

ข้อความดังนี้ มีมาแต่โบราณ ผู้เป็นใหญ่และสัปบุรุษก็ควรพิจารณาว่า ชาติสัตว์ทั้งหลายมียศศักดิ์มากนักยังไม่รักเจ้านายตน ขี้ขลาดละทิ้งเจ้านายเสียดังนี้ ผู้ขี้ขลาดอื่นๆก็จะกระทำอย่างเดียวกันนี้ ให้สักหน้าผากด้วยหมึกแล้วปล่อยเสียเถิด
ฉบับวัดเชียงหมั้น อธิบายว่า ทำดังนี้ เสียหาย (ร้าย) ยิ่งกว่าตายเสียอีก

อนึ่ง พระยาเจ้าผู้มีธรรมกรุณา ก็ควรพิจารณาถึงคุณความดีของผู้ขี้ขลาดนี้ หากทำดีไว้ก่อน ก็ควรกรุณาตามควร เพราะคนทุกคนก็ย่อมกลัวตายด้วยกันทั้งสิ้น ควรลงโทษบ้างเพื่อมิให้คนอื่นดูเยี่ยงอย่าง แต่ไม่ควรประหารชีวิต เพราะการเกิดเป็นคนนี้ ยากนัก
คนตายกลางสนามรบ     เจ้าขุนผู้ใดกล้าหาญมาก ไม่ถอยหนี ได้รบได้ชน ได้ฆ่าในที่รบ แต่ถูกข้าศึกฆ่าตาย ไม่ควรริบครอบครัว ทรัพย์สินเข้าพระคลัง เพราะคนทั้งหลายมาอาสาต่อท้าวพระยา ก็เพื่อจะคุ้มครองลูกเมีย เมื่อตายเพราะรับอาสาเจ้านาย ก็ไม่ควรให้ลูกเมียผู้ตายได้รับทุกข์ ควรปล่อยให้อยู่ตามใจเขา ถ้ามีลูกหลานควรเลี้ยงไว้สืบเชื้อสายต่อไป

รบศึก กรณีได้หัว และ กรณีไม่ได้หัวข้าศึกมา
มาตรา ๑
นายตีนผู้ใดรบศึกในสนามรบ ได้หัวนายช้างนายม้ามา ควรเลี้ยงดูให้เป็นใหญ่ อนึ่ง ถ้าข้าศึกมาล้อมบ้านเมือง ผู้ใดรบชนะได้หัวข้าศึกมาให้รางวัลหัวละ ๓๐๐ เงิน ให้ไร่นาที่ดิน และ เลี้ยงดูให้เป็นใหญ่ หากนายตีนได้หัวนายม้า ควรเลื่อนขึ้นเป็นนายม้า คนตีนได้หัวนายช้างควรเลื่อนขึ้นเป็นนายช้าง ให้มีฉัตรกั้น ให้ภริยา เครื่องทอง ทั้งทองปลายแขน เสื้อผ้าอย่างดี เพราะเขารับอาสาด้วยเต็มใจ จึงควรรางวัลให้อย่างเต็มใจเช่นกัน เพื่อให้คนทั้งหลายอุตสาหะอาสาต่อเจ้านาย

มาตรา ๒
คนตีนได้ฆ่านายช้างนายม้าตายในที่รบจะตัดหัวก็ไม่ทัน แต่มีผู้รู้เห็นก็ควรรางวัลให้ยศศักดิ์แก่เขา
เสนาอมาตย์ตาย ประการหนึ่ง เสนาอมาตย์ผู้ใดช่วยปกครองบ้านเมืองดีมาก รักษากฏหมาย ให้เป็นคุณแก่บ้านเมืองและเจ้านาย หากตายไป ควรปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตาย เกี่ยวกับช้างม้าเงินทองข้าคนทั้งหลาย หากตายไม่ทันสั่งเสีย ให้นำทรัพย์สินแบ่งเข้าพระคลังครึ่งหนึ่ง ให้ลูกเมียครึ่งหนึ่ง หากมีลูกหญิงลูกชาย พระยาเจ้าควรเลี้ยงดูตามคุณความดี อย่าให้เสียวงศ์สกุลผู้ตาย เพราะเชื้อผู้ดีหาได้ยากมาก ถ้าทำผิดครั้งสองครั้ง ก็ไม่ควรประหารชีวิต เพราะนึกถึงบุญคุณของผู้ตาย ควรสั่งสอนดูก่อน แต่ถ้าทำผิดร้ายแรงมาก ไม่มีทางสั่งสอน จึงควรลงโทษตามความผิดนั้น
ให้ไพร่มีเวรผลัดเปลี่ยนกัน

มาตรา๑
ควรจัดให้ไพร่มีเวรผลัดเปลี่ยนกัน มาทำงานหลวง ๑๐ วัน กลับไปสร้างเหมืองฝาย ไร่นาสวนเรือกที่ดิน ๑๐ วัน จัดเช่นนี้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม แต่โบราณแล
ไพร่กู้เงินขุน

มาตรา ๑
ไพร่ตกยาก มากู้เงินขุนผู้เป็นนายทำทุน พ้นสามปีแล้วจึงเริ่มคิดดอกเบี้ย อย่างนี้เที่ยงธรรมแล
ไพร่สร้างไร่นา

มาตรา ๑
ไพร่อุตสาหะสร้างป่าคานาร้างสวนร้างให้เป็นนา เป็นสวน เป็นบ้านเมือง ให้กินข้างไปก่อนสามปี ต่อจากนั้นจึงเก็บค่านาค่าสวน เพื่อให้ไพร่ผู้อุตสาหะ สร้างบ้านเมือง ฯลฯ เป็นพลเมืองดี (ฝุ่นบ้านฝุ่นเมืองดี) ได้รับความสุขสบาย
หากมีผู้ใดถือดีว่า มียศศักดิ์มาเพิ่มค่าเช่านาให้แก่ขุนผู้กินนา เพื่อจักแย่งชิงเอานาไปจากผู้สร้างคนเดิมนั้น อย่ายอมให้กระทำได้ มันเป็นคนเลว อย่าปล่อยให้มียศ มีอำนาจ ถ้าเป็นผู้เกียจคร้าน ก็จะทำให้ไร่นาเสียหาย บ้านเมืองก็จะพลอยเสื่อมถอยไปด้วย

ไพร่ที่ขุนไม่ควรรับไปเป็นข้า
ขุนไม่ควรรับไพร่ ๔ ประเภทนี้ไปเป็นข้า คือ
๑. ผู้มีหนี้สินมาก ไม่มีทางชำระหนี้ จะหนีไปเป็นข้าขุนเพื่อให้พ้นหนี้
๒. ผู้กำลังจะแพ้ความ
๓. ผู้เป็นโจรแย่งชิงฆ่าคนลักข้าวของท่าน
๔. ผู้ละทิ้งราชการ

ข้าขอรับมรดก
มาตรา ๑
เดิมเป็นไพร่เอาตัวไม่รอด จึงเข้าไปเป็นข้าของขุนท้าวพระยา ต่อมาพ่อแม่พี่น้องผู้เป็นไพร่ตาย โดยไม่ได้สั่งเสียเรื่องมรดกไว้ หากมันจะไปขอรับมรดก ไม่ควรให้รับ ยกเว้นกรณีที่ผู้ตายสั่งให้ไว้ ก็ให้รับมรดกเท่าที่สั่งไว้ได้ เพราะว่ามันเอาตัวไม่รอด จะพลอยพาพี่น้องอื่นล่มจมไปด้วย
ข้าพระยา ไปอยู่กินกับ ไพร่

มาตรา ๑
ข้าของท้าวพระยาไปอยู่กินกับไพร่ เกิดลูกหญิงลูกชายจำนวนเท่าใด หากพ่อซึ่งเป็นข้าท้าวพระยาตาย หรือ ทิ้งลูกเมียไว้ ก็ไม่ควรให้ลูกไปเป็นข้าของท้าวพระยา ควรให้อยู่กับแม่เป็นไพร่เมือง เพราะว่าไพร่เมืองหาได้ยาก

มาตรา ๒
ข้าของพระยามาอาศัยอยู่กินกับไพร่ในบ้านเรือนไพร่ มันยังเป็นของเจ้าแผ่นดินอยู่ ให้เมียส่งข้าวห่อเมื่อถึงเวรมาทำงานให้เจ้านายตน เท่านี้ก็ดีพอแล้ว หากข้านั้นตายไม่ควรเอาลูกเมียมันมาเป็นข้าโบราณกล่าวว่า ท้าวพระยาครองเมืองได้ก็ด้วยไพร่ และ ไพร่ก็หายากนัก ไม่ควรบังคับไพร่มาเป็นข้า เพราะเหตุนี้
ลักษณะนายที่ดี และ นายที่เลว

มาตรา ๑
ขุนในโลกนี้มี ๒ ประเภท คือ ขุนธรรม และ ขุนมาร
ขุนธรรมมีลักษณะดังนี้ ขุนผู้ใด ประกอบด้วย สังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ เมตตากรุณาไพร่ไทย ไม่บาปไพร่ไหมไทย ราวีทุบผูกมัดไพร่ไทย ขุนผู้เป็นเช่นนี้ คือ ขุนธรรม   ขุนผู้ใด ไม่ประกอบด้วย สังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ ไม่เมตตากรุณาไพร่ไทย ย่อมบาปไพร่ไหมไทย ราวีทุบผูกมัดไพร่ไทย ใส่ขื่อคามัดเชือกแล้วรังแก ข่มขี่เอาข้าวของ บังคับลูกหลานไพร่ไปเป็นเมีย หรือ ข่มขืนเมียไพร่ ขุนเช่นนี้ ชื่อว่าขุนมารอยู่ที่ไหนเมืองฉิบหายที่นั่น คนเช่นนี้ไม่ควรให้เป็นใหญ่ มันเป็นต้นง้วน ต้นพิษ ในกลางเมือง ถ้ามีหน่อลำ ก็จะเป็นพิษร้ายแก่บ้านเมือง เจ้าขุนผู้อาสาต่างหูต่างตาท้าวพระยา ควรทำตามแบบขุนธรรมแล
ความผิดร้ายแรง ซึ่งยอมฆ่าผู้กระทำผิดได้

การฆ่าผู้กระทำผิดร้ายแรง โดยผู้ฆ่าไม่ต้องรับโทษ มีดังต่อไปนี้
๑. ฆ่าชู้และเมียด้วยกันในที่รโหฐาน (ที่สงัด)
๒. ฆ่าขโมย ซึ่งไล่จับได้พร้อมทั้งของกลางในมือ
๓. เจ้าบ้านฆ่าผู้ถือหอกดาบมาถึงที่อยู่
๔. เจ้าบ้านฆ่าผู้ที่ลอบเข้ามาในบ้านผิดกาละ คือ กลางคืน
๕. เจ้าบ้านฆ่าผู้ร้าย ในขณะที่มาซัดทุบเรือนตอนกลางคืน

หากผูกมัดผู้กระทำผิดได้แล้ว กลับฆ่าเสียในภายหลัง ผู้ฆ่าก็มีความผิด

มาตรา ๑
ผู้ใดมีความผิดมาก หรือ น้อยก็ตาม เมื่อเจ้าขุนไปเอาตัว หากมันใช้หอกดาบต่อสู้ หรือ ถือหอกดาบวิ่งหนีไปก็ดี ผู้ใดฆ่าตายไม่มีความผิด แต่ถ้าหากมันยอม หรือ วิ่งหนีด้วยมือเปล่าห้ามมิให้ผู้จับฆ่ามัน ผู้ใดฆ่าก็มีความผิด
อนึ่ง ถ้าจับผู้กระทำผิดมัดได้แล้ว ฆ่าเสียไม่นำมาให้เจ้าขุนพิจารณาดูก่อน ผู้ฆ่าก็มีความผิดต้องเสียค่าสินไหม

โทษประหารชีวิต
ผู้กระทำผิดร้ายแรงควรประหารชีวิต มีดังต่อไปนี้
๑. ฆ่าผู้ไม่มีความผิด
๒. เกาะกุมลูกท่าน หรือ ข้าท่าน ไปฆ่าเอาทรัพย์
๓. ทำลาย กุฏิ วิหาร พระพุทธรูป
๔. รุกล้ำที่ (ผกท่าผ่าทาง)
๕. ชิงทรัพย์ท่าน (ครุบท่าน)
๖. รับผู้คน (แก้วหาญข้า) ของท้าวพระยามาพักในบ้าน
๗. ลักของพระสงฆ์
๘. ลูกฆ่าพ่อ
๙. ลูกฆ่าแม่
๑๐. น้องฆ่าพี่
๑๑. ฆ่าเจ้า
๑๒. เมียฆ่าผัว

โทษหนักสามสถาน
โทษหนักมีสามสถาน คือ
๑. ประหารชีวิต
๒. ตัดตีนตัดมือ
๓. เอาไปขายเสียต่างเมือง หรือ อีกนัยหนึ่ง ขับออกจากเมือง

การพิจารณาความให้ดูเหตุ ๔ ประการ
การพิจารณาความทั้งปวง ให้ดูเหตุ ๔ ประการ คือ
ให้ดูราคาของว่าถูกหรือแพง วัตถุ ถ้อยความหนัก หรือ เบา
๑. ให้ดูเวลาที่เสียข้างของไป ถ้าเสียของไปเมื่อราคาถูก ให้ตัดสินอย่างของราคาถูก ถ้าเสียของไปเมื่อราคาแพง ให้ตัดสินอย่างของราคาแพง
๒. ให้ดูว่า ความที่พิพาทกันนั้น เกิดขึ้นนานแล้วหรือเพิ่งเกิด เหตุเกิดกลางคืนหรือกลางวัน เช้าหรือค่ำ
๓. สอบสวนดูว่า ของราคาถูก หรือ ราคาแพง
๔. ให้ดูว่าของเก่าใหม่ ได้ใช้ไปแล้วเพียงใด ตามคาถาที่มีมาแต่โบราณว่า วัตถุกาลัญจ เวสัญจ ปริโภคัญจนํ ตุลยิตฺวา ปัญจฐานานิ ธาเลยฺยัตถํ วัจจักขิณา

พญามังรายมหาราชทรงตัดสินคดี
           พญามังรายมหาราชทรงเป็นตุลาการตัดสินความคดีระหว่างพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งอาณาจักรสุโขทัย กับพญางำเมืองธรรมิกราช แห่งแคว้นพะเยา ด้วยความสุขุมรอบคอบ ในปีพ.ศ. ๑๘๓๐ โดยเกิดเหตุคือเรื่องชู้สาวระหว่าง พญาร่วง ( พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ) แห่งเมืองสุโขทัย กับพระนางอั้วเชียงแสนราชเทวีของพญางำเมือง พญางำเมือง ทรงทราบเหตุก็กุมเอาพญาร่วงไว้ พ่อขุนงำเมือง ได้อัญเชิญพญามังรายมหาราชไปช่วยตัดสินความ จะตัดสินเองก็ทรงกลัวที่จะกระทบไมตรีต่อพระสหาย  พญามังรายมหาราชทรงทราบเหตุก็จินตนาการว่า โบราญธรรมแต่ก่อน เจ้าความย่อมมาสู่ผู้รู้ไต่ความพิจารณาด้วย บัดนี้สหายทั้งสองเป็นความต่อกันหากกูไปพิจารณาความแห่งเขาทั้งสองบัดนี้ ครั้นจะให้มาตัดสินก็จักเป็นเวณแก่กันมากซะละ ครั้นกูจักเอาพระร่วงมาตัดแต่งสินไหมมันก็เป็นพระยามีอานุภาพนัก จักมีความละอายซะละ

     พญางำเมืองนายโจทย์ ได้แจ้งโทษพระร่วงต่อพญามังรายมหาราชก่อน พญามังรายมหาราชจึงตรัสว่า ดูราสหายเจ้า เรานี้เป็นท้าวพระยาใหญ่ได้ทรงน้ำมุรธาภิเษกสรงเกศมียศบริวารทุกคนดังพญาร่วงนี้เล่า เขาเจ้าก็ได้มุรธาภิเษกในเมืองสุโขทัยพู้นแล้ว แม้นท้าวร่วงได้กระทำผิดสหายได้รักษาไว้ บัดนี้สหายจึงนำพระร่วงมาเราจักพิจารณาตามครรลองคุณและโทษ พญางำเมืองก็หื้อเอาพระร่วงเจ้ามาถาม พระร่วงเจ้าก็ปลงปฏิญาณว่าได้ประพฤติผิดตามที่กล่าวหา

ในวันรุ่งขึ้นพญามังรายมหาราชจึงแนะนำให้พ่อขุนรามคำแหงทรงเสียผี ในการเล้าโลมสนมคนโปรดเป็นเงินเก้าแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเบี้ย เงินจำนวนนี้พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงไม่มีติดตัวมา พญามังรายมหาราชจึงทรงออกให้แทนต่อจากนั้นก็ทรงสาบานเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ไม่มีการฆ่าฟันหรือรุกรานกัน โดยทรงกีดเลือดสาบานบริเวณริมฝั่งแม่น้ำขุนภู สถานที่ที่พญาทั้งสามหันหลังพิงกันกล่าวคำสาบานต่อมาได้กลายเป็นแม่น้ำชื่อว่า ลำน้ำแม่อิงนั่นเองครับ

พระราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์(ศาลากลางจังหวัดหลังเดิม) จังหวัดเชียงใหม่
ด้านขวาคือพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งอาณาจักรสุโขทัย
ด้านซ้ายคือพญางำเมืองธรรมมิกราชแห่งแคว้นพะเยา
กลางคือพญามังรายมหาราชแห่งอาณาจักรล้านนา

พญามังรายมหาราชกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากร
          จุลศักราช ๖๔๘ จากประชุมพงศาวดารภาคที่ ๕ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า ถึงปีจอ จุลศักราช ๖๔๘ พญามังรายมหาราชจึงย้ายมาสร้างเวียงกุมกาม ณ ที่ใกล้น้ำแม่ระมิงค์ ให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน ไขน้ำแม่ระมิงค์เข้าขังในคูและตั้งลำเวียงรอบทุกเบื้อง ให้ขุดหนองสระอันหนึ่ง ณ ที่ใกล้เรือนหลวง ยามเมื่อขุดนั้นพญามังรายมหาราชทรงเยี่ยมหน้าต่างดูคนคนทำการทุกวัน ทั้งนี้เพื่อให้ราษฎรมีน้ำในการทำการเกษตร

            ต่อมาได้ทรงตั้งตลาดกุมกามให้เป็นที่ซื้อขายแก่คนทั้งหลายเป็นที่สนุกยิ่งนัก แสดงให้เห็นถึงพญามังรายมหาราชทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลต่อการดำรงชีพของชุมชน

ภาพโบราณสถานเวียงกุมกามในปัจจุบัน ซึ่งในสมัยก่อนได้ถูกจมอยู่ใต้ดินเป็นนครใต้พิภพนานหลายร้อยปี

ด้านการศาสนา
        ปัจจุบันโบราณสถานสำคัญของอาณาจักรหริภุญชัยนั้นก็คือ พระธาตุหริภุญชัย ที่จังหวัดลำพูน และยังมีเมืองโบราณเวียงมโน ตำบลหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โบาณสถานที่เวียงเกาะ บ้านสองแคว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และเวียงท่ากาน ที่ตำบลบ้านกลาง ต.สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ บางหมู่บ้านของจังหวัดลำพูนนั้นพบว่า ยังมีคนพูดภาษามอญโบราณและอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญโบราณอยู่

        พระพุทธบาทตากผ้า ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า บนเนินเขาระหว่างดอยม่อนช้าง กับดอยเคร
กำเมือง ถ้าคนเมืองบ่อู้แล้วไผจะอู้